Connect with us

Subscribe

Life

ขบวนการ Mormon Transhumanist เป็นพระเจ้าด้วยเทคโนโลยี

เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา

ปกติแล้ว เรามักจะมี ‘ภาพ’ ของศาสนาว่าเป็นสิ่งที่เก่าแก่ อยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณี และดังนั้นจึงมักจะปฏิเสธเทคโนโลยีแต่ต้องบอกคุณว่า – ไม่ใช่กับมอร์มอน

‘มอร์มอน (Mormonism)’ คือกลุ่มชาวคริสต์กลุ่มหนึ่ง มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซอลต์เลกซิตี ในรัฐยูทาห์ ของสหรัฐอเมริกา มีผู้นำคือ โจเซฟ สมิธ (Joseph Smith) ซึ่งเขาเป็นผู้นำขบวนการ (หรือบางคนก็เรียกว่าเป็นลัทธิ) นี้ ขึ้นมาในทศวรรษ 1820s

ความซับซ้อนของมอร์มอนอย่างหนึ่งก็คือ ชาวมอร์มอนอาจจะเป็นชาวคริสต์ก็ได้ หรืออาจจะไม่เป็นชาวคริสต์ก็ยังได้เหมือนกัน เพียงแต่ชาวมอร์มอนนั้นยอมรับคัมภีร์ไบเบิล แต่กระนั้นก็มีคัมภีร์อื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะคัมภีร์มอร์มอน โดยชาวมอร์มอนจะเชื่อว่า โจเซฟ สมิธ เป็นเหมือนผู้ฟื้นฟูคริสตจักรของพระเยซูขึ้นมาแต่ความ ‘ซับซ้อน’ ของมอร์มอน ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นนะครับ

ย้อนกลับไปในวันที่ 7 เมษายน 1844 โจเซฟ สมิธ เคยเทศน์สอนสาวก ราวสองหมื่นคนที่อิลลินอยส์ การมารวมตัวกันคราวนั้นเป็นงานศพของ คิง ฟอลเลตต์ (King Follett) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสมิธ

สมิธสอนว่า พระเจ้าเองก็เคยเป็นเหมือนกับมนุษย์เรามาก่อน แต่พระองค์ได้เสด็จขึ้นสวรรค์ไปเป็นพระเจ้า เพราะฉะนั้น พวกเรามนุษย์ทั้งหลาย ย่อมต้อง ‘เรียนรู้’ ที่จะเป็นพระเจ้าด้วย เช่นเดียวกับที่พระเจ้าเคยทำมาก่อนหน้านี้แล้ว 

คำถามก็คือ – แล้วอะไรเล่าที่จะทำให้เรากลายเป็นพระเจ้าได้

คุณเคยได้ยินคำว่า Transhumanism ไหมครับ?

Transhumanism นี่ พูดง่ายๆ ก็คือขบวนการทางสังคมที่มุ่งหมาย จะใช้เทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นมนุษย์ที่ ‘ฉลาด’ และ ‘ดี’ ขึ้น เรื่องฉลาดนี่ หลายคนอาจจะพอเข้าใจได้ไม่ยากเพราะมีเทคโนโลยีตั้งหลายอย่างที่ทำให้สมองของเราทำงานได้ดีขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นการกินวิตามินหรืออาหารบำรุงสมองบางอย่าง หรือถ้าจะให้ซับซ้อนไปกว่านั้น ก็มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยด้วย เพื่อทำให้มนุษย์มีลักษณะเป็น Transhuman ขึ้นมา แต่เรื่อง ‘ดี’ นี่สิ มันจะทำได้อย่างไรกัน

ที่จริง แนวคิดเรื่อง Transhuman นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคหกศูนย์แล้วนะครับ เมื่อนักเขียนและนักปรัชญาชาวเบลเยียมเชื้อสายอิหร่านผู้ชื่ออ่านยากว่า Fereidoun Esfandiary และมีนามแฝงที่อ่านง่ายแต่เข้าใจยากกว่าว่า FM-2030 ได้เริ่มสร้าง ‘แนวคิด’ แบบนี้ขึ้น เพื่อเรียกมนุษย์ที่ยอมรับเทคโนโลยี วิถีชีวิต และวิธีมองโลกในแบบ ‘เปลี่ยนผ่าน’ เพื่อให้กลายเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นในทุกทางขึ้นมา

มนุษย์นั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดใช่ไหมครับ เราไม่ได้มีร่างกายแข็งแรง ไม่ได้เข้าใจทุกสิ่งในโลกนี้ได้ ต่อให้มีชีวิตยาวนานมากแค่ไหนก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้เวลาเหล่านั้นทำความเข้าใจทุกอย่างได้ทุกเรื่อง

แต่ด้วยเทคโนโลยีกำเนิดใหม่นี่แหละครับ ที่จะทำให้เรากลายเป็น ‘พระเจ้า’ ขึ้นมาได้จริงๆ ด้วยเหตุนี้ คำว่า Transhuman ของ FM-2030 จึงมีอะไรคลับคล้ายกับความเป็น ‘พระเจ้า’ ของโจเซฟ สมิธ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน นั่นทำให้เกิดการ ‘รวมร่าง’ ระหว่างแนวคิดแบบมอร์มอน เข้ากับแนวคิดแบบ Transhumanism จนกระทั่งเกิดเป็นสมาคมหนึ่งขึ้นมา

สมาคมนั้นมีชื่อว่า ‘ Mormon Transhumanist Association’ แนวคิดหลักของสมาคมนี้ก็คือ สมาชิกของสมาคมเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า Technological Singularity หรือ ‘ซิงกูลาริตี้ทางเทคโนโลยี’ จะเป็นตัวการหลักที่พามนุษย์ไปสู่ความเป็นพระเจ้าผู้ ‘รู้ทุกอย่าง’ และทะลุขีดจำกัดในทุกเรื่อง รวมทั้งขีดจำกัดทางจริยธรรมไปได้

ว่าแต่ว่า อะไรคือซิงกูลาริตี้ทางเทคโนโลยีกันแน่

ซิงกูลาริตี้หรือ ‘เอกภาวะ’ ในทางเทคโนโลยีนั้น จริงๆ แล้วมีหลายความหมายนะครับ ในด้านหนึ่งมันหมายถึงการคิดค้นสุดยอดปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Superintelligence) ขึ้นมา แล้วปัญญาประดิษฐ์ที่ชาญฉลาดนี้ สามารถจะอัปเกรดตัวเองสร้างความฉลาดมากขึ้นได้เรื่อยๆ ทำให้ ‘วงจร’ ในการปรับปรุงตัวเอง จนกระทั่งได้ปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ ที่ยิ่งฉลาดขึ้นและสร้างความฉลาดใหม่นี้ได้เร็วขึ้น จนกระทั่งเกิด ‘การระเบิดทางปัญญา’ หรือ Intelligence Explosion ขึ้นมา

ถ้าจะให้เปรียบเทียบซิงกูลาริตี้ทางเทคโนโลยี ก็คล้ายๆ บิ๊กแบงนั่นแหละครับ บิ๊กแบงก็เริ่มต้นด้วย ‘จุด’ ที่ลักษณะเป็นเอกภาวะเหมือนกัน จุดที่ว่านี้ก็คือจุดซิงกูลาริตี้ แล้วจากนั้นมันก็ ‘ระเบิด’ออกไป แต่การระเบิดทางปัญญาประดิษฐ์นั้น ในที่สุดแล้วมันจะล้ำหน้าสติปัญญาหรือความฉลาดของมนุษย์

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บางคนก็หวั่นกลัวว่า สมองกลจะเข้ามาควบคุมโลก และทำลายมนุษย์ให้สูญสิ้นชาติพันธุ์กันไป เป็นการปิดฉากการครอบครองโลกของสิ่งมีชีวิตอย่างเราๆ เรียกว่าจบแบบไม่สวยนั่นแหละครับ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีคนเชื่อว่าซิงกูลาริตี้ทางเทคโนโลยีนั้นมันอาจจะทำให้เกิดการ ‘รวมตัว’ กันระหว่างปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้กับสติปัญญาของมนุษย์ขึ้นมา นั่นแปลว่าซิงกูลาริตี้ทางเทคโนโลยีอาจจะผลักดันให้มนุษย์ฉลาดได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยฉลาดมาก่อน เป็นการปฏิวัติทางปัญญาของมนุษย์ครั้งใหญ่ก็ว่าได้ โดยกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดแบบนี้ ก็คือชาวมอร์มอนที่ว่านี่แหละครับ แรกเริ่มเดิมที ชาวมอร์มอนทรานส์ฮิวแมน หรือ MTA มีสมาชิกอยู่แค่ 14 คน (ในปี 2006) เท่านั้น แต่ต่อมาก็ขยายตัวจนมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขในปี 2014 มีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 480 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกา แต่ก็มีสมาชิกจากแคนาดา อเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียด้วย เรียกว่ามีเกือบครบทุกทวีปในโลก

ที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ชาวมอร์มอนสายทรานส์ฮิวแมนนี้ มีอยู่ราว 59% ที่เชื่อในพระเจ้า แต่มีอยู่ 14% ที่ประกาศตัวว่าเป็นพวกอเทวนิยม คือไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า และ 53% เป็นคนหัวก้าวหน้าหรือเป็นเสรีนิยมทางวัฒนธรรม โดยมีอยู่ 20% ที่ประกาศตัวว่าเป็นอนุรักษนิยมทางวัฒนธรรม ส่วนในทางเศรษฐกิจนั้น มีอยู่ 32% ที่เป็นเสรีนิยมใหม่ และอีก 29% เป็นอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ

คนกลุ่มนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะพวกเขา ‘ผสานรวม’ แนวคิดที่หลากหลายเอาไว้ด้วยกัน จนกระทั่งทางศาสนจักรมอร์มอน (คือ Latter Day Saint Church) ก็ออกมายอมรับว่าควบคุม ‘แนวคิด’ (Narrative) ของคนในกลุ่มนี้ได้ยาก แต่ที่หลายคนน่าจะประหลาดใจก็คือ ความเป็นศาสนาและความเป็นนักเทคโนโลยีนั้นไม่น่าเข้ากันได้

นักชีววิทยาอย่าง จูเลียน ฮักซ์ลีย์ (Julian Huxley) ซึ่งเป็นผู้รับแนวคิดของ FM-2030 และเป็นคนคิดศัพท์คำว่า Transhumanism ขึ้นมา ก็ยังบอกเลยนะครับว่าคนที่เป็น Transhumanist นั้น มักจะไม่เชื่อถือในพระเจ้า และเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยมีศาสนาด้วย ในขณะที่คนที่นับถือศาสนาทั้งหลาย ก็มักไม่ค่อยสบายใจกับแนวคิดเรื่อง Transhumanism เท่าไหร่

ดังนั้น ปรากฏการณ์มอร์มอนทรานส์ฮิวแมน หรือ MTA จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา และน่าจับตาดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างกับขบวนการนี้ เช่น เทคโนโลยีจะนำมนุษย์กลับจากความตายเหมือนที่พระเจ้าเคยบอกว่าจะทำได้ไหม แล้วถ้าทำได้ นั่นเป็นฝีมือของพระเจ้าหรือของเทคโนโลยี แล้วศรัทธาในพระเจ้าล่ะ ควรจะเป็นอย่างไร จะมีรูปแบบความศรัทธาใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า และศรัทธาในพระเจ้ากับศรัทธาในเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์นั้น เป็นศรัทธาแบบเดียวกันไหม แตกต่างกันอย่างไร

เหล่านี้คือความท้าทายย้อนแย้งที่เกิดขึ้นกับขบวนการ Mormon Transhumanist ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว มันอาจเป็นความท้าทายย้อนแย้งที่งดงามที่สุดอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็ว่าได้

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup