Connect with us

Subscribe

Entertainment

Marriage Story

ความงดงามในรักที่ล่มสลาย

เรื่อง : เมเจอร์ ทอม

หากพูดถึงพล็อตหนังรักขมๆว่าด้วยความล้มเหลวของความสัมพันธ์ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงหนังรักแต่เมื่อไม่นานมานี้มีหนังเรื่อง ‘Marriage Story’ ฉายผ่านเน็ตฟลิกซ์กลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ขึ้นแท่น 1 ใน 10 หนังดีแห่งปีจากการจัดอันดับของ American Film Institute และ National Board of Review อีกทั้งยังได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 77 จำนวน 6 สาขา 

Marriage Story ผลงานของผู้กำกับฯ ‘โนอาห์ บอมบัค’ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม หลังฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประจำปี 2019 โดยนำเค้าโครงเรื่องมาจากชีวิตหย่าร้างระหว่างเขาและ ‘เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์’ อดีตภรรยาซึ่งเป็นนักแสดงชาวอเมริกัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่องนี้เปรียบดั่งไดอารี่ส่วนตัวของบอมบัคที่ใช้เยียวยาหัวใจต่อความสัมพันธ์แหลกสลายในอดีต

บอมบัคเลือกถ่ายทอดเรื่องราวความรักและการลาจากผ่านตัวละครหลัก ‘ชาร์ลี’ (รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์) ผู้กำกับฯ ละครเวทีดาวรุ่งที่ยังไม่มีชื่อเสียงมากนัก และ ‘นิโคล’ (รับบทโดย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน) นักแสดงสาวที่ชีวิตกำลังไปได้สวยในนครลอสแอนเจลิส แต่ต้องย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์กและหันมาเล่นละครเวทีให้กับสามีตัวเอง ในสายตาคนนอกทั้งคู่ช่างเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันและสมบูรณ์แบบที่สุด พวกเขาใช้ชีวิตด้วยกันโดยมี ‘เฮนรี่’ ลูกชายเป็นโซ่รักคล้องใจ

เริ่มแรกหนังดำเนินเรื่องโดยให้ชาร์ลีและนิโคลพูดถึงข้อดีของอีกฝ่าย ทำให้เราได้เห็นความน่ารักและความอบอุ่นของครอบครัวนี้  รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต่างฝ่ายต่างใส่ใจซึ่งกันและกัน เช่น ชาร์ลีบอกว่าภรรยาเป็นผู้หญิงที่กล้ายอมรับตรงๆ ว่าเธอรู้และไม่รู้อะไร ที่สำคัญเธอยังชอบความคิดบ้าๆ อีกหลายอย่างของเขาด้วย ในขณะที่นิโคลเองก็ประทับใจชาร์ลี มองว่าเขาเป็นผู้กำกับฯ ที่แต่งตัวเนี๊ยบและไว้ใจให้เขาจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้

แต่แล้วช่วงเวลาชวนฝันก็หมดไป เมื่อหนังค่อยๆ ตัดสลับไปเล่าถึงข้อเสียในมุมมองของอีกฝ่าย ความรักโรแมนติกของหนุ่มสาวค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่เย็นชา ความอดทนอดกลั้นเริ่มเข้ามาแทนที่ความหวานซึ้ง เรื่องราวหลังม่านชีวิตแต่งงานไม่ได้สวยงามอย่างแต่ก่อน และดูเหมือนว่านิโคลจะอัดอั้นกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญเพราะชีวิตเธอต้องคล้อยตามชาร์ลีอยู่ตลอดเวลา

“เมื่อฉันได้คุยกับเขาก็รู้ว่าส่วนที่ตายซากยังไม่ตายจริง มันแค่โคม่า เขาทำให้ชีวิตมีชีวิตชีวา”

“ฉันไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ฉันแค่ส่งเสริมการมีชีวิตอยู่ของเขา”

สองประโยคข้างต้นล้วนออกมาจากปากของนิโคล ต่างกันแค่ช่วงเวลาเท่านั้น ประโยคแรกเธอบรรยายความรู้สึกเมื่อได้รู้จักกับชาร์ลี ส่วนประโยคถัดมาเธอระบายให้ ‘นอร่า’ ทนายสาวผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหย่าร้างฟัง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดฉากความสัมพันธ์ที่ยากจะซ่อมแซมนี้

“เฟอร์นิเจอร์ในบ้านเปลี่ยนไปตามรสนิยมของเขา จนไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ฉันย้ายตามเขา ไม่ได้เลือกอพาร์ตเมนต์เอง ฉันขอให้เขาพูดเบอร์โทรศัพท์ของฉัน เขาจำไม่ได้ และฉันคิดว่าเขาเป็นชู้กับผู้หญิงอื่นด้วย”

บางครั้งความรักก็ทำให้เราละเลยความต้องการของตัวเอง และหันไปใส่ใจเฉพาะความสุขของคนที่เรารัก อย่างเช่นนิโคลที่เลือกมาช่วยสานฝันให้ชาร์ลีจนประสบความสำเร็จ แต่ขณะเดียวกันชีวิตเธอก็หมุนตามสามีจนหลงลืมความเป็นตัวของตัวเอง จนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ที่กระทบจิตใจของกันและกัน

ความน่าสนใจคือบอมบัคเล่าเรื่องรักร้าวผ่านมุมมองผู้หญิงได้อย่างน่าสนใจ โดยมีชาร์ลีเป็นตัวแทนของผู้ชายบ้างานที่ไม่ค่อยมีเวลาเล่นสนุกกับลูก อีกทั้งหน้าที่การงานในการเป็นผู้กำกับฯ ก็ทำให้เขาชอบบังคับคนอื่นจนติดเป็นนิสัย นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้นิโคลรู้สึกว่าความสำคัญของเธอเริ่มถูกลดลง พร้อมๆ กับความสุขที่จางหายไปด้วย 

แต่ครึ่งหลังของ Marriage Story ก็ดำเนินเรื่องผ่านบทสนทนากระชากอารมณ์ของตัวละครที่ค่อยๆ กัดเซาะจิตใจคนดู นิโคลรู้สึกว่าเธอเป็นฝ่ายที่รักและเสียสละมากกว่ามาโดยตลอด ในขณะเดียวกันชาร์ลีก็สารภาพว่าเขาเองต้องยอมสูญเสียโอกาสอะไรไปหลายอย่างเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตร่วมกับนิโคล  

คำพูดร้ายๆ ที่เอาแต่โทษกันเปรียบดั่งใบมีดคมกริบที่ฝากรอยแผลไว้ในหัวใจของอีกฝ่าย รู้ตัวอีกทีเราก็ซึมซับความเจ็บปวดของความสัมพันธ์แหลกสลายในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของทั้งคู่ไปโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อนิโคลตัดสินใจเดินเข้าสู่กระบวนการ ‘ฟ้องหย่า’ ที่มีสิทธิในการเลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยเป็นเดิมพัน

ฉากการปะทะไหวพริบกันของทนายแต่ละฝ่ายนับว่าเป็นการชิงชัยชนะที่ตลกร้ายไม่น้อย จากการประนีประนอมเริ่มขยับมาสู่การขุดเรื่องส่วนตัวมาหักล้างกันจนแทบมองไม่เห็นโอกาสที่ชาร์ลีและนิโคลจะกลับมาคืนดีกันได้ โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า ‘พ่อ’ หรือ ‘แม่’ คือผู้ที่สามารถทำหน้าที่ดูแลบุตรได้ดีกว่ากัน 

ก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล ทนายความนอร่าถามนิโคลว่าดื่มแอลกอฮอล์บ่อยแค่ไหน คำตอบของเธอทำให้นอร่าต้องสอนวิธีตอบใหม่ให้ทันที นอร่าอธิบายว่าหากนิโคลเป็นแม่จะต้องมีภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นฝ่ายเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกทันที เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้หญิงยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์จะถูกสังคมมองว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นแม่ที่ดี ต่างจากผู้ชายที่ต่อให้กินเหล้าเมามายแค่ไหน ก็ยังไม่กระทบต่อสถานะความเป็นพ่อ บทสนทนานี้จึงค่อนข้างสะท้อนบริบทของเพศหญิงที่ถูกสังคมคาดหวังและตัดสินได้ดีทีเดียว

แม้กระบวนการฟ้องหย่าจะดำเนินไป แต่ทั้งคู่ยังคงต้องมารับลูกชายไปเลี้ยงดูตามวันที่ตกลงกันไว้ แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันในทุกๆ วันเช่นเดิม แต่หลายเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเคยผ่านช่วงเวลาดีๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย จนไม่รู้ว่าจะเกลียดชังกันไปทำไม เช่น ชาร์ลียังเป็นคนแรกที่แวะไปอยู่เป็นเพื่อนนิโคลเมื่อรู้ว่าไฟฟ้าดับ ส่วนนิโคลก็ยังสังเกตเห็นผมที่เริ่มยาวขึ้นของชาร์ลี และรู้ว่าควรสั่งเมนูอาหารแบบไหนมาให้เขากิน รวมถึงหลายๆ ฉากที่ทำให้คนดูนึกถึงลิสต์ข้อดีที่แต่ละฝ่ายต่างกล่าวถึงกันในช่วงแรก

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผู้กำกับฯ บอมบัคฝากไว้ใน Marriage Story ไม่ใช่เรื่องเศร้าฟูมฟายที่ชวนผู้ชมไปสืบหาต้นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบลง ทว่าเขาเลือกที่จะทำความเข้าใจ ยอมรับมิตรภาพรูปแบบใหม่ และมองเห็นความงดงามท่ามกลางความรักที่แหลกสลายผ่านเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่มีชั้นเชิงในการนำเสนอ จึงทำให้หนังเรื่องนี้จับใจผู้ชมและถูกพูดถึงอย่างมาก  

การสิ้นสุดของความสัมพันธ์ไม่ใช่ความรู้สึกที่อัปลักษณ์เสมอไป เหมือนดั่งที่นิโคลได้เขียนข้อความถึงชาร์ลีในตอนท้ายว่า “ฉันตกหลุมรักเขาตั้งแต่เห็นเขาได้ 2 วินาที และฉันจะไม่มีวันเลิกรักเขา แม้มันจะไม่สมเหตุสมผลเลยก็ตาม” เพราะบางทีความรักและความปรารถนาดีของพวกเขาไม่ได้จางหายไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเสมอ เพียงแค่ไม่ได้อยู่ในสถานะ ‘คู่ชีวิต’ แล้วเท่านั้นเอง…

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup