Connect with us

Subscribe

Life

ยุคสมัยที่ต่างโปรดระวังช่องว่างระหว่างเรา

เรื่อง : วณัช บัณฑิตาโสภณ

โลกที่เหลื่อมล้ำเป็นลักษณะสำคัญที่สุดที่คนยุคมิลเลนเนียลส์ต้องพบเจอ มันเป็นความเหลื่อมล้ำที่พวกเขาไม่ได้สร้าง แต่กลับต้องรับผลจากมันอย่างไม่มีทางเลือก

ความเหลื่อมล้ำยืนยงผ่านอียิปต์โบราณ จีนราชวงศ์ฉิน กรีก-โรมัน ดำรงผ่านยุโรปยุคมืด ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเป็นความเหลื่อมล้ำในโลกใหม่ของทวีปอเมริกา (แต่ชนเผ่าพื้นเมืองของที่นั่นก็น่าจะเหลื่อมล้ำกันอยู่แล้ว)

ความเหลื่อมล้ำก้าวผ่านการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ก้าวผ่านการปฏิวัติวิทยาศาสตร์-ปฏิวัติอเมริกา-ปฏิวัติฝรั่งเศส-ปฏิวัติอุตสาหกรรม แปรเปลี่ยนและขยายรากลึกในระบบทุนนิยม

ความเหลื่อมล้ำอาจถือเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามโลกได้ด้วยซ้ำ เนื่องจากแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละประเทศต่างก็กระหายอำนาจและอาณานิคม

ต่อมาเกิดสังคมคอมมิวนิสต์ที่ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องผิดบาปและความเท่าเทียมคือคุณธรรมสูงสุด มาถึงปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินับสิบฉบับ ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง เกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และมีผู้เสียชีวิตใจกลางเมือง เกิดการปฏิรูปประเทศด้วย คสช. กว่า 5 ปี แต่กระนั้น ความเหลื่อมล้ำก็ยังดำรงอยู่ เกาะแน่น และพบเห็นได้กลาดเกลื่อนในสังคม แม้ในยุคมิลเลนเนียลส์

ความเหลื่อมล้ำข้างต้นเป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบเก่าทั้งสิ้น สิ่งที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำยังคงเกาะกุมที่ทางของมันไว้ได้ เพราะมันแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดุจดังเหล้าเก่าที่ไม่ยอมหมดในขวดใบใหม่ ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนผ่านด้วยโลกาภิวัตน์และอินเทอร์เน็ต แต่ความเหลื่อมล้ำกลับดูชัดเจนขึ้น

การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้เรามองเห็นความเหลื่อมล้ำได้หลากหลายมิติและกว้างไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เราสามารถมีประสบการณ์ต่อความเหลื่อมล้ำได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในความเหลื่อมล้ำจริงๆ

การใช้คำว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ บางครั้งก็ดูจะยุ่งยากเกินไปในยุคนี้ อินเทอร์เน็ตจึงเปิดโอกาสให้เราได้เห็นโลกที่แตกต่างหลากหลาย และรับรู้ถึงสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกเพื่อรับมือกับความเหลื่อมล้ำ

เราเห็นความพยายามเพื่อทำให้โลกดีขึ้นมากมาย เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) จำนวนมากที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีแอปพลิเคชันออกมาใหม่เสมอเพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้แก้ไขปัญหาเก่าและก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยมี สหประชาชาติเองก็ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในระดับโลกด้วยเช่นกัน แนวโน้มของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวโน้มทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา กระทั่งตลาดหุ้นก็ยังต้องมี ‘ดัชนีที่ยั่งยืน’ เช่น DJSI หรือ ‘The Dow Jones Sustainability Index’ ของสหรัฐฯ นี่ยังไม่นับรวมภารกิจเพื่อสังคม (CSR) ของบริษัทใหญ่น้อยทั้งหลายอีก

หลายคนหวังว่ายุคสมัยปัจจุบันคือยุคที่จะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ดำรงมายาวนานให้ลดลงหรือกระทั่งหมดไปได้ ทุกสิ่งดูจะดำเนินไปในทางที่ควรจะเป็นแล้ว เพียงแค่ต้องรอเวลาอีกสักหน่อยเท่านั้น 

แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

การสำรวจความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำของหลายสถาบัน อาทิ Credit Suisse พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มี ‘ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สิน’ สูงที่สุดในโลก นำหน้าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างรัสเซียและอินเดียไปในปี ค.ศ. 2018 ข้อมูลนี้กลายมาเป็นฐานคิดให้กับคนในสังคมจำนวนมาก ทั้งบรรยง พงษ์พานิช นักการเงินชั้นนำของประเทศ รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ที่มีปณิธานทำให้คนไทยเท่าเทียมกันด้วย

นอกจาก Credit Suisse แล้ว มีการสำรวจของ Forbes นิตยสารธุรกิจการเงินชั้นนำของโลกที่จัดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศทั่วโลกเป็นประจำทุกปี พบว่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหารครั้งล่าสุด แซงหน้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ไปหลายเท่าตัว จนเกิดเป็น ‘วลี’ หรือ ‘วาทกรรม’ ขึ้นมาว่า ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยของชาวมิลเลนเนียลส์!

สำหรับมิลเลนเนียลส์แล้ว หลายคนคงตื่นตะลึง รวมถึงจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะพอตัวเองเกิดมา ใช้ชีวิตอยู่ได้สักพัก พอเริ่มเรียนรู้เรื่องราวรอบตัว ก็หล่นตุ้บมาอยู่ในโลกที่เหลื่อมล้ำแห่งนี้แล้ว แล้วมิลเลนเนียลส์จะทำความเข้าใจกับมันได้อย่างไรกัน

ด้วยความเข้าใจอันน้อยนิดของผม คนแต่ละคนมีความสามารถไม่เท่ากันจริงๆ นั่นแหละ บางคนมีวิสัยทัศน์ มีความกระฉับกระเฉง มีความอดทนแตกต่างกัน บางคนมุมานะบากบั่นจนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นเดียวกันที่เขาจะส่งต่อมรดกของเขาไปยังลูกหลานอันเป็นที่รัก แต่ด้วยปัจจัยนี้ปัจจัยเดียวไม่น่าจะเพียงพอให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมขจรขจายอย่างที่เป็นอยู่ เป็นไปได้ไหมว่า บริบทของสังคมไทยเอง คือปัจจัยสำคัญที่น่าจะเอื้อให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในหนังสือ Capital Accumulation in Thailand 1855-1985 ของ Suehiro Akira ปรมาจารย์ด้านเศรษฐกิจการเมืองผู้เป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญของนักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยหลายคน รวมถึงธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขณะที่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง ‘ลักษณะการสะสมทุนของชนชั้นนำทางธุรกิจระหว่างปี พ.ศ.2516-2540’ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้ของ Suehiro อธิบายว่า การสะสมทุนของธุรกิจเอกชนมีความเกี่ยวพันกับอำนาจรัฐและชนชั้นนำมาโดยตลอดที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีช่วงเวลาประชาธิปไตยเพียงสั้นๆ เท่านั้น ความเป็นเผด็จการทำให้อำนาจกระจุกตัว ความมั่งคั่งจึงกระจุกตัวตามอยู่ในมือของคนเพียงหยิบมือ

นอกจากนี้ ในช่วงราวทศวรรษ 1970s เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์ (Paradigm Shift) ที่สำคัญ จากที่รัฐมีบทบาทสูงมากในระบบเศรษฐกิจ มีระบบภาษีในอัตราที่สูงแต่ก้าวหน้า มีรัฐสวัสดิการ และมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง (จนบางคนบอกว่าเข้มแข็งเกินไป) เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่าแทบจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะหน้าขณะนั้นอันเกิดจากวิกฤติน้ำมัน เนื่องจากกลุ่ม OPEC (การรวมกลุ่มของประเทศที่ส่งออกน้ำมัน) ประกาศขึ้นราคาอย่างก้าวกระโดด อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานพุ่งขึ้นสูง รัฐบาลหลายประเทศขาดดุลงบประมาณ เกิดข้อเสนอให้ลดรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดสวัสดิการ ข้อเสนอให้โอนกิจการหลายอย่างของรัฐไปเป็นของเอกชนเพื่อจะได้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งออกกฎหมายเพื่อควบคุมสหภาพแรงงาน ข้อเสนอเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติและกลายเป็นแนวนโยบายที่มีอิทธิพลที่องค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประกอบด้วย IMF World Bank และ ADB (ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย) เสนอแนะให้ประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยนำไปประยุกต์ใช้ แนวคิดดังกล่าวถูกเรียกว่าแนวคิด ‘เสรีนิยมใหม่’ (Neoliberalism) ซึ่งยังมีอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน

นักเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวคิดเสรีนิยมใหม่ มักให้ความสำคัญกับภาคการเงินว่ามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นขยายตัวอย่างมากตั้งแต่นั้น เกิดการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ซึ่งรวมถึงกิจการที่เคยเป็นของรัฐก็ถูกนำมาแปลงเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การใช้บัตรเครดิตอย่างแพร่หลายเกิดขึ้นในช่วงนี้ จวบจนปัจจุบันภาคการเงินมีมูลค่ามากกว่าเศรษฐกิจจริงที่มีการผลิตสินค้าและบริการกว่าเท่าตัว

ความเหลื่อมล้ำที่เรารู้สึกล้วนมีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่มากก็น้อย กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งในสังคมมักเป็นกลุ่มคนในแวดวงการเงินการลงทุน หรือบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากภาครัฐ ซึ่งครั้งหนึ่งกิจการเหล่านั้นเคยเป็นบริการของภาครัฐมาก่อน

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนเหล้าเก่า ที่ย้ายลงมาอยู่ในยุคสมัยใหม่ แต่ในยุคสมัยใหม่การใช้อินเทอร์เน็ตก็ทำให้เราเกิดสภาวะ ‘เหลื่อมล้ำทางข้อมูล’ ได้ด้วย

ความเหลื้อมล้ำทางข้อมูล

ในสภาวะที่ข้อมูลมากมายหลั่งไหลท่วมท้นรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน เรามีทางเลือก มีเวลา ตลอดจนมีศักยภาพจัดการกับมันได้มากแค่ไหน?

เรามักเลือกรับข้อมูลข่าวสารในด้านที่เราสนใจ มักเลือกในสิ่งที่ตอกย้ำความเชื่อเดิมของเรา เช่น ถ้าเรามีความเชื่อเดิมว่า ‘คนไม่เท่ากัน’ เราก็จะอ่านข่าวสารที่โน้มเอียงไปด้านนี้ พบเจอผู้เล่นอินเทอร์เน็ตคนอื่นมาชุมนุมกันอยู่ในข่าวเดียวกัน บทความเดียวกัน กลุ่ม Facebook หรือเว็บบอร์ดเดียวกัน เราก็จะคิดไปว่ามีคนที่คิดเหมือนเราอีกจำนวนมากในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราโพสต์แสดงความคิดเห็นในเรื่องบางเรื่อง แล้วมีคนมากด Like กด Share กด Retweet ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไร เรายิ่งเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเราเป็นนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง

ในโลกเสมือนจริงแห่งนี้ ทุกสิ่งถูกบันทึกไว้ทั้งหมด และถูกนำมาประมวลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ตรงที่สุด นั่นหมายความว่าเราจะได้รับข้อมูลที่ทำให้เราพึงพอใจมากกว่าข้อมูลที่รอบด้าน ดังนั้น แทนที่อินเทอร์เน็ตจะสร้างโลกที่รอบรู้ให้กับผู้ใช้ มันอาจจะสร้างโลกที่คับแคบเปรียบเสมือนเป็น ‘กะลายุคดิจิทัล’ ให้แก่ผู้ใช้ได้เหมือนกัน

ผู้ใช้ในที่นี้ไม่ใช่แค่มิลเลนเนียลส์เท่านั้น แต่รวมถึงคนหลากหลายกลุ่มในสังคมด้วย

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเทอร์-เน็ตทำให้โลกโปร่งใสมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ตัวตนบนโลกออนไลน์อาจเป็นตัวตนภายในที่แท้จริงของคนคนนั้นก็เป็นได้ โลกออนไลน์มีกฎเกณฑ์น้อยกว่าโลกจริง (ถึงแม้ว่าจะมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แล้วก็ตาม) ตัวตนที่แสดงไม่ได้ในโลกความเป็นจริง ถูกนำมาแสดงในโลกออนไลน์ คำพูดและความคิดบางอย่างซึ่งหากพูดออกไปในโลกความเป็นจริงอาจถูกต่อต้านจากคนรอบข้าง ถูกนำมาแสดงในโลกออนไลน์ที่ตัวตนของเขาอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับคนรอบข้างมากนัก โลกออนไลน์เปรียบเสมือนเป็นที่รองรับความคับข้องใจในชีวิต ความไม่ยุติธรรมที่ถูกกระทำผ่านการทำงาน การเดินทาง และการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถถูกเชื่อมโยงและเป็นผลลัพธ์ที่ใกล้บ้างไกลบ้างของประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจได้เสมอ

ความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว แต่ก็มีแง่มุมใหม่ๆ ให้ได้ขบคิด เช่น ความเหลื่อมล้ำทางด้านข้อมูล ที่สามารถทำให้การที่ ‘คนเท่ากัน’ กลายเป็น ‘คนไม่เท่ากัน’ ทำให้ ‘ความจริง’ กลายเป็น ‘ความลวง’ และทำให้ความเหลื่อมล้ำยังคงดำรงเพื่อจรรโลงโครงสร้างสังคมที่เป็นอยู่ต่อไปได้

ความเหลื่อมล้ำส่งผลต่อ Millennials อย่างไร

ความเหลื่อมล้ำคงส่งผลต่อมิลเลนเนียลส์แต่ละคนแตกต่างกันไป

แน่สิ! มันจะเหมือนกันได้อย่างไร สมมุติว่า ‘อควา’ เป็นลูกหลานของตระกูลที่มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ กับ ‘ไอ้น้ำ’ ที่พ่อแม่เดินทางมาจากจังหวัดห่างไกล หาบเร่แผงลอยหาเช้ากินค่ำในกรุงเทพฯ โลกที่พวกเขามองเห็นและชีวิตที่จะเป็นไปคงไม่สามารถเทียบกันได้

ระหว่างกำลังห้อยโหนอัดแน่นในรถเมล์กลางสุขุมวิท ไอ้น้ำบังเอิญเหม่อมองไปเห็นอควาในรถมินิคูเปอร์เอสแล้วหลงรักขึ้นมา จู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์ตัดหน้า ทำให้อควาขับเข้าไปชนอย่างจังจนมีปากมีเสียง อควาไม่ห้าวและเจนจัดพอจะคุยกับคู่กรณีได้ จนไอ้น้ำต้องเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย เรื่องราวความรักที่พอจะเป็นจุดเริ่มต้นของละครประโลมโลกย์สักเรื่องจึงเกิดขึ้น กลายเป็น ‘ไฮโซสาวกับหนุ่มบ้านนอก 2019’

แต่ถามว่า เรื่องแบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน?

มิลเลนเนียลส์ที่มีสิ่งรายล้อมในชีวิตแตกต่างกัน ย่อมได้รับผลของความเหลื่อมล้ำต่างกันไปด้วย หลังจากไกล่เกลี่ยเสร็จ อควาก็ขับรถมินิคูเปอร์เอสเข้าไปในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ของตระกูลในซอยลึกของสุขุมวิท ไอ้น้ำกลับมายืนรอรถเมล์ ห้อยโหนไปอีกไกล (ถ้าขึ้น BTS ทุกวัน เงินในกระเป๋าก็คงไม่เหลือ แถมต้องต่ออีกหลายต่อ) เลี้ยวเข้าสุขุมวิท 71 ข้ามแยกคลองตัน ลงรถหน้าปากซอยย่านรามคำแหงแล้วเดินเข้าซอยอีก 10 นาที โอกาสที่ไอ้น้ำจะขยับเขยื้อนเคลื่อนสถานะทางสังคมขึ้นมาในชั่วชีวิตนี้ในสังคมไทยมีอยู่แค่ไหนกันเชียว

‘โลกที่เหลื่อมล้ำ’ ย่อมส่งผลต่อมิลเลนเนียลส์แน่ๆ เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนสำคัญที่สุดที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทในวงการต่างๆ ของสังคมในอนาคต เมื่อเติบโตมาในสังคมที่เป็นแบบนี้ พวกเขาจะ ‘ประนีประนอม’ กับโครงสร้างที่เป็นอยู่อย่างไร หรือพวกเขาจะเพียง ‘ผลิตซ้ำ’ โลกที่เหลื่อมล้ำให้ดำรงอยู่ต่อไป หรือพวกเขาจะ ‘แก้ไข’ ความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ให้บรรเทาลงได้หรือไม่

นั่นคือคำถามที่ต้องฝากไว้ในมือของชาวมิลเลนเนียลส์

หมดไฟ : โรคที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่น

เชื่อไหมว่า มิลเลนเนียลส์บางคนเป็น ‘โรคที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ’ อยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่องค์การอนามัยโลกเห็นว่า ‘การหมดไฟ’ เป็นโรคทางการแพทย์ระดับนานาชาติที่กำลังคุกคามคนทั่วโลก

การหมดไฟ (Burnout) เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากตัวของคนคนนั้นทั้งหมด ไฟคือความหวัง เมื่อไฟหมดไป แสดงว่าเราไม่เหลือความหวัง อนาคตอาจยังพอมองเห็นอยู่บ้าง แต่กลับไม่สามารถมองเห็นหนทางไปสู่อนาคตอันนั้น หรือถ้าพอจะเป็นไปได้ หนทางก็ช่างลำบากยากเย็นเหลือเกิน

ปัจจุบันเป็นยุคของอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตทำให้ชีวิตง่ายขึ้นก็จริง แต่มันก็ทำให้ชีวิตเคลื่อนที่รวดเร็ว แถมยังเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น หากต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าในวงการใด ต้องมีความไว มองเห็นกระแส (Trend) แล้วก้าวนำมันไปสัก 1 หรือ 2 ขั้น จนกลายเป็นผู้สร้างกระแส ซึ่งใช่ว่าใครๆ จะสามารถทำได้ หรือถึงแม้อาจเคยทำได้ครั้งหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะทำได้เป็นครั้งที่สอง

ค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเมืองที่ไม่ใช่เพียงกรุงเทพฯ แต่ตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศต่างพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันรูปแบบการทำงานของมิลเลนเนียลส์ก็เปลี่ยนไปในรูปแบบของ ‘จ้างงานตัวเอง (Self-employed) มากขึ้น11 ทำให้ต้องแบกรับความเสี่ยงต่างๆ ในชีวิตด้วยตัวเอง

(นี่อาจเป็นผลต่อเนื่องอย่างหนึ่งของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ก็ได้ ที่ปัจเจกมีเสรีภาพเป็นแรงจูงใจ แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ปัจเจกต้องเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่าง ทั้งการทำ/ตกงาน การศึกษา การรักษาพยาบาล ปัจเจกทั้งหลายจึงขวนขวายหาเงิน ต้องการอิสรภาพทางการเงิน และถูกสอนให้ ‘ลงทุน’ แบบเก็งกำไรตั้งแต่วัยเยาว์)

สำหรับการเติบโตในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนก็เช่นเดียวกัน เมื่ออายุขัย (Life Expectancy) ของมนุษย์เพิ่มขึ้นด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สังคมกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ตำแหน่งงานระดับสูงกลับถูกเกาะกุมไว้ด้วยคนรุ่นก่อนอย่างหนาแน่น ยกตัวอย่างเช่น การประกาศขยายเวลาเกษียณอายุราชการที่ค่อยๆ เพิ่มจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นการบรรเทาผลกระทบของสังคมผู้สูงอายุ แต่ก็ทำให้การเติบโตของมิลเลนเนียลส์ในองค์กรเกิดได้ยากขึ้นด้วย เมื่อคนรุ่นก่อนเกาะกุมตำแหน่งที่มีอำนาจในการตัดสินใจของทั้งบริษัทและประเทศ แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเดินไปในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างไรเล่า

จะเห็นได้ว่า เมื่อมีอายุมาเกี่ยวข้อง ความเหลื่อมล้ำจึงบูรณาการ เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างช่วงวัย (Generational Inequality) ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ผู้สูงอายุนอกจากจะมีรายได้สูง มีทรัพย์สินที่สั่งสมมามาก ผ่านโลกมาในวันวัยที่ต่างจากมิลเลนเนียลส์ ยังทำให้มีความคิดทางการเมืองที่ค่อนไปทางอนุรักษนิยม

แนวโน้มดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของสังคมโลก ดังประโยคที่ว่า If you’re not a liberal when you’re 25, you have no heart. If you’re not a conservative by the time you’re 35, you have no brain. (หากคุณไม่มีความคิดแบบเสรีนิยมตอนคุณอายุ 25 คุณไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณยังมีความคิดแบบนั้นอยู่ตอนอายุ 35 คุณไม่มีสมอง) แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุที่กำลังดำเนินไป ทำให้คนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อจับคู่เข้ากับ ‘ความเหลื่อมล้ำทางด้านข้อมูล’ แล้ว ‘ความเหลื่อมล้ำระหว่างช่วงวัย’ จึงยิ่งดูเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นภาพของอนาคตที่มิลเลนเนียลส์ มองเห็น ซึ่งไม่ใช่ ‘อนาคตใหม่ๆ’ ที่พวกเขาต้องการ แต่เป็น ‘อดีตเก่าๆ’ ที่ตามหลอกหลอนไม่เลิกรา และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้มิลเลนเนียลส์หมดไฟ

อ่านบทความเต็มเรื่อง “Millennials บนโลกที่ความเหลื่อมล้ำกระจายเกลื่อน” ต่อได้ทาง GM Magazine ฉบับเดือนกรกฎาคม 2562

Written By

อยากได้อะไรเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตัวเอง

Life

มองอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ผ่านเลนส์
ดร.ยศพงษ์ ลออนวล

Life

สู่บทเรียน “ธนาคารกลางท่ามกลางความท้าทาย” ของผู้ว่าการวิรไท

Interview

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Inspiring WATCHES

Life

เปิดใจ ‘วี BNK48’ กับบทนางเอกครั้งแรก

GM TV

Advertisement
Connect
Newsletter Signup