เรื่อง : โตมร ศุขปรีชา 
CULTURE MAP
จากนิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2017 
 
วัฒนธรรมสำเร็จความใคร่ ทำไมการสนุกกับตัวเองถึงเป็นบาป?
 
นักบวชจากนิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ เทศน์ว่า “การสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องแย่และเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่ได้ให้ความสุขกับใครเลย – นอกจากตัวเอง”
 
ฟังแล้วคุณอาจงงเล็กน้อย เพราะการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองมันก็บอกอยู่แล้วว่า ไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นก็แล้วจะให้ไปให้ความสุขกับใครอีกล่ะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องเรียกว่าการมีเซ็กซ์ไม่ใช่หรือ
 
เอาละ – ต้องย้อนกลับมาตั้งหลักกันดีๆ อีกทีนะครับ ว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่
 
นี่คือสงครามวัฒนธรรมเรื่องเพศ ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้ หลายคนจะนึกไปถึงการต่อสู้ในประเด็นใหญ่ๆ เช่น การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน สิทธิในการทำแท้ง หรือเรื่องของสื่อปลุกเร้าอารมณ์ อย่าง Pornography ทั้งหลาย
 
แต่คุณรู้ไหมครับ ว่าแท้จริงแล้ว ‘สงครามทางเพศ’ ที่ใกล้ตัวเราที่สุด อยู่ในมือของเรานี่เอง
 
มันคือการต่อสู้เรื่องการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง!
 
การทำอัตกามกิริยานั้น เรียกได้ว่าแทบจะเป็นเรื่องปกติที่สุดของมนุษย์ เพราะใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น มันเป็น Sexual Practice ที่แพร่หลายที่สุดในโลกก็ว่าได้ จนถึงขั้นที่มี ‘วันสำเร็จความใคร่นานาชาติ’ (International Masturbation Day) ขึ้น คือวันที่ 28 พฤษภาคม ของทุกปี
 
คุณรู้ไหมครับว่า วันสำเร็จความใคร่นานาชาติเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
 
เรื่องนี้เกิดจาก ‘สงคราม’ ทางเพศนี่แหละ!
 
เรื่องของเรื่องก็คือ ในปี ค.ศ. 1994 คุณมินนี่ จอยซลีน เอลเดอร์ส (Minnie Joycelyn Elders) ซึ่งทำงานเป็น ‘เจ้ากรมการแพทย์’ (ผมแปลคำนี้มาจาก Surgeon General ซึ่งหมายถึงตำแหน่งหัวหน้างานสาธารณสุขของอเมริกา และทำหน้าที่เป็นโฆษกในด้านสาธารณสุขของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาด้วย) ได้รับเชิญให้ไปพูดในงานประชุมเรื่องโรคเอดส์ของสหประชาชาติ เธอถูกถามว่า การสอนให้เด็กๆ สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองนั้น เป็นวิธีที่ดีในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือเปล่า
 
คุณเอลเดอร์สของเราตอบแค่ประโยคเดียวว่า “ฉันคิดว่า (การสำเร็จความใคร่) เป็นส่วนหนึ่งของเพศวิถีของมนุษย์ ดังนั้นจึงควรมีการสอน”เท่านั้นแหละครับ กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย เพราะเหมือนเธอกำลังเสนอให้ใส่เรื่องนี้เข้าไปในหลักสูตรเพศศึกษาสำหรับนักเรียนในสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่า White House Chief of Staff ในเวลานั้น คือ ลีออน พาเน็ตตา (Leon Panetta) ออกมาบอกเลยว่า ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นพ้องกับมุมมองของเธอในหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้มันมากเกินไป
 
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงถูกบีบให้ต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งคุณรู้ไหมครับว่าใครเป็นประธานาธิบดี
 
โอ๊ย! ปี ค.ศ.1994 นี่ จะใครเสียอีกล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ผู้มีเรื่องอื้อฉาวกับโมนิกา ลูวินสกี ในเวลาต่อมา!
 
นั่นทำให้เกิดแรงต้าน โดยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและปรัชญาในด้านที่เกี่ยวกับเพศชื่อ Good Vibrations ที่ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ออกมาสนับสนุนเอลเดอร์ส แล้วก็เลยรวมตัวกันประท้วง กระทั่งกลายเป็นวันสำเร็จความใคร่ประจำชาติ ก่อนจะกลายเป็นวันสำเร็จความใคร่นานาชาติขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วตอนหลังก็ขยายกลายเป็นว่า เดือนพฤษภาคมคือเดือนสำเร็จความใคร่นานาชาติ (International Masturbation Month) กันเลยทีเดียว แถมยังมีการแข่งขัน ‘สำเร็จความใคร่มาราธอน’ (Masturbate-a-Thon) กันด้วย
 
จะเห็นว่า การสำเร็จความใคร่กับอวัยวะที่อยู่ในมือของเราเองแท้ๆ กลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศไปได้
 
คำถามก็คือ – มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร?
 
แนวคิดที่ว่า การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาและเป็นประโยชน์นั้น ถือเป็นเรื่อง ‘สมัยใหม่’ มาก ยิ่งถ้าย้อนกลับไปดูแนวคิดแบบคริสต์ ยิว หรืออิสลาม (ที่มีต้นรากเดียวกัน) จะพบว่าการ ‘ทำน้ำกามตกดิน’ ถือเป็นบาปผิด แล้วไม่ใช่แค่บาปผิดธรรมดาทั่วไปด้วยนะครับ
 
แต่ผิดถึงขั้นถูกพระเจ้าประหารเลยทีเดียวคัมภีร์ยิวเปรียบเทียบการหลั่งอสุจิว่าเหมือนการหลั่งเลือด บางคัมภีร์ก็บอกว่าการสำเร็จความใคร่นั้นถือเป็นกิจกรรมที่ ‘เลวร้าย’ (Evil) ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้เลยทีเดียว
 
ที่น่าสนใจก็คือ คัมภีร์เหล่านี้ไม่เคยพูดถึงการสำเร็จความใคร่ของผู้หญิงเลยนะครับ นั่นไม่ใช่เพราะคิดว่าผู้หญิงทำกิจกรรมนี้ได้อย่างเสรี แต่เพราะไม่มีศาสนาไหนเคยคิดถึงความเป็นไปได้ที่ผู้หญิงจะสามารถหรืออยากจะแสวงหาความสำราญให้ร่างกายตัวเองด้วยการสำเร็จความใคร่
 
การควบคุมการสำเร็จความใคร่ในผู้หญิงเป็นเรื่องที่รับรู้กันน่าจะในยุควิคตอเรียน ด้วยวิธีคิดควบคุมสองแบบใหญ่ๆ
 
แบบแรกก็คือการ ‘ขริบกุหลาบ’ (Clitoridectomy) คือการตัดเอาคลิตอริสของผู้หญิงออกไปเลย เพราะเห็นว่านั่นคือตัวแทนของความชั่วร้าย (หรืออย่างน้อยๆ ก็เอาเตารีดไปนาบคลิตอริสให้เกิดความเจ็บปวด) ซึ่งเป็นวิธีการที่รู้กันทั่วไป
 
แต่อีกแบบหนึ่งเป็นวิธีควบคุมความต้องการทางเพศของผู้หญิงที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง นั่นคือแพทย์ในยุควิคตอเรียนจะทำ ‘ดิลโด’ ขึ้นมาเพื่อให้ผู้หญิงใช้ นัยว่าเป็นการบำบัดความต้องการของผู้หญิงที่ ‘ป่วย’ เป็นโรคฮิสทีเรีย
 
แต่ดิลโดที่ว่านี้ ไม่ใช่ใครจะเอาไปใช้ก็ได้เลยนะครับ เพราะว่าต้องใช้โดยอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์ (ที่เป็นผู้ชาย) เท่านั้น นั่นแปลว่าในการบำบัดรักษา ก็ต้องไปนั่งสำเร็จความใคร่ต่อหน้าหมอ เพื่อให้บรรลุถึงจุดสุดยอดในแบบที่เรียกว่า Paroxysm ซึ่งเป็นการบรรลุจุดสุดยอดในทางการแพทย์ ถือเป็นการรักษาฮิสทีเรียไปในตัว
 
ถ้าใครเคยดูซีรีส์เรื่อง The Keepers ซึ่งเป็นเรื่องจริงของการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงในโรงเรียนโดยบาทหลวง โดยอ้างว่าเป็นการ ‘รักษา’ พฤติกรรมของเด็กหญิงที่ไม่รักนวลสงวนตัว – ก็อาจนึกออกว่า ‘ราก’ ของการปฏิบัติอย่างนี้มีที่มาจากการ ‘รักษา’ ในยุควิคตอเรียนนี่เอง
 
ในยุคใกล้ๆ กัน (คือศตวรรษที่ 19) กับฝั่งเด็กผู้ชายก็ไม่น้อยหน้านะครับ แต่ก่อนอื่นต้องขอแนะนำให้คุณรู้จักกับนักปฏิรูปด้านสุขภาพผู้คิดค้นอาหารใหม่ๆ สองคน คือ ซิลเวสเตอร์ เกรแฮม (Sylvester Graham) ผู้คิดค้น ‘เกรแฮมแคร็กเกอร์’ (ที่ว่ากันว่าเป็นแคร็กเกอร์เพื่อสุขภาพที่ยังมีคนกินกันมาจนถึงทุกวันนี้) และ จอห์น ฮาร์วีย์ เคลล็อก (John Harvey Kellogg) ผู้คิดค้นธัญพืชอาหารเช้า และแบรนด์เคลล็อกก็ยังโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้
 
เกรแฮมกับเคลล็อกมีแนวคิดคล้ายๆ กัน นั่นคือทั้งคู่เตือนว่า ถ้าเด็กผู้ชาย ‘ชักว่าว’ กันบ่อยๆ จะทำให้กระสุนในตัวหมด แล้วก็จะเกิดอาการแบบหญิงๆ ขึ้นมา ทั้งคู่ไม่ได้บอกว่าการชักว่าวเป็นบาป แต่เป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีที่เด็กชายไม่ควรทำ เพราะมันจะไปดึงเอา ‘พลังชีวิต’ ของเด็กผู้ชายออกมาใช้แบบเปล่าเปลือง
 
เมื่อพลังชีวิตหมด ปัญหาไม่ใช่แค่จะอ่อนแอเท่านั้น แต่พอโตขึ้น เด็กผู้ชายที่ชอบชักว่าวบ่อยๆ ก็จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้หญิง ทำให้ถูกผู้หญิงครอบงำ และสูญเสียความเป็นหัวหน้าครอบครัวไปด้วย ดังนั้น เด็กชายจึงควรต้านทานแรงฉุดกระชากลากถูในตัวที่จะทำให้ตัวเองอยากชักว่าวเอาไว้ก่อน
 
ทั้งหมดนี้อาจแลดูมีที่มาแตกต่างกัน แต่เชื่อไหมครับว่า ‘ฐานคิด’ มันมาจากเรื่องเดียวกันทั้งหมดเลย นั่นก็คือฐานคิดที่ว่า เซ็กซ์ไม่ควรเป็นเรื่องที่ ‘ทำคนเดียว’
 
ที่นักบวชจากศาสนาคริสต์นิกายหนึ่งบอกว่าการสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องแย่และเห็นแก่ตัว เพราะมันไม่ได้ให้ความสุขกับใครเลย – นอกจากตัวเอง, นั้น มีที่มาจากฐานคิดที่ว่า พระเจ้าได้สร้างสรรค์เซ็กซ์ขึ้นมาให้เป็นเรื่องระหว่างผู้ชายกับภรรยา (Man and Wife) (แค่เป็นแฟนกันก็ไม่ได้นะครับ) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเองที่จะให้ความสุขตัวเองด้วย แต่เป็น ‘กิจของพระเจ้า’ ที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างซับซ้อน
 
ด้วยเหตุนี้ การสำเร็จความใคร่จึงไม่ได้เป็นแค่การสำเร็จความใคร่เท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้และการแสดงออกทางการเมืองของการถูกกดข่มยาวนานนับพันๆ ปีด้วย
 
ถ้าวันนี้คุณกำลังจะวางมือลงบนอวัยวะเพศของตัวเองเพื่อสร้างความสำราญให้กับตัวเองละก็ อย่าลืมคิดถึงกิจกรรมนี้ในฐานะ ‘สงครามทางเพศ’ (Sex War) ที่เก่าแก่ที่สุดแบบหนึ่งด้วยนะครับ