Connect with us

Subscribe

Life

ประสบการณ์มิชลิน กับ Michelin Passion Experience

ปัจจุบันนี้ แบรนด์สินค้าต่างๆ ไม่ได้ทำแค่ ‘ขายของ’ เท่านั้น แต่สิ่งที่หลายแบรนด์ตอบแทนกลับมาต่อลูกค้า ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ประสบการณ์’

แบรนด์ที่ตอบแทนในรูปแบบของ ‘ประสบการณ์’ ที่เห็นได้ชัดมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง ก็คือมิชลิน (Michelin) ซึ่งมีบางคนบอกติดตลกว่า นี่คือ ‘องค์กรอาหารและยาง’ (ซึ่งจริงๆ ต้องเป็นองค์ ‘ยางและอาหาร’ ถ้านับจากสิ่งที่ถือกำเนิดก่อน)

มิชลินเป็นบริษัทยางรถยนต์ฝรั่งเศส ที่ถือกำเนิดในปี 1889 (คือมากกว่าร้อยปีที่แล้ว) โดยฝีมือของสองพี่น้องตระกูลมิชลินที่ทำโรงงานยาง และได้คิดค้นสร้างสรรค์ยางแบบอัดลม (Pneumatic Tyre) และจดสิทธิบัตรยางที่เรียกว่า Removeable Pneumatic Tyre ขึ้นมา ในยุคแรกเริ่มเป็นยางจักรยานก่อน โดยหลังก่อกำเนิดเพียงสองปี ยางของมิชลินก็ถูกนำไปใช้ในการแข่งขันจักรยานระยะยาวครั้งแรกของโลก และผู้ที่ใช้ยางมิชลินก็ได้รางวัลที่หนึ่ง

ประวัติศาสตร์ของมิชลินยาวนาน จากยางจักรยาน มาสู่ยางประเภทอื่นๆ ที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่ เช่น ยางที่หากถูกเจาะทะลุ ยังสามารถแล่นต่อไปได้ แต่ที่สำคัญก็คือนวัตกรรมสำคัญในประวัติศาสตร์ยาง นั่นคือยางแบบ ‘เรเดียล’ (Radial Tyre) ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการยางรถยนต์เลยทีเดียว

มิชลินไม่ได้หยุดแค่ที่ยาง แต่ยางรถยนต์ก็ต้องใช้ในการตระเวนเดินทาง ดังนั้น มิชลินจึงตีพิมพ์แผนที่ถนนออกมาหลายเล่ม ส่วนใหญ่ในตอนแรกเป็นแผนที่ของฝรั่งเศสและประเทศในยุโรปอื่นๆ เรียกว่า Michelin Guide ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1900 เพื่อกระตุ้นให้คนใช้รถยนต์กันมากขึ้น 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มิชลินไกด์หยุดพักไป แต่หวนกลับมาใหม่หลังสงคราม และเริ่มมีการแนะนำจุดสำคัญๆ ในแผนที่ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร ฯลฯ แต่สิ่งที่โดดเด่นมากก็คือร้านอาหาร ซึ่งสองพี่น้องผู้ก่อตั้งมิชลินว่าจ้างทีมงานตรวจสอบให้ไปเยือนและไปรีวิวร้านอาหารต่างๆ ในแบบที่ไม่เปิดเผยตัว มิชลินไกด์จึงขึ้นชื่อเรื่องการแนะนำร้านอาหารที่เป็นธรรมและเชื่อถือได้

เดิมที ร้านไหนดีเด่นดัง จะได้ดาวไปหนึ่งดวง แต่ระบบมิชลินแบบสามดาวนั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 1931 โดยดาวสามดวงของมิชลินในช่วงแรกมีความหมายว่า

1 ดวง = เป็นร้านอาหารที่ดีมากในประเภทอาหารนั้นๆ (Une très bonne table dans sa catégorie)

2 ดวง = อาหารดีมาก หากเดินทางไปแถบนั้นก็คุ้มค่าที่จะเบี่ยงเส้นทางไปเยือน (Table excellente, mérite un détour)

3 ดวง = ดีเลิศ ควรค่าแก่การออกเดินทางเพื่อไปกินที่ร้านนั้นๆ โดยตรงเลย (Une des meilleures tables, vaut le voyage)

จะเห็นได้ว่า มิชลินให้ความสำคัญกับ ‘ประสบการณ์’ ของลูกค้ามาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ประสบการณ์ในการใช้ยาง ว่ายางรถยนต์นั้นๆ คุณภาพดี นิ่มนวล หรือมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหนเท่านั้น แต่รวมไปถึงประสบการณ์ที่เกิดจาก ‘การใช้’ ยางในชีวิตจริงด้วย นั่นคือใช้ยางมิชลินเพื่อเดินทางไปยังร้านอาหารที่มิชลินแนะนำ ซึ่งน่าเชื่อถือ และกลายเป็นมาตรฐานของร้านอาหารชั้นดีทั่วโลก

นอกจากประวัติศาสตร์ของยางและความเป็นมาของดาวมิชลินที่รวมตัวกันกลายเป็นประสบการณ์ในการใช้งานจริงแล้ว ทุกๆ ปี มิชลินยังจัดงานเพื่อเพิ่ม ‘ประสบการณ์’ ให้กับลูกค้าอีกด้วย

ปีนี้ GM ได้รับเชิญไปร่วมงาน Michelin Passion Experience ที่สนามเซปังในมาเลเซีย จะเห็นได้ว่า งานนี้ขับเน้นไปที่ ‘ประสบการณ์’ มาตั้งแต่ชื่อเลย นี่เป็นงานที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว เพื่อให้ลูกค้าและสื่อมวลชนได้มาสัมผัสโลกอันน่าตื่นตาตื่นใจของกีฬามอเตอร์สปอร์ต การขับขี่ทั้งในชีวิตประจำวันและในสภาพการณ์ที่แปลกใหม่ และแน่นอน – รวมไปถึงศาสตร์และศิลป์ด้านอาหารตามแบบฉบับของมิชลินด้วย

งานที่ว่านี้ จัดขึ้นเป็นเวลายาวนานตลอดเดือน โดยแขกจะผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปใสนแต่ละวันเพื่อมาซึมซับประสบการณ์มิชลิน ทั้งในเรื่องของการขับขี่และอาหาร 

แขกที่มาเข้าร่วมงาน จะได้ทดลองขับรถหลากหลาย ที่เรียกเสียงฮือฮากันมาก ก็คือได้สัมผัสรถแข่งที่นั่งเดี่ยว ฟอร์มูลา 4 ซึ่งไม่ใช่โอกาสที่หาง่ายๆ เพราะนี่คือการขับรถแข่งแท้ๆ ในสนามแข่งระดับโลก เรียกว่าเป็น ‘ประสบการณ์’ ที่หาที่ไหนไม่ได้

นอกจากนี้ ยังได้สัมผัสกับยางรุ่นใหม่ คือ Michelin Pilot Sport 4 SUV ที่นำมาใช้กับรถยนต์ SUV หรูอย่าง BMW X3 โดยทดสอบทั้งการเบรคกะทันหันบนพื้นเปียก พื้นแห้ง การขับเหวี่ยงซ้ายขวาไปมาแบบสลาลอม (Slalom) ทั้งบนพื้นเปียกและแห้ง พร้อมกับเปรียบเทียบกับยางแบรนด์อื่นด้วย

ที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ Off-Road Passion หรือการทดลองขับรถบนเส้นทางออฟโรด กับรถยนต์ฟอร์ดเรนเจอร์ และฟอร์ดเรนเจอร์แรปเตอร์ ที่ทำให้เห็นถึงสมรรถนะของยางและของรถยนต์บนเส้นทางออฟโรด แถมยังมีโอกาสได้นั่งไปในรถที่มืออาชีพขับแบบออฟโรดด้วยความเร็วสูงน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งด้วย

ปิดท้ายการขับรถด้วยกิจกรรมที่เรียกว่า Hotlap หรือการนั่งไปกับนักแข่งมืออาชีพในสนามเซปัง สัมผัสกับ ‘แรงเหวี่ยง’ หรือแรง G ขณะรถหักเลี้ยวไปมา ตื่นเต้นหวาดเสียว แต่ไม่อันตราย เพราะทุกคนต้องใส่ชุดกันไฟที่ทางมิชลินจัดหามาให้ พร้อมทั้งหมวกกันน็อคและอุปกรณ์ป้องกันตัวอื่นๆ 

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ คือ ‘ประสบการณ์’ ในเรื่องของการขับรถ แต่เมื่อเป็นมิชลิน อีกประสบการณ์หนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือประสบการณ์ด้านอาหาร ดังนั้น หลังเสร็จสิ้นการขับกันมาทั้งวันแล้ว แขกในงานก็ได้ดินเนอร์มื้อหรูด้วยฝีมือของเชฟแห่งร้านอาหาร เมซซาลูน่า (Mezzaluna) จากโรงแรมเลอบัวในไทย ซึ่งเป็นร้านอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน รังสรรค์อาหารออกมาหลากหลาย ซับซ้อน และแปลกใหม่

ถือเป็น ‘ประสบการณ์มิชลิน’ ที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ แบรนด์หนึ่งๆ ได้ก้าวไกลไปสู่การตอบสนอง ‘ประสบการณ์’ ให้กับลูกค้ามากแค่ไหนแล้ว สิ่งที่พ่วงมากับสินค้าและบริการ ก็คือประสบการณ์ และเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่หาไม่ได้ที่อื่นนี่เอง ที่จะทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ใช้สินค้านั้นๆ ต่อไปไม่รู้จบ

#michelin #michelinandme

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup