Connect with us

Subscribe

Life

โรงพยาบาลที่มีแต่เด็กอยากไป

เรื่อง : ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

Doug Dietz เพิ่งออกแบบเครื่องตรวจแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อใช้ในโรงพยาบาล และได้รับรางวัลใหญ่มา

เขาคิดว่าเครื่อง MRI ที่เขาออกแบบนี้จะต้องช่วยคนได้มหาศาล

ทว่าเมื่อเขาไปที่โรงพยาบาล เขาพบว่า เด็กๆ ที่ต้องรับการตรวจด้วยเครื่อง MRI พากันร้องไห้แทบขาดใจเมื่อต้องถูกจับให้ไปนอนในเครื่องแสกนที่เขาออกแบบ

สิ่งที่เด็กๆ ได้สัมผัสคือ การถูกบังคับให้นอนนิ่งๆ อยู่ในเครื่อง เดี๋ยวก็มีเสียงประหลาดๆ ดังออกมา มองไปก็มืด น่าอึดอัดไปหมด ในหัวของเด็กๆ คิดไปต่างๆ นานแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ช่วงเวลาที่ต้องอยู่ในนั้นเหมือนการต้องอยู่ในฝันร้ายที่ยาวนานตลอดกาล มันน่ากลัวจนเด็กทุกคนที่เข้าไปไม่อยากกลับเข้าไปอีก

เครื่อง MRI ที่เขาออกแบบควรจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยชีวิตคน คนควรจะมีความสุข แต่กลายเป็นว่าคนมีประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการช่วยชีวิตชนิดที่ไม่มีเด็กคนไหนอยากเข้าเครื่องนี้สักคน

ต่อให้มันได้รางวัล ต่อให้มีคนไข้ได้รับการรักษา แต่เขาไม่รู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เขาทำสักเท่าไร

เสียงสะอื้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเด็กๆ มันกรีดหัวใจของเขามาก

ถ้าความตั้งใจของเขาคือการช่วยชีวิตคน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาให้เป็นประสบการณ์ที่ดีกว่านี้ได้ — เขาคิด

คิดเล่นๆ ถ้าเป็นคุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดีครับ

ให้ผู้ปกครองหรือคุณหมอบอกเด็กๆ ว่า “อย่าร้องนะเด็กดี เดี๋ยวได้ออกมาแล้ว” หรือออกแบบเครื่องใหม่ให้กว้างกว่าเดิม ไม่ต้องมีเสียงดัง หรือสามารถสแกนด้วยเวลาที่รวดเร็วกว่าเดิม คนไข้จะได้ไม่ต้องอยู่ในนั้นนาน

ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ

สิ่งที่ Doug Dietz และทีมนำมาแก้ไขคือ การออกแบบประสบการณ์การรักษาแบบใหม่

พวกเขาทำให้การเข้าเครื่อง MRI เหมือนการผจญภัยครับ!

เขาเปลี่ยนเครื่อง MRI เดิมที่ดูขึงขังให้กลายมีลวดลายเป็นป่า เป็นเรือโจรสลัด เป็นยานอวกาศ ฯลฯ

แทนที่จะใส่ชุดคนไข้ เด็กๆ จะได้ใส่ชุดผจญภัย เช่น ชุดโจรสลัด ชุดซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ฯลฯ ไม่เพียงเท่านั้น ทีมแพทย์ทุกคนก็ต้องแต่งตัวในธีมการผจญภัยเหมือนกันพร้อมพร็อพครบมือเป็นดาบ ปืน ฯลฯ

ระหว่างที่เด็กๆ กำลังเข้าเครื่อง MRI ทีมแพทย์จะคอยเล่าเรื่องราวการผจญภัยให้เด็กๆ ตื่นเต้นไปด้วย

จากเดิมที่เด็กๆ ร้องไห้เมื่อต้องเข้าเครื่อง MRI กลายเป็นว่าเด็กๆ สนุกและร้องขออยากกลับเข้าไปในเครื่อง MRI อีก

เด็กๆ ไม่รู้สึกว่าการไม่สบายทำให้ตัวเองอดไปเที่ยว แต่การรักษาพาเขาไปผจญภัยในทะเลที่เขาต้องสู้กับโจรสลัดยันอวกาศอันเวิ้งว้างกว้างไกล 

ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาต่อยอดด้วยการสร้าง “ซีรีส์การผจญภัย” ในโรงพยาบาลให้เด็กๆ เขาเพิ่มวิช่วลเอ็ฟเฟ็คต์ให้การผจญภัยน่าตื่นเต้นขึ้น เขาทำให้การเข้าโรงพยาบาลเหมือนการไปสวนสนุกสำหรับเด็กๆ

บทเรียนแรกที่ Doug Dietz บอกเราก็คือ เมื่อรู้ว่างานที่เราทำอยู่ไม่เวิร์ค เราต้องแก้ไข ไม่ใช่ทนใช้มันต่อไป 

บทเรียนที่สองคือ การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องรื้อหรือพังสิ่งที่เราเคยทำมาทั้งหมด แต่เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาได้ Doug Dietz ไม่ต้องสร้างเครื่อง MRI ใหม่ เขาใช้เครื่อง MRI เดิม เพียงแค่เปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไข้ ลงทุนกับค่าคอสตูมโจรสลัดหรือค่าสติ๊กเกอร์คลุมเครื่อง MRI และวอลเปเปอร์ใหม่ น่าจะประหยัดกว่าการสร้างเครื่องใหม่มาก 

บทเรียนที่สามคือ การทำงานที่ดีต้องมีทั้งฟังก์ชั่นที่ดี และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับคนที่เกี่ยวข้องกับเราไปด้วยได้ ถ้าคำนึงถึงแต่ฟังก์ชั่น แต่ไม่สร้างประสบการณ์ที่ดี ก็จะเหมือนเครื่อง MRI ที่ทำงานได้ดี ตรวจสอบโรคได้แม่นยำ แต่ทำให้คนไข้รู้สึกเลวร้าย ไม่ต่างอะไรกับการทำยอดขายได้กำไร แต่กำไรนั้นได้มาจากการบีบลูกค้าให้ต้องจ่ายเพิ่มหรือบังคับให้พนักงานทำงานหนักโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ

สุดท้ายเครื่อง MRI ของ Doug Dietz ไม่เพียงแต่มีส่วนในการรักษาชีวิตคนไข้ แต่พาไปไกลถึงการทำให้ชีวิตของคนไข้มีความสุขที่ได้มีชีวิตอยู่

นั่นแหละครับคือเป้าหมายที่แท้จริงของการรักษาชีวิต

Written By

เราทำงานเพื่ออะไร?

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup