x

 
“ผมอยากจะให้ผลงานชิ้นนี้เป็นหนังที่คุณดูแล้วจิตตกมากที่สุด” นี่คือคำกล่าวของ ลูกา กัวดาญิโน่ ผู้กำกับมากฝีมือชาวอิตาลี ผู้เคยฝากความประทับใจแก่คอหนังทั่วโลกไว้ในผลงานคุณภาพ อย่าง “Call Me by Your Name (2017)”  เมื่อเขาพูดถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาที่รีเมคจากหนังสยองขวัญคลาสสิคระดับตำนานที่ใช้ชื่อเดียวกันว่า “SUSPIRIA”
 
โดยก่อนหน้านี้ ลูกา กัวดาญิโน่ ออกมาเผยว่าตัวเขามีความคลั่งไคล้ในหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงที่เขายังเด็ก ตอนที่อายุ 14 ปี เขาได้วาดโปสเตอร์ของ “SUSPIRIA” ในแบบฉบับของเขาลงบนสมุดจดรายงานของโรงเรียน และ 3 ทศวรรษต่อมา ชื่อของเขาก็ได้ดังก้องไปทั่วโลกด้วยผลงานภาพยนตร์รักโรแมนติก “Call Me by Your Name” ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 สาขา รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสิ่งนี้เองก็ได้เป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำไปสู่การสานฝันในวัยเด็กของเขาให้กลายเป็นความจริง

 
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “Suspiria” ของ ลูกา ได้เปิดม่านฉายเป็นครั้งแรกบนเวทีของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เรื่องราวของหนังเกิดขึ้นในปี1977 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ภาคต้นฉบับเปิดฉายในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรก บอกเล่าเรื่องราวของนักเต้นสาวผู้มีพรสวรรค์ (รับบทโดย ดาโกต้า จอห์นสัน) ที่ได้เข้าร่วมคณะบัลเลต์ชื่อดัง
 
แต่ในเวลานั้นเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคณะแห่งนั้นมีความชั่วร้ายบางอย่างแอบแฝงอยู่  โดยผู้กำกับ ลูกา ได้เผยถึงเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงคาดหวังให้ “Suspiria” เวอร์ชั่นนี้ทำให้คนดูรู้สึกจิตตก และเขาใช้วิธีอะไรถึงทำให้เจ้าพ่อฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเตอร์เนทีฟร็อกชื่อดัง Radiohead อย่าง  ทอม ยอร์ก ยินยอมแต่งเพลงประกอบให้กับเขา

 
 
Q: อะไรคือสิ่งที่คุณรู้สึกหลังจากได้ดูหนังต้นฉบับของ “Suspiria” เป็นครั้งแรก
                ผมรู้สึกกลัวมากๆ ครับ แต่ในความกลัวนั้นผมก็ยังรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดผมเข้าหามัน และผมก็คิดว่าแรงดึงดูดนั้นยังส่งผลกระทบกับผมอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกนะครับ ถ้าสาเหตุนั้นมันมาจากผลงานชิ้นเอกอย่างเช่น “Suspiria” ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์ของผมนั้นมีส่วนที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของผม คนที่ได้ดูจะบอกได้ว่าผมรู้สึกคลั่งไคล้มันมากแค่ไหน มันคือสิ่งที่กลั่นกรองมาจากความเพ้อฝันของผม ความชอบของผม และความคิดของผม ผมอยากจะคิดว่ามันคือภาพยนตร์ส่วนตัวของผมด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างที่ผมมีนั้นเริ่มต้นจากมัน

 
Q: อะไรคือสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับ “Suspiria”
                ในมุมมองของผม “Suspiria” คือเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูกสาวของเธอ และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์นั้นได้ถูกสลับกัน สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวผม ผมคิดว่าไม่ว่าคุณจะดูภาพยนตร์เรื่องไหน คุณก็จะหยิบสิ่งใกล้ตัวคุณมาเปรียบเทียบกับหนังเรื่องนั้นครับ
 

Q: คำว่า “แม่” มีความหมายอย่างไรกับเหล่าแม่มด
                ผมคิดว่าแม่มดเหล่านั้นมารวมตัวกันเพราะพวกเธอต้องการสังคมที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ถ้าหากเราย้อนกลับไปดูในอดีต เราจะเห็นว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวของแม่มดมาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงในช่วงที่สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้รับการยอมรับพวกเธอ ความคิดด้านพลังของแม่มดนั้นมาจากผู้หญิงที่มีอำนาจ ผู้หญิงที่มีรูปโฉมที่สวยงาม ความจริงเหล่านั้นได้ถูกบิดเบี้ยว พวกเธอก็ถูกตีตราบาปด้วยการนำศาสนามาอ้าง พวกเธอได้กลายเป็นกลุ่มคนที่ทำข้อตกลงกับปีศาจ สิ่งที่ผมสนใจในตัวแม่มดนั้นเกี่ยวข้องกับความรู้ด้านจิตวิเคราะห์ พวกเขาเรียกกันว่าแนวคิดของ “แม่ที่โหดร้าย” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้ปรากฎอยู่ในบางศาสนาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น เจ้าแม่กาลี
 

Q: ทำไมคุณถึงเลือกใช้โทนสีของภาพยนตร์ที่แตกต่างจากหนังต้นฉบับ
                ผมไม่คิดว่าเรากำลังพยายามสร้างหนังที่สวนทางกับความคิดของ ดาริโอ อาร์เจนโต ครับ ผมคิดว่า “Suspiria” ของผมนั้นเต็มไปด้วยสีสันอยู่แล้ว แต่พวกเราเลือกการใช้สีคนละวิธีกับหนังต้นฉบับ ลูเชียโน่ โทโวลี เป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ ดาริโอ และพวกเขาก็ได้เลือกใช้วีธีที่ค่อนข้างแหวกแนวในการบรรรยายถึงความหวาดกลัวในภาพยนตร์ของพวกเขา นั่นก็คือการใช้สีสันอันรุนแรง รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ในฉาก ซึ่งไอเดียของพวกเขาได้เข้าไปมีบทบาทในความคิดของผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นทั่วโลก
 
Q: ทีมของคุณได้ทำการศึกษาอะไรมาบ้างถึงได้ภาพเช่นนั้น
                สำหรับผม ผมมักจะคิดอยู่เสมอถึงเรื่องเซ็ตติ้งของหนังก่อนที่ผมจะตัดสินใจเรื่องแสงและสีที่จะใช้ในเรื่อง และนี่ก็คือหนังเกี่ยวกับกรุงเบอร์ลิน ปี 1977 ประเทศที่กำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง ที่ๆ ซึ่งดินแดนถูกแบ่งแยกเป็นเวลาชั่วอายุคน ความหวาดกลัวของอดีตกาลเผชิญกับความรุนแรงของปัจจุบัน มันคือช่วงที่ถูกเรียกว่าเหตุการณ์เยอรมันออทั่ม พวกเราเริ่มค้นหาภาพในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะภาพจากผลงานภาพยนตร์ของผู้กำกับ ไรเนอร์ ฟาสไบน์เดอร์
 
และเราก็เริ่มคิดถึงเหตุผลว่า ทำไมศิลปินอย่าง บัลทัส ถึงสามารถวาดภาพที่มีทั้งความสยองและความหวาดกลัวได้ เหตุผลเหล่านี้ทำให้ ผู้ออกแบบงานสร้าง อินบาล ไวน์เบิร์ก ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กีเลีย ปิแอร์แซนธี ผู้กำกับภาพ สยมภู มุกดีพร้อม และผม ตกลงว่าพวกเราจะใช้สีน้ำตาลดำ และน้ำเงินเขียว เป็นหลัก เพื่อเป็นสัญญาณรำลึกถึงเหตุการณ์เยอรมันออทั่ม สิ่งเหล่านี้ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ใช้สีเดียวแบบต้นฉบับ
 
Q: ตัวอย่างภาพในหนังของคุณนั้นดูแล้วค่อนข้างทำให้จิตตก คุณคิดว่าคนดูจะรู้สึกตกใจกับมันบ้างไหม
                ผมหวังว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้จะได้รับกับประสบการขวัญผวาที่แผ่ซ่านลึกลงไปใต้ผิวหหนังและลามไปจนถึงไขสันหลัง ผมอยากจะให้ผมอยากจะให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่คุณดูแล้วจิตตกมากที่สุด นี่คือหนังที่เกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของโลกและด้านมืดของมันครับ
 
Q: คุณได้ปรึกษา ดาริโอ ในการสร้างหนังเรื่องนี้บ้างไหม
                ผมเป็นเพื่อนกับ ดาริโอ ครับ (เขาอายุ 77 ปี แล้ว) และผมก็รู้จักกับเขามาเป็นระยะเวลานานแล้วด้วย ตอนที่พวกเราได้ทานอาหารค่ำด้วยกัน เขาพูดกับผมว่า “คุณไม่ต้องการคำอวยพรอะไรทั้งนั้นหรอก อยากทำอะไรก็ทำไปได้เลย” เขาเป็นคนที่ใจดีมากครับ เขาได้ชมหนังของผมแล้ว แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะบอกว่าเขารู้สึกอย่างไร ผมบอกได้เพียงแค่ว่าเมื่อเขาดูจบเขาได้โทรหาผม และการสนทนาทางโทรศัพท์ในครั้งนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกชื้นใจมากๆ ด้วยครับ
 
Q: เราได้ยินมาว่าสถานที่ถ่ายทำนั้นค่อนข้างเข้าถึงได้อย่างยากลำบาก เหล่านักแสดงรู้สึกกันอย่างไรบ้าง
                ผมเชื่อว่ามันเป็นความโชคดีในความโชคร้ายครับ เพราะผมพบโรงแรมที่เราใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งอยู่กลางภูเขาที่เมืองวาเรเซ ประเทศอิตาลี มันเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้รกร้างเป็นเวลา 25 ปี พวกเราต้องใช้เวลาประมาณ 40 นาที เพื่อนั่งรถขึ้นมาจากตีนเขา พวกเราต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันหนาวเหน็บอยู่ตลอดเวลา และที่ยอดโรงแรมก็มีเสาสัญญาณโทรศัพท์อยู่มากมาย มันส่งสัญญาณอยู่ตลอดเวลา และมันก็ทำให้พวกเรารู้สึกเหนื่อยและอ่อนแอมากๆ แต่สิ่งเหล่านีก็ช่วงแต่งเติมสีสันให้กับโทนของหนัง มันทำให้อารมณ์ของนักแสดงพลุ่งพล่าน และสิ่งเหล่านั้นก็แสดงออกมาผ่านทางหน้าจอ ดังนั้นถ้าคุณถามว่ามันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายทำหนังหรือเปล่า ผมคงตอบว่าไม่ แต่ถ้าคุณถามว่ามันเหมาะสำหรับหนังเรื่องนี้หรือเปล่า ผมก็คงตอบว่ามันไม่มีที่ไหนที่เหมาะไปกว่าที่แห่งนี้แล้ว
 
 
Q: มีคนตั้งคำถามว่า ดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอ ที่ปรากฎในภาพยนตร์นั้นจริงๆ แล้วก็คือ ทิลด้า สวินตัน หรือใครบางคนที่ได้แต่งหน้าเป็นเขา มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า
ลุทส์ เอเบอส์ดอฟ เป็นคนที่เล่นจริงๆ ครับ มันน่าเหลือเชื่อมั้ยล่ะครับ
 
Q: คุณได้ใช้ชายชาวเยอรมันวัย 82 ปี ที่ไม่มีใครรู้จักมารับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำจริงๆ เหรอ
                ผมชอบนำคนที่ไม่ใช่นักแสดงมาเล่นหนังครับ ถ้าคุณยังจำ “Call Me by Your Name” ได้ ผมเคยจ้างผู้หญิงคนหนึ่งที่ขี่จักรยานผ่าน แวนดา คาปริโล่ มารับบทเป็น มาฟาลดา และตอนนี้เธอก็ได้มาแสดงใน “Suspiria” อีกครั้งด้วยนะครับ ผมชอบคิดอะไรที่มันอยู่นอกกรอบครับ
 
Q: คุณใช้วิธีอะไรในการชักชวนให้ ทอม ยอร์ก มาแต่งเพลงให้ภาพยนตร์ของคุณ
                ผมเป็นคนช่างฝันครับ ผมชอบการท้าทายเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และผมก็ลองท้าทายตัวเองด้วยการขอให้เขาทำเพลงประกอบให้แม้ว่าตัวเขาเองจะไม่เคยทำเพลงประกอบมาก่อน หลังจากที่ผมได้พยายามอยู่หลายครั้ง เขาก็มาหาผมด้วยตัวเองและก็ตอบตกลง พวกเราได้เริ่มทำเพลงประกอบด้วยกันเสียก่อนที่จะเริ่มเปิดกล้องซะอีกครับ
 
 
Q: ในตัวอย่างภาพยนตร์คุณได้ใส่เบาะแสเกี่ยวกับตำนานของ “แม่ทั้งสาม” พี่น้องสามคนที่สร้างมนตราขึ้นมา แม่แห่งความมืดมิด แม่แห่งหยาดน้ำตา และแม่แห่งการคร่ำครวญ เป็นไปได้มั้ยว่านี่คือหนังเรื่องแรกของภาพยนตร์ไตรภาค
                เป็นคำถามที่ดีครับ ส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้ มันขึ้นกับหลายๆ ปัจจัย เราได้ทิ้งเบาะแสเอาไว้หลายอย่าง เผื่อว่าเราจะได้หยิบพวกมันกลับมาใช้อีกครั้ง ตอนนี้เราก็ได้แต่ดูครับ นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
 


“SUSPIRIA” บอกเล่าเรื่องราวในปี 1977 ซูซี่ แบนเนี่ยน (ดาโกต้า จอห์นสัน) นักเต้นบัลเลต์สาวจากอเมริกาได้เดินทางมายังคณะบัลเลต์ชื่อดัง พรสวรรค์ในการเต้นของซูซี่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ มาดามบลังค์ (ทิลด้า สวินตัน) หัวหน้าผู้ฝึกสอนของคณะมีความแน่นแฟ้นขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าจุดประสงค์ของเธอนั้นไม่ได้มาเพื่อการเต้นรำเท่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน หญิงสาวภายในคณะก็เริ่มทยอยหายตัวไปอย่างลึกลับ ความหวาดกลัวเริ่มฝังรากลงไปในจิตใจของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และความชั่วร้ายที่แอบแฝงอยู่ภายใต้โฉมหน้าของคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงก็เริ่มเผยเขี้ยวเล็บออกมา พร้อมกับเสียงคร่ำครวญของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของมัน