Connect with us

Subscribe

Life

‘ผ่านพบไม่ผูกพัน’ ต้องการโมเมนต์คนรักกันแต่ไม่ต้องการความสัมพันธ์ถึงขั้นแต่งงาน

เรื่อง : สุธามาส ทวินันท์ 

“ความสัมพันธ์มันซับซ้อน”

เราได้ยินประโยคนี้กันอยู่บ่อยครั้ง แต่ความซับซ้อนของความสัมพันธ์ในปัจจุบันมาไกลถึงขั้นไม่มีแม้แต่ชื่อมานิยามได้อย่างชัดเจน มีเพียงคนทั้งสองใช้ความรู้สึกเป็นสายโยงเชื่อมระหว่างกันและกัน

ฟังเหมือนไม่มีปัญหาอะไร ในเมื่อความรักก็เป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าตกลงเข้าใจกันทั้งคู่ก็คงไม่เป็นอะไร แต่พักหลังคนรอบข้างต่างก็พูดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้บ่อยขึ้น

บ่อยจนตั้งคำถามว่ามันคือความสัมพันธ์สูตรสำเร็จที่คนยุคมิลเลนเนียลส์ต้องพบเจอหรือเปล่า

“การมีใครสักคนที่มีพันธะผูกพันกันนานๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าอิ่มตัว มันใกล้กันมากเกิน สนิทกันมากเกิน เป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันมากเกิน จนทำให้บางครั้งกลายเป็นความอึดอัดไปจนถึงรำคาญ ด้วยความที่แต่ละคนต่างก็มีปัญหาเฉพาะตัว พอเป็นแฟนเลยเป็นเรื่องยากที่จะมานั่งปรับเข้าหากัน มันเหนื่อย แต่พอไม่มีคำว่าแฟน เหมือนไม่มีอะไรมายึดติดหรือผูกมัดทั้งเราและเขา ถึงแม้จะเป็นความสัมพันธ์ระยะสั้นและชั่วคราวมาก แต่ผมคิดว่ามันสามารถเติมเต็มได้ ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจได้ หรือเป็นกำลังใจให้เราอยากใช้ชีวิตต่อ

“การเป็นเจ้าของมันไม่ใช่ความสุข ความสุขควรเป็นเรื่องที่มาจากความรู้สึกหรือการกระทำมากกว่า บางทีเราแค่รู้สึกดีกับเขา เขาก็รู้สึกดีกับเรา เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างคนต่างมาอยู่คนละครึ่งทางบนจุดที่สบายใจ สำหรับผมความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก มีความสุขกว่าความสัมพันธ์แบบแฟนอีก ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเพราะวัยด้วย ตอนนี้เรารู้สึกแฮปปี้ดี แต่พอถึงจุดจุดหนึ่ง ผมก็คงอยากมีครอบครัว”

ชายหนุ่มวัย 24 ปี แชร์ประสบการณ์ความสัมพันธ์นิรนามอย่างตรงไปตรงมา เขายังกล่าวเสริมด้วยว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะมีความสุขดีจนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกมากล้นถึงขั้นเปลี่ยนเป็นความรัก เมื่อนั้นเขาจะรับและทนสถานะนี้ไม่ไหว ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์นี้เป็นปัญหาขึ้นมา

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันต่างอะไรกันจาก Friend with Benefit หรือ ‘เพื่อนกันมันส์ดี’ ที่คนยุคนี้ก็ฮิตไม่แพ้กัน

ฟังดูอาจใกล้เคียง แต่ความต่างมันอยู่ตรง ‘ความหวัง’ เพราะ Friend with Benefit เป็นเพียงความสัมพันธ์ฉาบฉวยที่มีความชัดเจนในตัวมันเอง ต่างฝ่ายต่างตกลงคบกันในสถานะคู่นอน ห้ามมีความรู้สึกอะไรเกินเลยมากกว่านั้น ตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์นิรนามที่การกระทำและความรู้สึกมันคือความรัก แต่น่าเสียดาย…ที่สถานะไปต่อมากกว่านั้นไม่ได้

“ครั้งล่าสุดที่คบกับใครสักคนแล้วพูดได้เต็มปากว่าคือแฟนก็ประมาณ 2 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไม่อยากคบใครจริงจัง เรายังอยากเป็นอิสระ อยากใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมีใครคอยตาม อาจเป็นเพราะยังไม่เจอคนที่รู้สึกใช่จริงๆ ด้วยมั้ง แต่ก็เคยมีคนเข้ามาคุย ทำทุกอย่างเหมือนที่คนเป็นแฟนกันทำ แม้กระทั่งมีเซ็กซ์”

“แต่เราไม่ได้ใช้คำว่าแฟน ไม่รู้ต้องเรียกว่าอะไร เราชอบเขานะ เขาก็ชอบเรา แต่เหมือนต่างคนต่างก็รู้ว่ามันไปต่อไม่ได้ เลยไม่เคยมีใครถามว่าความสัมพันธ์ของเรามันคืออะไร ก็อยู่ในสภาพนั้นเป็นปี จนเขาไปมีแฟนจริงๆ จังๆ ซึ่งเราก็ไม่เสียใจนะแค่เสียดาย เพราะพอไม่ได้ใช้คำว่าแฟน มันเหมือนเราไม่ได้ทุ่มความรู้สึกไปเยอะมั้ง”

หญิงสาววัย 25 ปี กล่าวถึงความพึงพอใจกับสถานะความสัมพันธ์นี้ และเปิดเผยว่าตัวเธอเองยังรักสนุก ไม่พร้อมเริ่มความสัมพันธ์แบบแฟนกับใคร แต่ด้วยความเหงาที่เข้ามาเล่นงานเสมอ เธอจึงยอมเปิดใจรับใคร โดยตกลงกับอีกฝ่ายว่าไม่ต้องการคบจริงจัง ทนได้ก็อยู่ ทนไม่ได้ก็ไป

คำว่า ‘แฟน’ ถือเป็นเครื่องมือผูกมัดอย่างหนึ่งระหว่างความสัมพันธ์ ซึ่งแน่นอนว่ามันมาพร้อมกับภาระ หลายคนจึงเลือกที่จะหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนกับแฟนเพื่อความสบายใจในการใช้ชีวิตแบบอิสระ แต่ก็อยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้างยามเหงา

อารมณ์ต้องการโมเมนต์คนรักกัน แต่ไม่ได้อยากมีรักจริงๆ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผลการสำรวจชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนยุคมิลเลนเนียลส์ไม่อยากมีความสัมพันธ์จริงจังจนถึงขั้นแต่งงาน

บริษัทที่ปรึกษาด้านการแต่งงานในประเทศญี่ปุ่นเผยข้อมูลว่า กว่า 74.3% ของคนในวัย 20 ไม่คบหาใครเป็นแฟน นอกจากนี้งานวิจัยอีกชิ้นของสำนักงานคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2015 ยังเสริมผลการศึกษาก่อนหน้าว่า คนโสดวัย 20 ไม่เกิน 30 ปี ราว 40% ไม่ได้มองหาคู่ชีวิต เพราะสำหรับพวกเขาแล้วการมีคู่มันยุ่งยาก และมักให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่า

ไม่เพียงแค่ฝั่งเอเชียเท่านั้น แต่รายงานจากสำนักสำมะโนประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยรายงานเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ การศึกษา และความสำเร็จทางเศรษฐกิจระหว่างคนอเมริกันยุคใหม่ที่มีอายุตั้งแต่ 18-34 ปี กับคนอเมริกันอายุเท่ากันในสมัยปี 1975

ผลการศึกษาพบว่า ชาวอเมริกันยุคใหม่ส่วนใหญ่เชื่อว่าความสำเร็จด้านการศึกษาและเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญมากที่สุดในวัยผู้ใหญ่ และกว่า 55% เชื่อว่าการแต่งงานมีลูกไม่สำคัญ เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องขอเงินพ่อแม่ใช้แม้จะเข้าวัยทำงานแล้วก็ตาม หลายคนจึงขาดความมั่นใจที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาข้างต้นที่แสดงทัศนคติเกี่ยวกับชีวิตคู่ของคนยุคมิลเลนเนียลส์ ช่างสวนทางกับความเหงา ตัวการสำคัญที่ทำให้พวกเราอยากเริ่มมีใครสักคนเสียเหลือเกิน เพราะในปัจจุบันความเหงาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก จนรัฐบาลหลายประเทศต้องหาวิธีมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

ยกตัวอย่างประเทศอังกฤษที่จัดตั้ง ‘กระทรวงคนเหงา’ ขึ้นมาเพื่อหวังแก้ปัญหาความเหงาในระยะยาวโดยเฉพาะ หลังจากผลการศึกษาพบว่า

มีคนเหงาและโดดเดี่ยวมากกว่า 9 ล้านคน แถมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทยบ้านเราก็มีจำนวนคนเหงาสูงถึง 26.75 ล้านคน โดยกลุ่มที่มีภาวะความเหงาสูงสุด ได้แก่ วัยรุ่นกับวัยทำงาน ในอัตราร้อยละ 33 และร้อยละ 34.7 ตามลำดับ 

คงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า มีเหตุผลอยู่หลายประการที่ผลักดันให้คนรุ่นมิลเลนเนียลส์หันมามีความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องผูกมัดหรือไม่มีความสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาการเงินการเมือง รวมถึงบริบทของสังคมในปัจจุบันก็ด้วย แต่เมื่อความเหงาและการไม่อยากผูกมัดมาเจอกัน ตรงกลางของความย้อนแย้งนี้จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนั่นเอง

ติดตามบทความฉบับเต็มได้ในนิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2562

Written By

SEX ใกล้ถึงฝั่งแล้วปวดหัวซะงั้น

Life

ยุคแห่งการเสพติด Gadgets

Entertainment

หญิงสาวผู้ช้อปออนไลน์ และจิบไวน์บนเตียงอิเกีย

Life

ยุคสมัยที่ต่างโปรดระวังช่องว่างระหว่างเรา

Life

ไอติม – พริษฐ์ วัชรสินธุ : วันวานของประชาธิปไตยไทยในขวดแก้ว

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup