Connect with us

Subscribe

Life

แม่มดแห่งลอนดอน

เรื่อง : โตมร สุขปรีชา 

เมื่อผมเดินลงไปที่ชั้นใต้ดินของร้านหนังสือมือสองเล็กๆ ย่านชาริงครอสแห่งนั้น ผมรู้สึกคล้ายย้อนเวลา

หนังสือเล่มหนึ่งวางเด่นอยู่บนชั้น มันมีชื่อว่า London Lore หรือ ‘ตำนานแห่งลอนดอน’

ใช่ – นั่นอาจเป็นเพียงหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่ง แต่ ณ ขณะประหลาดนั้น ผมรู้สึกคล้ายว่านั่นเป็นหนังสือเวทมนตร์สำหรับผม ลอนดอนไม่ได้เป็นเพียงมหานครอันทันสมัยเท่านั้น 

แต่การเดินอยู่ในลอนดอน คล้ายผมกำลังเดินท่องไปในอดีตด้วยผมซื้อหนังสือ London Lore มาจากร้าน เดินไปได้ไม่ไกลนัก ถึงแค่ย่านเลสเตอร์สแควร์ ก็ต้องหาที่นั่งแล้วเปิดอ่านอย่างกระหาย

ในนั้นคือประวัติศาสตร์หลากมุม เป็นประวัติศาสตร์กระซิบที่กระทั่งลอนดอนเนอร์เองก็ยังลืมเลือน

ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 19 ลอนดอนยังมีความเชื่อเรื่อง ‘แม่มด’ กันอยู่อย่างกว้างขวาง ข่าวชิ้นหนึ่งดึงดูดสายตาผู้คนมันคือข่าวการ ‘พยายามฆ่า’ แต่ไม่ใช่การพยายามฆ่าคน ทว่าคือการพยายามฆ่าแม่มด!

ข่าวนี้รายงานอยู่ในหนังสือพิมพ์ The Times ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน 1862 ถึงเหตุทำร้ายร่างกายบนถนนชาลส์ ซึ่งผู้ร้ายคือ ชาลส์ ทิลบรูค อายุ 27 ปี ผู้เพิ่งปลดประจำการจากกองทัพ เขามาอาศัยอยู่กับย่า (หรือยายก็ไม่แน่ใจนะครับ) ของเขา ซึ่งมีชื่อว่า แมรี่ คิง อายุ 75 ปี

ว่ากันว่า ถ้ามีใครถูกแม่มดปองร้ายและอยากจะจัดการกับแม่มดในยุคนั้น วิธีที่แพร่หลายที่สุดคือ การทำให้แม่มด ‘ได้เลือด’ ที่บริเวณใบหน้าหรือที่ศีรษ

กรณีที่เกิดขึ้นกับแมรี่ คิง ก็เป็นแบบนั้นทุกประการ เธอให้การว่าในวันที่ 13 เมษายน 1862 ราวๆ เวลาอาหารค่ำ ฉันกำลังใส่หมวกอยู่ กำลังจะแต่งตัวเสร็จ ฉันอยู่กับสามีและหลาน (ผู้ต้องหา) โดยไม่พูดอะไรสักคำ

หลานก็พุ่งเข้ามาหาฉันแล้วเอาอะไรบางอย่างในมือเขากรีดฉันเข้าที่หน้าและที่ศีรษะ แล้วเอาไม้เท้าทองแดงมาตีฉันเข้าที่หัว…หลังจากเหตุการณ์นั้นฉันไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย แต่ก่อนหน้านั้นราวหนึ่งสัปดาห์ ฉันบอกเขาว่า “วันแรงงานปีนี้คงสนุกน่าดูนะ” เขาตอบฉันว่า “ย่าจะไม่ได้อยู่ถึงวันนั้นหรอก”

ส่วนผู้ต้องหานั้น เมื่อถูกจับแล้วให้การว่าสมแล้วที่ย่าโดนเช่นนั้น หล่อนควรจะตายไปนานแล้วด้วยซ้ำ เขาไม่อยากฆ่าหล่อน เขาแค่อยากให้หล่อนเลือดไหลดังที่ทำ เขาบอกด้วยว่าย่าของเขาเป็นคนเลว เป็นแม่มด และร่วมเพศกับปีศาจทุกวันเราไม่รู้หรอกว่าความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ ลอนดอนเมื่อย้อนไปแค่ร้อยกว่าปี ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเชื่อเกี่ยวกับแม่มด

มีการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ‘ขวดแม่มด’ (Witch Bottle) จากยุคนั้นมากมาย โดยมากมักเป็นขวดที่ใส่วัตถุแหลมๆ เช่น ตะปู เข็มหมุด หรือหนาม รวมกับของส่วนตัวบางอย่าง เช่น ผม หรือของเหลว (เช่นปัสสาวะ) แล้วบางทีก็จะมีของที่ใช้แทนอวัยวะของเหยื่อแห่งคำสาป (เช่นของแทนหัวใจหรืออวัยวะอื่น) โดยวัตถุแหลมๆ นั้นใช้เพื่อทำร้ายเหยื่อ แล้วจากนั้นก็จะเก็บขวดนั้นเอาไว้ เวลาจะทำร้ายก็เอาขวดไปอุ่นให้ร้อนหรือเขย่า

มันอาจเป็นเพียงความเชื่อ แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็บอกอะไรกับเราได้หลายอย่างเหลือเกิน

วันรุ่งขึ้น ผมมีกำหนดการต้องไปดูฟุตบอลที่สนาม ‘ปืนใหญ่’ หรืออาร์เซนอล

หนังสือ London Lore บอกผมว่า ลอนดอนเนอร์หลายคนเรียกสเตเดียมของอาร์เซนอลว่า ‘แอชเบอร์ตันโกรฟ’ (Ashburton Grove) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เดอะโกรฟ’ กันมากกว่าจะเรียกว่าอาร์เซนอลหรือเอมิเรตส์สเตเดียม ทั้งนี้ก็เพราะพื้นที่แถบนี้เคยมีชื่อนี้มาก่อน พื้นที่แถบแอชเบอร์ตันโกรฟนั้น มีถนนสายสำคัญที่ชื่อถนนฮอลโลเวย์ (Holloway) ตัดผ่าน ถนนสายนี้มีหลักฐานปรากฏอยู่ในบันทึกของซามูเอล เปปิสซึ่งเป็นนักเขียนพงศาวดารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกตะวันตก บันทึกของเขาทำให้เราเห็นว่า ในย่านชานเมืองลอนดอนอย่างแถบแอชเบอร์ตันโกรฟนั้น เคยคึกคักเป็นย่านการค้ามาแต่ไหนแต่ไรเปปิสเคยบันทึกไว้ดังนี้,

24 กันยายน 1661

เราขี่ม้ามาตามถนนอย่างสะดวกสบาย เราแวะดื่มบนถนนฮอลโลเวย์ ตรงผับที่มีป้ายผู้หญิงถือเค้กด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือเหยือกเอลเอาไว้ นั่นก่อให้เกิดความรู้สึกสนุกสนาน เหมือนเธอคือหญิงรับใช้ที่คอยเสิร์ฟเราเชื่อกันว่า ผับที่เขาแวะดื่มนั้น เป็นผับที่มีชื่อว่า Mother Redcap หรือผับแม่หมวกแดง

ในปัจจุบันนี้ ณ ที่ตั้งเดียวกับผับแม่หมวกแดงนั้น ได้กลายร่างมาเป็นผับอีกแห่งหนึ่งชื่อ World’s End ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามฟุตบอลมากนัก ดังนั้น เมื่อดูฟุตบอลเสร็จแล้ว ผมจึงสาวเท้าเข้าไปในผับแห่งนั้น ผมอยากสั่งเอลเย็นๆ มาดื่ม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเป็นสก๊อตช์วิสกี้ออนเดอะร็อคแทน

ซามูเอล พาล์มเมอร์ เคยเล่าไว้ในหนังชื่อ History of St Pancras ถึงแม่หมวกแดง เรื่องเล่าที่ว่าจัดเป็น ‘ประวัติศาสตร์กระซิบ’ ที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีแหล่งอ้างอิง มีแต่คำบอกเล่า และความเป็นมาของแม่หมวกแดงก็น่าสนใจยิ่งนัก

แม่หมวกแดงนั้น ที่จริงแล้วมีหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นนางแก่ร้ายกาจแห่งเคนทิชทาวน์ หรือมาเธอร์แดมเนเบิล หรือยายแก่ชั่วที่สมควรถูกสาป แต่ชื่อที่แพร่หลายที่สุดก็คือ ‘มาเธอร์เรดแคป’ หรือแม่หมวกแดงนั่นเองครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แม่หมวกแดงเคยเป็นเด็กสาวที่ใสซื่อและสะอาดบริสุทธิ์คนหนึ่ง เธอเป็นเด็กสาวเหมือนกับเด็กสาวทั่วไปนั่นแหละครับ ว่ากันว่า ชื่อจริงของเธอคือ จินนีย์ บิงแฮม เธอเป็นลูกสาวของช่างทำอิฐชื่อ จาค็อบ บิงแฮมไม่น่าแปลกอะไรนักในยุคสมัยนั้น ที่เด็กสาวหน้าตาพอใช้อย่างเธอจะตั้งท้องขึ้นมาเมื่ออายุ 16 ปี โชคดีที่เธอรู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก และพ่อของเด็กก็ยอมรับลูกของเธอด้วย เขาเป็นยิปซีที่ชื่อจอร์จ แต่โชคร้ายที่ไม่นานต่อมา จอร์จก็ถูกจับแขวนคอด้วยข้อหาขโมยแกะ

เธอไม่อาจอยู่ตามลำพังได้ จึงมาแต่งงานกับชายขี้เมาคนหนึ่งชื่อดาร์บี้ แต่ไม่นานนัก ดาร์บี้ก็หายสาบสูญไปอีกคนหนึ่งโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหนช่วยไม่ได้อีกนั่นแหละ ที่จินนีย์จะแต่งงานครั้งที่สามกับชายชื่อพิตเชอร์แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย! ไม่นานนัก พิตเชอร์เสียชีวิตลงกะทันหันด้วยสาเหตุที่แปลกพิสดารอย่างยิ่ง เพราะเขาเข้าไปไหม้ตายอยู่ในเตาอบ!

พอเสียสามีคนที่สามไป คราวนี้พวกชาวบ้านชักมองจินนีย์อย่างระแวงสงสัยกันแล้ว เกิดคำร่ำลือนานาขึ้นในทำนองที่ว่า จินนีย์น่าจะไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาเธออาจเป็นปีศาจร้ายหรือเป็นแม่มดก็ได้

ก่อนหน้านั้น ผู้คนคิดว่าครอบครัวบิงแฮมของจินนีย์เองก็เป็นครอบครัวที่พิสดารพันลึกอยู่แล้วด้วย ร่ำลือกันว่าครอบครัวนี้ฝึกเวทย์มืดบางอย่างจนทำให้เด็กสาวคนหนึ่งต้องตาย พ่อแม่ของจินนีย์จึงถูกลากไปแขวนคอ เมื่อพ่อแม่ของจินนีย์มีประวัติเช่นนี้ ตัวจินนีย์เองย่อมไม่พ้นจะถูกมองด้วยสายตาประหลาด คนมองว่าเธอคือนางแม่มดร้ายที่ต้องรับผิดชอบต่อสามีที่ตายและหายสูญไปทุกคน และที่สามีคนล่าสุดของเธอตายในเตาอบนั้น เป็นเพราะเขาหนีลนลานจากเธอจนเข้าไปหลบอยู่ในเตา แล้วจึงถูกย่างสด

แต่กระนั้น จินนีย์ก็ยังไม่ถูกลากไปแขวนคอ เพราะไม่มีใครมีหลักฐานเพียงพอ ไม่นานนักก็มีเศรษฐีคนหนึ่งมาอุปถัมภ์เธอ แต่อุปถัมภ์ได้ไม่นานเท่าไหร่ เขาก็ตายไปอีกคน ผู้คนลือกันว่าเธอวางยาพิษเขา ถึงตอนนี้ จินนีย์ไม่ใช่เด็กสาวใสซื่ออีกแล้ว เธอผ่านโลกและชีวิตมานานจนกร้านและแก่ รูปร่างหน้าตาของเธอก็เปลี่ยนไป เธอกลายเป็นผู้หญิงอัปลักษณ์ที่มีจมูกโต ตาลุกโพลง และปากแสยะ

มีแผ่นพับสมัยศตวรรษที่ 17 ที่แสดงถึงรูปของเธอเอาไว้ มันเป็นรูปที่น่ากลัวมาก เธอนั่งอยู่บนเตียง ถืออาวุธบางอย่าง มีเลือดเปรอะเต็มตัว ใบหน้าของเธอเหมือนผีร้าย แม้เธอจะทำหน้าที่เป็นทั้งหมอดูและหมอผีช่วยรักษาโรคต่างๆ ให้ผู้คน แต่คนก็คิดว่าเธอคือแม่มดจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตเธออยู่ดี

พาล์มเมอร์บันทึกไว้ว่าในวันตายของเธอ คนนับร้อยทั้งชายหญิงและเด็ก ต่างเห็นปีศาจเข้าไปในบ้านของเธอ แม้คนจะจับตาดู แต่ก็ไม่เห็นปีศาจกลับออกมาอีก

ต่อมาคนจึงพบว่ายายแก่ชั่วร้ายตายเสียแล้วในวันรุ่งขึ้น โดยนั่งอยู่หน้าเตาผิง ถือไม้เขี่ยฟืน มีกาชาเต็มไปด้วยสมุนไพร ยา และของเหลว คนเอาชานั้นให้แมวตัวหนึ่งกิน อีกสองชั่วโมงต่อมา ขนแมวร่วงหมด แล้วในไม่ช้าแมวก็ตาย

เธอกลายเป็นตำนานของพื้นที่แถบนั้นจนชื่อของเธอกลายมาเป็นชื่อผับดังของย่าน ในชีวิตของเธอ แม่หมวกแดงถูกกล่าวหามากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับผมไม่ใช่การถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ทว่าคือการที่เธอไม่ให้ใครอื่นถือกุญแจห้องเก็บเอลเลย เธอเป็นคนเดียวที่เปิดห้องเก็บเอลได้ และเข้มงวดกับมันมากเสียด้วย พาล์มเมอร์บอกว่าเป็นไปได้ที่ผู้คนไม่พอใจเธอด้วยเรื่องนี้ จึงหาเรื่อง ‘ฆ่า’ เธอด้วยคำพูด ประกอบกับเธอหน้าตาน่าเกลียด คำร่ำลือจึงขยายตัวแพร่ไปไกล

สำหรับผม แม่หมวกแดงจึงเป็นเหมือน ‘เหยื่อ’ ที่น่าสงสารไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ เมื่อนึกถึงแม่หมวกแดงอยู่ในผับชื่อ World’s End ผมคลึงแก้วสก๊อตช์วิสกี้ในมือ และอดนึกถึงเอลที่อยากสั่งตั้งแต่ต้นไม่ได้โลกพิสดารกว่าที่เราคิดมากนัก!

ลอนดอนเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์กระซิบทำนองนี้ สำหรับผม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเครื่องยืนยันความเป็นมายาวนาน และวิวัฒนาการทางความคิดของผู้คน

เพราะมีประวัติศาสตร์กระซิบเหล่านี้แหละ ลอนดอนจึงเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง เสน่ห์ และพลังอำนาจแห่งความเชื่อในประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหลที่สุดแห่งหนึ่งแม้เป็นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความผิดพลาดและโหดร้ายก็ตามที

Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของ ‘บอร์ดเกม’

Entertainment

การตายที่น่าเศร้า แต่ไม่ไร้ค่าของเด็กชาย ‘อดัม’

Life

อักษะกาแฟ

Life

(เลิก) ต้อนรับนักท่องเที่ยวดุจญาติมิตร

Life

โฮโม เซเปียนส์ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup