Connect with us

Subscribe

Life

Live Work Play การอยู่อาศัยในอนาคตของคนยุคปัจจุบัน

เรื่อง : รวิสรา ชูฤกษ์ 

เคยนึกตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า

เราจะใช้ชีวิตอย่างไร…

หากในปัจจุบันคุณถูกเรียกว่า ‘เด็กรุ่นใหม่’ มีอายุประมาณ 20-30 ปลายๆ หรือเกิดในช่วงปีที่ถูกตั้งชื่อรวมกันเป็นรุ่นให้เรียกง่ายๆ ว่า ‘Generation Y’ ถ้าลองบวกเลขและจินตนาการภาพตามคร่าวๆ ดูแล้ว ในอีก 30 ปีข้างหน้า ‘กลุ่มเด็กรุ่นใหม่’ กลุ่มนี้ ก็คงจะมีอายุระหว่าง 50-70 ปี คุณจะกลายเป็นผู้สูงวัย ไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่เหมือนเคย

เรื่องราวของสังคมผู้สูงวัยคงไม่ใช่เรื่องใหม่ เราต่างรู้ดีว่าประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด 

ในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2021 หรือ พ.ศ. 2564) และภายในปี 2030 (หรือ พ.ศ. 2573) ประเทศไทยจะกลายเป็น ‘สังคมสูงอายุระดับสูงสุด‘ (Super Aged Society) ที่มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด แต่ถ้าหากขยายความเพิ่มว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ Generation Y เป็นจำนวนมากที่สุดในสังคม

Generation Y ได้รับการขนานนามจากบรรดานักการตลาดและนักวิชาการว่า ‘เป็นผู้กำหนดทิศทางธุรกิจในแทบทุกแวดวง’ รวมไปถึงเป็นกลุ่มที่กำหนดทิศทางการออกแบบและการใช้สอย เหตุจากการเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และการมีแนวคิด วิถีชีวิต และความต้องการที่แตกต่างไปจากเจเนอเรชันอื่นๆ จากการเติบโตมาจากรากฐานชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นก่อนๆ พร้อมกับมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกรอบๆ ตัว

ความต้องการของเจนวายจึงขยับขึ้นไปเหนือความต้องการพื้นฐาน บันไดก้าวแรกจากพื้นฐานที่ดีนำพวกเขาไปสู่ความต้องการเติมเต็มความเป็นตัวของตัวเอง ความพึงพอใจ ความสมบูรณ์แบบในชีวิต และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ การใช้ชีวิตของเจนวายจึงแสดงออกในลักษณะ Happiness-oriented หรือ สุขนิยม (Hedonism) ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบวิถีชีวิตในแต่ละวันของพวกเขา

โดยไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันของเจนวายถูกนิยามไว้เป็นกรอบคร่าวๆ ว่า พวกเขาจะให้ความสำคัญกับ การอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อน (Live Work Play) 

แม้จะนิยาม ‘กรอบ’ ไว้ แต่ในความจริงแล้ว วิถีชีวิตของพวกเขาผสมมิติทั้งสามเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตามแบบฉบับที่แต่ละคนพอใจ ซึ่งอาจจะแสดงเพียงสัญญาณเล็กน้อยแค่พอเข้าใจได้ว่าพวกเขาจัดหมวดหมู่กิจกรรมนั้นๆ ไว้ในมิติใด ถ้าหากมองถอยหลังไปไม่ไกล Live Work Play ของ Generation Y ในวันนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัว ตามอุดมคติของ Work-Life Balance นั่นเอง

วิถีชีวิตและความต้องการของมนุษย์ นับเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดรูปแบบการอยู่อาศัย ดังนั้นทิศทางความเป็นอยู่ รวมไปถึงการ ‘อยู่อาศัย’ ในอนาคต จึงอาจไม่ได้ถูกพลิกโฉมจากการพัฒนาเพื่อรองรับผู้สูงวัยเท่านั้น หากแต่ความต้องการและพฤติกรรมตามแบบฉบับของเจนวาย จะเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่ทิศทางการใช้ชีวิตและรูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปของสังคมผู้สูงวัยอันประกอบไปด้วยผู้สูงวัยเจนวายจำนวนมากในอนาคต 30 ปีข้างหน้า

แล้ว Live Work Play ของ Generation Y ใน 30 ปีข้างหน้านั้น จะมีหน้าตาแบบไหนกัน ? 

มีงานวิจัยที่ลองตั้งคำถามนี้กับกลุ่มเจนวายในกรุงเทพมหานคร เพื่อฉายภาพรูปแบบ Live Work Play ในอนาคต

ของพวกเขาอย่างคร่าวๆ โดยมุ่งไปที่กลุ่ม Early Nester และ In-Between Generation Y (อายุระหว่าง 25-35 ปี) ซึ่งนับเป็นกลุ่มที่เริ่มสร้างตัว มีชีวิตและหน้าที่การงานมั่นคงแล้วในระดับหนึ่ง และด้วยแนวคิดว่าพื้นฐานลักษณะวิถีชีวิต ทัศนคติ และแนวคิดความเป็นอิสระและสุขนิยมของคนเจนวาย จะเป็นสิ่งที่ติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต การฉายภาพ 30 ปีข้างหน้าของเจนวาย จึงตั้งคำถามผ่านมุมมองต่างๆ ของ Live Work และ Play ในปัจจุบันและอนาคต เพื่อหาคำตอบของความคาดหวังชีวิตความเป็นอยู่ของเจนวายวัยเกษียณ

Live
เรื่องของครอบครัว : บ้านเล็กของคู่ชีวิตวัยเกษียณ

แม้จะมีแนวโน้มของการอาศัยอยู่ตัวคนเดียวเพิ่มขึ้น หากแต่เจนวายส่วนใหญ่ยังคงต้องการที่จะมีคู่ชีวิต และคาดหวังว่าจะอยู่ด้วยกันจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต และด้วยแนวโน้มของความต้องการมีลูกยังคงลดลงเรื่อยๆ ทำให้ครัวเรือน Generation Y มีขนาดที่เล็กลง จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นภาพครอบครัวของสังคมอนาคตข้างหน้า เป็นครัวเรือนของคู่ชีวิตวัยเกษียณที่อาศัยอยู่ด้วยกันตามลำพัง ซึ่งอาจนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต เป็นสังคมแห่งการพึ่งพาตัวเองมากขึ้นกว่าในยุคก่อนๆ

การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว 

ไม่ว่าจะยุคนี้หรือยุคไหนๆ Generation Y จะยังคงให้ความสำคัญกับความสะดวกและรวดเร็วของการเดินทาง และยังคิดว่าการเดินทางคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา โดยทั้งในปัจจุบันและอนาคต Generation Y ยังคงต้องการใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ในการเดินทาง 1 ครั้ง ดังนั้นเมืองที่เอื้อต่อการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วจึงเป็นภาพฝันของชาวเจนวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวัยสูงอายุที่พวกเขาต้องดูแลตัวเอง

เมืองเดินได้

เพราะเจนวายมีแนวโน้มที่จะต้องการใช้การเดิน หรือกิจกรรมที่พวกเขาได้ขยับตัว เป็นวิธีการออกกำลังกายในวัยเกษียณ การเดินไปยังจุดหมายในระยะที่ร่างกายพวกเขาเอื้ออำนวย จึงอาจจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่พวกเขาจะนึกถึง หากต้องเลือกวิธีการเดินทาง เมืองเดินได้ (Walkable City) ที่เอื้อให้พวกเขาสามารถเดินเท้าได้สบาย ปั่นจักรยาน หรือมีระบบขนส่งมวลชนที่สะดวก จึงจะยิ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับสนับสนุนสุขภาพที่แข็งแรงและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมผู้สูงวัยในอนาคต

เดินทางน้อยลง 

เจนวายส่งสัญญาณถึงความต้องการจะลดการเดินทางให้น้อยลง ทั้งลดระยะเวลา และระยะทาง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ในวัยเกษียณ ทั้งในเรื่องของการตัดสินใจเลือกทำงาน หรือการออกไปทำกิจกรรมหรือพักผ่อน การอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ทั้ง Live Work Play ไว้ด้วยกัน อาจเป็นส่วนช่วยหนึ่งในการลดการเดินทางในอนาคตของเจนวายได้

เรื่องของที่อยู่อาศัย : สะดวก และ Support ชีวิตวัยเกษียณ

เมื่อการเดินทางเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต เจนวายจึงต้องการอาศัยอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก และสำหรับในอนาคตแล้ว ที่อยู่อาศัยขนาดกำลังพอเหมาะ ออกแบบมาเป็นพิเศษ เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัย (ทั้งการวางผัง รูปแบบ และรายละเอียด) มีฟังก์ชันการใช้งานที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามความ Dynamic ของชีวิต รวมถึงเป็น Smart Home เพื่ออำนวยความสะดวกกับชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองในวัยเกษียณของ Generation Y ผู้ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี และมีเทคโนโลยีคู่กายเหมือนเป็นอวัยวะที่ 33 ถือเป็นลักษณะพื้นฐานของภาพที่อยู่อาศัยในความคาดหวังของเจนวาย

พื้นที่เท่าที่จำเป็นและแบ่งปันกันมากขึ้น 

ด้วยขนาดครอบครัวที่เล็กลง ปัจจัยด้านความจำกัดของพื้นที่อยู่อาศัย หรือราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นในอนาคต Generation Y จึงต้องการขนาดพื้นที่อยู่อาศัยเท่าที่จำเป็น หากแต่ยังคงสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาได้ และด้วยความคุ้นเคยกับสังคมแบบ Sharing ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ Share ข้อมูล ข่าวสาร ก้าวขึ้นมาเป็นการ Share สถานที่ทำงาน (Co-working Space) และการเดินทาง (Ride Sharing) ในอนาคต พื้นที่ใช้สอยบางอย่างที่เคยจำกัดว่าจะต้องมีอยู่ในที่อยู่อาศัย เช่น ห้องนั่งเล่น พื้นที่รับแขก พื้นที่กินอาหาร เป็นต้น มีแนวโน้มถูกปรับไปใช้ร่วมกันมากขึ้น

รวมไปถึงการก้าวไปสู่ Co-housing หรือ House Sharing อาจเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นในอนาคต ในปัจจุบันเริ่มมีการเติบโตของโครงการที่อยู่อาศัย Community ของผู้สูงอายุเพื่อรองรับเจนวายวัยเกษียณ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะเป็นทิศทางที่เหมาะสมสำหรับเจนวายวัยเกษียณ ที่การแชร์พื้นที่และบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน จะช่วยลดความเหงา และเพิ่มสังคมที่ดีให้กับพวกเขาได้

การดูแลสุขภาพกายใจ และการเงิน 

เพราะในอนาคตผู้คนจะอายุยืนขึ้น ทำให้ Generation Y ต้องการมีความแข็งแรงทั้งในด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ และการเงิน ในวัยเกษียณ พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยมีแนวโน้มว่าพวกเขาพร้อมจะจ่ายเงินสำหรับการดูแลสุขภาพที่เป็นพิเศษสำหรับวัยเกษียณ เช่น ค่าผู้ดูแล ค่าอาหารสุขภาพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือการตรวจสุขภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการเดินหรือปั่นจักรยาน ในการเดินทางระยะสั้นๆ หรือทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทำสวนหรือทำครัวในการออกกำลังกาย แทนการออกกำลังกายรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย

สุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงจากการทำงานและพักผ่อน

Generation Y มีแนวโน้มทำงานต่อหลังเกษียณ ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการรายได้เพื่อเลี้ยงดูตัวเอง ในวันที่พวกเขาต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น หากแต่พวกเขายังคงต้องการออกไปทำงาน เข้าสังคม หรือทำกิจกรรม เพื่อให้ชีวิตยังคง Active และช่วยลดความเหงาในวัยเกษียณ การใช้เวลากับกิจกรรมการพักผ่อน หรือการเข้าสังคม จึงเป็นอีกรูปแบบของการ ‘ออกกำลัง’ เพื่อให้จิตใจและสุขภาพของพวกเขายังคงแข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณต่อไป

Work 
การทำงานเพื่อสุขภาพการเงิน 

ถ้าหากเจนวายไม่มีลูกหลาน การทำงานต่อเพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณจึงเป็นทิศทางสำหรับการพึ่งพาตัวเอง และถ้าหากสังคมกลายเป็นสังคมผู้สูงวัย แนวโน้มประชากรวัยทำงานที่ลดลงส่งผลต่อการปรับตัวของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ให้ขยายระยะเวลาทำงานของพนักงานยาวขึ้น นำไปสู่แนวโน้มที่เจนวายจะยังคงทำงานต่อหลังเกษียณ

ชีวิตที่พึ่งพาตัวเองและการทำงานที่เป็นอิสระ 

การทำงานในอนาคต 30 ปีข้างหน้าของชาว Generation Y อาจไม่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็นการทำงาน แต่มันอาจเปรียบเหมือนกิจกรรมหลังเกษียณอย่างหนึ่ง พวกเขาคงไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับงาน เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับงานที่มีอิสระ มากกว่าคำนึงถึงความมั่นคงของงาน พวกเขาต้องการทำงานน้อยลง ทั้งในชั่วโมงการทำงานต่อวัน และจำนวนวันทำงาน เมื่อเทียบกับการทำงานในปัจจุบัน งานประเภท non-office & non-full-time จึงเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตอิสระวัยเกษียณได้มากขึ้น โดยที่เจนวายสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือไปกับการเข้าสังคม และกิจกรรมต่างๆ ตามที่พวกเขาพอใจ

Play
เพิ่มเวลากิจกรรมเพื่อความสุขในชีวิตที่ยืนยาว

พวกเขามีความต้องการใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเกษียณไปกับกิจกรรมตามที่ต้องการทำ ร่วมกิจกรรมอาสา เพื่อค้นหาเป้าหมายในชีวิต รวมไปถึงการใช้เวลากับเพื่อนหรือครอบครัว ซึ่งมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะเพิ่มการใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น หรือออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น มีส่วนช่วยให้พวกเขามีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง

สอดคล้องกับอายุที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งมันคงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย ถ้าหากในเมืองมีการออกแบบและจัดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถเข้ามาพบเจอหรือใช้เวลาร่วมกัน คงสามารถลดความเป็น ‘เมืองเหงาวัยเกษียณ’ ลงไปได้ไม่น้อย

ภาพวิถีชีวิตและพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเพียงจิ๊กซอว์ส่วนหนึ่งของภาพรูปแบบการอยู่อาศัยในอนาคต ทั้งในระดับปัจเจกและภาพใหญ่ของสังคม ที่ถูกคาดการณ์บนพื้นฐานของประสบการณ์ หากแต่ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ซึ่งใช้เวลารวดเร็วเพียงแค่ทศวรรษหรืออาจสั้นกว่านั้น มนุษย์อาจจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต่างจากเดิม และสามารถตอบคำถามของความคาดการณ์ได้ต่างออกไป

การคาดการณ์ภาพความเป็นอยู่อนาคตของสังคมในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นความท้าทาย และด้วยโจทย์สำคัญของการเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด จึงเป็นเหมือนคำใบ้ที่สะกิดให้เราสามารถเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ในวันที่โลกอนาคตล้วนเต็มไปด้วยคำถาม เคยหาคำตอบให้ตัวเองหรือยังว่า ในอนาคต 30 ปีข้างหน้า คุณจะเห็นภาพตัวเองอาศัยอยู่ในที่แบบไหน

ลองจินตนาการภาพที่อยู่อาศัยที่คุณต้องการ ชีวิตที่คุณปรารถนา แล้วหาทางไปสู่การออกแบบที่อยู่อาศัย ที่จะเอื้อให้เราได้ Live Work Play ในอีก 30 ปีข้างหน้าไปด้วยกัน

Written By

เมื่ออายุใกล้ 50 และไร้ซึ่งเงินเก็บ

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup