Connect with us

Subscribe

Entertainment

นิตยสารยังไม่ตาย

เรื่อง : สุธามาส ทวินันท์ 

นิตยสารตายแล้ว !

สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ไม่รอดหรอกยุคนี้ !

ทุกวันนี้คนอ่านบทความจากออนไลน์กันหมดแล้ว ! 

ความคิดเห็นที่เอนไปในทิศทางเดียวกันเมื่อเราตั้งถามกับคนรอบข้างว่า “คิดอย่างไรกับนิตยสารยุคนี้ ? ”

เมื่อก่อนนิตยสารเคยรุ่งเรืองและเรียงตัวกันอย่างแน่นอยู่ตามชั้นแผงหนังสือ ก่อนที่การเข้ามาของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีต่างๆ จะทำให้สื่อเก่าอย่างนิตยสาร เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ 

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการปิดตัวลงของนิตยสารหลายเจ้ามีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปรับข่าวสารและความบันเทิงจากทางสื่อออนไลน์ มากกว่าการบริโภคสื่อกระดาษอย่างเช่นครั้งในอดีต 

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นิตยสารหลายหัวยกธงขาวโบกมือลาแผงหนังสืออย่างไม่ขาดสาย แม้แต่นิตยสารรายใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองครั้งในอดีตอย่างนิตยสาร บางกอกรายสัปดาห์ สกุลไทย ครัว คู่สร้าง-คู่สม ขวัญเรือน ดิฉัน Men’s Health หรือ FHM ฯลฯ ก็ไม่อาจยืนหยัดต้านกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของยุคดิจิทัลได้ หลายคนจึงมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของการเดินทางมาถึงยุคล่มสลายของนิตยสารอย่างแท้จริง

ความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดของยุคดิจิทัล ทำให้นิตยสารที่ยังเหลือรอดอยู่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้ทันกับกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไปด้วยการย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ จัดกิจกรรม รวมถึงการทำอีเวนต์ต่างๆ เพื่อเรียกเม็ดเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัท ส่วนนิตยสารบางหัวที่ยังคงผลิตในรูปแบบของสิ่งพิมพ์อยู่ ก็ต้องมีการปรับภาพลักษณ์นิตยสารแบบเดิมด้วยการหาวิธีทำให้คนอ่านรู้สึกอยากซื้อไปเก็บสะสมบ้าง ทำเป็นนิตยสารในรูปแบบแจกฟรีบ้าง รวมถึงทำนิตยสารในรูปแบบเฉพาะกิจบ้าง

แล้วนิตยสารที่ยังอยู่ล่ะ – นิตยสารเหล่านี้ปรับตัวอย่างไรกันบ้าง?

แม้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์นิตยสารโดยรวมของโลกกำลังต้องดิ้นรนต่อสู้ แต่ยังมีนิตยสารอีกกลุ่มที่ไม่เพียงแค่ยังไม่ตายเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นเป็นตัวอย่างได้ว่าการเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่สามารถอยู่ได้ในยุคนี้ – ต้องทำอย่างไร

Monocle : สื่อที่เป็นมากกว่าสื่อ

Monocle เป็นนิตยสารรายเดือนที่รู้จักกันดีในฐานะสื่อที่พลิกโฉมวงการสิ่งพิมพ์ เพราะสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามผ่านการตลาดอันชาญฉลาด และสร้างแบรนด์ได้อย่างแข็งแรง จนต่อยอดไปทำธุรกิจประเภทอื่นก็ประสบความสำเร็จ

การนำเสนอเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบโลกทั้งการเมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม ดีไซน์ และไลฟ์สไตล์แบบจริงจัง แต่ใส่ใจการออกแบบหน้าปก กราฟิก เลย์เอาต์ และภาพถ่ายในนิตยสารเหมือนงานศิลปะของ Monocle เป็นที่ถูกใจของคนเมืองที่มีรสนิยม ส่งผลให้มียอดพิมพ์จำหน่ายราว 85,000 ฉบับ กว่า 70 ประเทศ และปัจจุบันก็มีผู้สมัครสมาชิกรายปีแล้วกว่า 20,500 คนทั่วโลก ทั้งยังมีนิตยสารในเครือที่ตีพิมพ์เป็นประจำทุกปีอย่าง The Forecast และ The Escapist อีก

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Monocle โดดเด่นจากนิตยสารหัวอื่นคือการไม่ได้วางตัวเองยึดติดกับประเทศใดๆ โดยปกตินิตยสารที่ขายทั่วโลกมักจะมีการวางรูปแบบใหม่สำหรับประเทศนั้นๆ เสมอ แต่ Monocle บอกว่า ไม่ละ เราต้องการสร้างนิตยสารที่เกิดมาเพื่อคนอ่านที่มองโลกแบบ Globalization อย่างแท้จริง จุดนั้นเองที่ทำให้บรรดาคอลัมนิสต์มาจากหลายหลากประเทศ แล้วทำให้ผู้อ่านเห็นมุมมองแบบนานาชาติได้ดีกว่านิตยสารฉบับอื่น

อีกเรื่องที่แหวกแนวกว่าใครคือระบบสมัครสมาชิก ปกติถ้าหากว่ามีการสมัครสมาชิกเป็นรายปี ราคาเฉลี่ยต่อฉบับจะต้องถูกลงเสมอ แต่ Monocle ทำกลับกัน ด้วยการให้สมาชิกต้องจ่ายแพงกว่าคนที่ไม่ใช่สมาชิก แน่นอนว่าราคาที่จ่ายแพงกว่าย่อมมากับสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่ได้ถุงผ้า Monocle Tote Bag ไอเทมยอดฮิตของคนเมืองใหญ่ที่สะพายไปไหนก็ดูชิค, ส่วนลดสินค้า Monocle Shops 10%, สิทธิ์ในการเข้าดูบทความเก่าและบทความเอ็กซ์คลูซีฟบนเว็บไซต์ Monocle รวมถึงสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแบรนด์ที่ร่วมงานกับทาง Monocle

เหตุผลเท่านั้นยังไม่พอสำหรับการเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปฏิวัติวงการนิตยสาร เพราะสิ่งสำคัญที่ทำให้หลายคนมอง Monocle ว่าเป็นมากกว่าสื่อทั่วไปคือ การพยายามสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้อ่านผ่านประสบการณ์ในรูปแบบอื่นๆ ด้วยการผลิตเสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม สมุดจด แว่นตา ฯลฯ ออกมาวางขายทางเว็บไซต์ แต่ทำไปทำมากลายเป็นว่าสินค้าได้รับความนิยมมากจนต้องเปิดเป็นร้านค้าแนวไลฟ์สไตล์ขึ้นมาใน 6 เมืองใหญ่ทั่วโลก ได้แก่ ลอนดอน โตรอนโต ฮ่องกง โตเกียว ซูริค และลอสแอนเจลิส รวมถึงขยายธุรกิจไปทำร้านคาเฟ่ภายใต้แบรนด์ Monocle ในลอนดอน โตเกียว และซูริค ปัจจุบัน Monocle จึงเป็นสื่อครบวงจรที่มีทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ สื่อวิดีโอ รายการวิทยุ 24 ชั่วโมง รวมถึงมีร้านค้าและคาเฟ่เป็นของตัวเอง

B โฆษณาไม่จำเป็น ถ้าคอนเทนต์เปี่ยมด้วยคุณภาพ

B เป็นนิตยสารสารคดีรายเดือนสัญชาติเกาหลี ที่แม้นิตยสารจะมีอายุยังไม่ถึง 10 ปี แต่นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของนิตยสารยุคใหม่ที่สามารถสร้างจุดยืนอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยการเลือกนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘แบรนด์’ เพียงแบรนด์เดียว – ตลอดทั้งฉบับ

ในขณะที่การเป็นสื่อต้องพึ่งโฆษณาเป็นหลัก B กลับขอเดินสวนทางความเชื่อนั้นด้วยการไม่ยอมรับเงิน เพราะพวกเขามองว่าโฆษณาเป็นข้อจำกัดของวงการนิตยสารในรูปแบบเดิมอันทำให้ลูกค้าจะมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคอนเทนต์มากเกินไป จนไม่สามารถสร้างคอนเทนต์ที่จะสื่อสารกับคนอ่านได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ผู้อ่านจึงจะไม่ได้เห็นหน้าโฆษณาโผล่มากวนใจเลยสักหน้า

อย่างไรก็ตาม ถึงจะประกาศตัวเองว่าไม่ได้ทำนิตยสารเพื่อการโฆษณา แต่ B กลับสามารถคว้ารางวัลจากเวทีประกวดโฆษณาระดับโลกอย่าง Cannes Lions มาครองได้สำเร็จ แม้จะเป็นอะไรที่ดูย้อนแย้งมาก แต่กลายเป็นว่า B เป็นโฆษณาทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าโฆษณาจริงๆ เสียอีก

การออกแบบหน้าปกและรูปเล่มด้วยดีไซน์ร่วมสมัยเสมือนกับเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ชวนสะสม ทำให้ B กลายเป็นนิตยสารที่หน้าตาตอบโจทย์รสนิยมการเลือกซื้อของคนยุคนี้ที่คำนึงเรื่องความสวยงาม และการออกแบบวิธีเล่าเรื่องสไตล์สารคดีที่ใส่ความสวยงามเหมือนงานภาพยนตร์ ทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพยนตร์สารคดีมากกว่าการอ่านนิตยสารแบบเดิมๆ

ทีมงานเผยแนวคิดในการออกแบบว่า ถ้าหนังสือต้องอ่านจบได้ภายใน 30-40 นาที เขาจะออกแบบให้คอนเทนต์และรูปภาพเล่าเรื่องไปพร้อมกันเหมือนภาพยนตร์ที่มีเวลาเท่าๆ กัน

B อาจเป็นนิตยสารสัญชาติเกาเหลี แต่ B ไม่ขอหยุดอยู่แค่บ้านตัวเอง มีการตีพิมพ์เวอร์ชันภาษาอังกฤษเพื่อวางจำหน่ายหลายประเทศทั่วโลก ทั้งยังพยายามหาแบรนด์ใหม่ๆ มานำเสนอให้กับคนอ่านตลอดด้วยการจัดกิจกรรม ทำวิดีโอคอนเทนต์ รวมถึงมีพอดแคสต์พูดถึงสิ่งที่ทีมงานทำและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้มีคนอ่านเฉพาะกลุ่มที่คอยติดตามอยู่ไม่ขาด เป็นผลให้ B สามารถขยายความสำเร็จนี้ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวนิตยสารน้องใหม่ชื่อว่า ‘F’ ซึ่งพูดถึงอาหารชนิดหนึ่งที่ผูกพันกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คน

LOST พื้นที่ที่สื่อสารกับคนกลุ่มหนึ่งๆ ที่มีความเชื่อในเรื่องเดียวกัน

LOST เป็นนิตยสารอินดี้จากเซี่ยงไฮ้ ที่มีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของการเดินทาง แต่แตกต่างจากนิตยสารท่องเที่ยวฉบับอื่น เพราะบรรจุประสบการณ์น่าประทับใจของผู้เขียน ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว รวมถึงความนึกคิดส่วนบุคคลจากหลายนักเดินทางเอาไว้เต็มฉบับ โดยตั้งเป้าให้นิตยสารฉบับนี้เป็น Voice of Community หรือพื้นที่ที่สื่อสารกับคนกลุ่มหนึ่งๆ ที่มีความเชื่อในเรื่องเดียวกัน

ความพิเศษของ LOST นอกจากสันปกที่แสดงถึงความเป็นหนังสือทำมือ กับภาพถ่ายทิวทัศน์อันสวยงามเกินบรรยาย การทำเนื้อหาสองภาษาอย่างจีนและอังกฤษในฉบับเดียวก็ถือเป็นจุดขายที่สำคัญ แม้ว่านิตยสารจะมีจำนวนหน้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนการผลิตที่สูงตาม แต่สำหรับผู้ก่อตั้ง การทำสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะสามารถเชื่อมโยงตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันได้ และแม้ว่าจะเป็นนิตยสารสองภาษา แต่การวางเลย์เอาต์ของเล่มแบบ Bilingual Design ทำให้การออกแบบดูไม่ซ้อนทับกัน แถมผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวราวกับไวโอลีนและกู่เจิงที่บรรเลงสอดประสานรับกันได้อย่างไพเราะ

การเติบโตของ LOST เป็นอีกตัวอย่างที่ควรศึกษาเพราะเริ่มต้นถูกร้านหนังสือปฏิเสธ จึงต้องนำเข้าไปวางขายในร้านกาแฟที่เซี่ยงไฮ้ แต่ผู้คนที่มานั่งดื่มกาแฟนำนิตยสารไปถ่ายรูปเพื่อแชร์เช็กอินเป็นจำนวนมาก จนเริ่มทำให้นิตยสารเป็นที่รู้จัก ซึ่งนอกจากร้านกาแฟ เขายังนำไปวางขายในร้านซักผ้าหยอดเหรียญ ร้านขายต้นไม้ ร้านน้ำผลไม้ปั่น ร้านขายเสื้อผ้า ไปจนถึงที่พักใน Airbnb ซึ่งหลังจากได้รับความนิยมก็เริ่มร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆ รวมถึงเดินหน้าขายผ่านช่องทางทางออนไลน์ ทั้งใน WeChat หรือการชำระเงินผ่าน Alipay อย่างเต็มที่

Written By

เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน หลุดลูปการศึกษาที่ทั้งฆ่า ทั้งทำร้ายเรา

Interview

กิ๊ก-กรณิศ ตันอังสนากุล ผลิตภัณฑ์ที่ Green ที่สุด คือการไม่ผลิตอะไรเลย

Interview

เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม เราจึงอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน

Life

แอปฯ หาคู่แท้ที่แปรเปลี่ยนเป็นหาคู่นอน

Entertainment

เมื่อเฌอปราง BNK48 ไม่ถ่ายชุดว่ายน้ำ : การปรับตัวของ 48Group ลดเรื่องเพศ

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup