เปิดการแสดงอย่างเป็นทางการในค่ำคืนนี้ (พุธที่ 16 พ.ค.) สำหรับตำนานเรื่องดังที่ถูกนำกลับมาสร้างสรรค์อีกครั้งอย่าง “แม่นาค พระโขนง เดอะ มิวสิคัล” นอกจากองค์ประกอบของเรื่องราวที่ถูกจริตคนไทยอย่างมากเพราะรวมทั้งเรื่องราวความรักแบบโศกนาฏกรรมและเรื่องชวนขนหัวลุกแล้ว ในฉบับของโรงละครเมืองไทย รัชดาลัย เธียเตอร์ยังเสริมรสให้ถูกใจผู้ชมด้วยความสนุกสนาน และไม่ลืมไฮไลท์สำคัญของละครค่ายนี้คือเทคนิคอันน่าตื่นตาตื่นใจ
 
แม่นาค พระโขนง เดอะมิวสิคัล เคยเปิดแสดงแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2552 นับเป็นผลงานเรื่องที่ 4 ของโรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ โดยนำตำนานความรักของแม่นาค พระโขนงที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีมาเล่าขานอีกครั้ง พร้อมนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่นๆ และในปีนี้หัวเรือใหญ่อย่างบอย-ถกลเกียรติก็นำผลงานชิ้นนี้กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง พร้อมด้วยนักแสดงใหม่ยกชุด เว้นแต่นัท-มีเรียผู้รับบทแม่นาคที่ยากจะหาใครมาแทนเธอได้ ณ ขณะนี้
 
ถึงละครเวทีเรื่องนี้จะดูไม่น่าหวือหวาเท่าไหร่นัก เพราะผู้ชมยังติดกับภาพจำที่ว่าเป็นละครที่ถูกทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่หากใครที่มาเริ่มติดตามละครเวทีในระยะหลังหรือแม้แต่ยังไม่เคยดูละครเวทีเลยก็ตาม การตีตั๋วชมแม่นาค พระโขนง เดอะ มิวสิคัลครั้งนี้เป็นทางเลือกที่ดีที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ได้อย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะละครเวทีเรื่องนี้จัดเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคนิคของฉาก อุปกรณ์ประกอบ แสง สี เสียงมากที่สุดของเมืองไทยรัดาลัย เธียเตอร์ และเมื่อนำกลับมาสร้างใหม่ในปีนี้ทีมงานก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเก็บทุกรายละเอียดของเทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ประทับใจผู้ชมเมื่อ 9 ปีก่อนกลับมาให้ได้ชมอีกครั้ง และยังชวนให้คนไม่เคยชมต้องอ้าปากค้างไปตามกัน นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงปีพ.ศ.การแสดงที่ต่างกันแต่ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน
 
 
เริ่มที่นักแสดงหลักในเวอร์ชั่นนี้ที่เป็นชุดใหม่ทั้งหมด ยกเว้นแต่นัท-มีเรียที่ยังกลับมารับบทเดิม นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แม่นาค พระโขนง เดอะ มิวสิคัล ฉบับ 2561 นี้ไม่เหมือนเดิม อย่างเช่นพ่อมากจากเดิมรับบทโดยอาร์-อาณัตพล ปีนี้เปลี่ยนมาเป็น ตู่-ภพธร ก็ทำให้พ่อมากฉบับใหม่นี้ดูอ่อนโยนและโรแมนติกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเสียงร้องของตู่-ภพธรที่ชวนฟังและทำให้เพลงซึ้งๆ หวานได้ขึ้นอีกสเตปหนึ่ง ส่วนใครที่หวังจะได้เห็นหุ่นของพ่อมากในเวอร์ชั่นนี้ก็ยังมีให้เห็นพองามและเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้ไม่น้อย ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่านักแสดงใหม่จะทำให้ทุกตัวละครลงตัวสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด เพราะยังมีบางบทบาทที่ยังขาดๆ เกินๆ การแสดงสื่อสารไม่ชัดเจนจนชวนให้ผู้ชมเข้าใจผิดจากที่ควรจะดูเคร่งขรึมชวนขนหัวลุกกลับดูเป็นคนวิกลจริตทำคนดูหัวเราะกับท่าทางเป็นระยะๆ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนนักแสดงจึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ละครเวทีน่าดูมากขึ้นหรือแย่ลงได้ในทันที ซึ่งสำหรับแม่นาค พระโขนง ฉบับปีนี้แล้วภาพรวมถือว่าดี และยังกลายเป็นพื้นที่ฉายแววให้เห็นว่าเมืองไทยมีนักแสดงละครเวทีชายที่น่าจับตาอย่างตู่-ภพธรอีกคนหนึ่ง
 
อีกสิ่งที่นับเป็นความแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อน และต่างจากละครเรื่องอื่นๆ ของค่ายนี้คือ จังหวะของเรื่องราวที่ไม่เน้นกระชับและรวดเร็วจนเกินไป ขณะเดียวกันก็มีการทิ้งช่วงให้เกิดเสียงเงียบบนเวทีแบบที่ไม่ใช่ Dead Air แต่คือการปล่อยให้ช่วงสั้นให้ผู้ชมได้ให้ความสนใจไปที่การสื่อสารทางกายตรงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่นักแสดงหลักทำออกมาได้น่าประทับใจ ยิ่งผนวกรวมเข้ากับเทคนิคแสง สีที่เกิดขึ้นบนเวทียิ่งทำให้องค์ประกอบหลายๆ อย่างลงตัวมากขึ้น
 
 
ด้านการตีความเรื่องราวความรักของแม่นาค พระโขนง เดอะ มิวสิคัลในฉบับพ.ศ.2561 นี้ยังคงเค้าโครงเดิมไว้ทั้งหมด คือการนำเสนอเรื่องความรักและความเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่แม่นาคกระทำ มากกว่าการนำเสนอให้เป็นเรื่องชวนหลอน และยิ่งปีนี้ที่บางช่วงบางตอนถูกเล่าให้คนดูได้เห็นการถูกกระทำของแม่นาคและเหตุผลการมาหลอกหลอนอาละวาดชาวบ้านในบางพระโขนงมากขึ้นกว่าเดิม แต่การทำอะไรมากไปก็อาจไม่เป็นผลดีและทำให้มิติของธรรมชาติตัวละครที่เป็นมนุษย์หายไป  รวมทั้งยังอาจลดคุณค่าของตัวละครอื่นในเรื่องไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังนับเป็นจุดสำคัญของเรื่องคือความสัมพันธ์ของแม่นาคและพ่อมาก ที่องค์ประกอบของเรื่องทั้งหมดช่วยขับเน้นให้ผู้ชมได้เห็นว่า ‘การกอด’ มีความหมายกับทั้งสองคนมากแค่ไหน
 
นับแต่ต้นเรื่องก่อนที่จะกลายเป็นชนวนเหตุของเรื่อง การพลัดพรากของคนทั้งคู่เหนี่ยวรั้งไว้ด้วยการให้คำมั่นสัญญาที่บอกว่า “อยากให้รู้แม้เราไกลกันแค่ไหน พี่จะคืนมากอดเธอ จนตราบสิ้นลมหายใจ” ดังนั้นตลอดทั้งการแสดงอ้อมกอดจึงสามารถสื่อสารความรัก ความผูกพันธ์ของคนทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน จนอาจทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ กลับมาทบทวนว่าในความสัมพันธ์กับคนรอบตัวและมีความหมายกับชีวิตเรา การสื่อสารทางกายหรือสัมผัสแบบไหนที่ทำให้ตัวเรารู้สึกปลอดภัยและมีความหมายกับพลังใจพลังชีวิตเราบ้าง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็มีอ้อมกอด ที่เป็นสัมผัสอันแสนมีความหมายและมีคุณค่าเช่นเดียวกับตัวละคร
 
เรื่องการกอดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความรู้สึกเท่านั้นแต่มันถูกพิสูจน์แล้วว่ามีผลกับร่างกายของมนุษย์ เมื่อประมาณ 13 ปีงานวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่าการกอดกันของคนรักจะช่วยให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่าออกซิโตซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นสารในร่างกายกลุ่มฮอร์โมนแห่งความรักที่จะช่วยให้คนมีความเมตตาและเข้าอกเข้าใจได้มากขึ้น นอกจากนี้แล้วการกอดยังช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลงซึ่งนับเป็นการลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย 
 
 
เมื่อย้อนกลับมาดูที่ความสัมพันธ์ของแม่นาคและพ่อมากก็สอดคล้องกับงานวิจัยดังกล่าว เพราะไม่ว่าในสถานการณ์โศกเศร้า ตึงเครียด หรือแม้แต่การคลายปมของเรื่อง อ้อมกอดของแม่นาคและพ่อมากคือการสื่อสารที่ช่วยให้สถานการณ์ของเรื่องคลี่คลายได้  ในทางกลับกันเมื่ออ้อมกอดของทั้งคู่ถูกแยกออกจากกันการอาละวาดหลอกหลอนผู้คนทั่วทั้งบางพระโขนงก็เกิดขึ้น  ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับภาวะการไม่ปล่อยวางและเห็นอกเห็นใจกันน้อยลง จนนำมาสู่ความสูญเสียและเรื่องราวการชวนสยองต่างๆ มากมาย
 
ในรายงานข่าวการวิจัยฉบับดังกล่าวนี้ยังระบุวิธีในการศึกษาว่า  ผู้วิจัยจะให้คู่รักซึ่งเป็นกลุ่มทดลองนั่งชมหนังรักโรแมนติกประมาณ 20 นาที  แล้วจึงให้ทั้งสองคนกอดกัน ก่อนจะเก็บข้อมูลที่สำคัญและได้ผลลัพธ์ออกมา ดังนั้นถ้าหากใครไปชมละครเวทีเรื่องนี้หลังจบเรื่องแล้วลองหันไปกอดคนรักของตัวเองดู หากพบว่ารู้สึกมีสารแห่งความสุขหลั่งในร่างกาย นั่นนับเป็นสัญญาณว่าทีมงานและนักแสดงทุกคนทำสำเร็จแล้ว เพราะทำให้ตำนานขนหัวลุกสุดคลาสสิคของเมืองไทย กลายเป็นเรื่องราวที่มีอีกมุมให้ผู้คนได้จดจำและเก็บไว้เป็นความประทับใจ