x

 เนื้อเรื่องโดยย่อ
 
“ล่า” ละครหน้าจอทีวีที่กำลัง On air อยู่ในขณะนี้ เนื้อหาของละครเป็นเรื่องราวของสองแม่ลูกที่พบกับปัญหาครอบครัวและตกระกำลำบากไปอยู่ในดงชุมชนแวดล้อมที่มีแต่ภัยอาชญากรรม ต่อมา ทั้งสองคนก็ถูกรุมโทรมข่มขืน ทำร้ายร่างกายสาหัสปางตาย ความเจ็บปวดทางจิตใจลุกลามต่อไปจนแม้ภายหลังเกิดเหตุการณ์แล้วจากสังคมและกระบวนการยุติธรรมรอบด้าน ไม่ว่าจากการที่ต้องตกเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์โทรทัศน์ แม้แต่การสืบพยานในศาลเมื่อการฟ้องจำเลยที่กระทำผิดผู้เสียหายที่เป็นหญิงต้องเบิกความเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลต่อหน้าคนอื่นหลายคนต้องตอบคำถามทนายความจำเลยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในรายละเอียดของการข่มขืนซึ่งคำถามสร้างความเจ็บปวดซ้ำเติมจนตัวละคนในเรื่องพูดซักถามรายละเอียดจนเสมือนเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นกลางห้องพิจารณาอีกครั้ง และในที่สุดศาลก็ลงโทษจำเลยเพียงบางคน จำเลยที่ศาลยกฟ้องเพราะผู้เสียหายจำรายละเอียด ชื่อจำเลยไม่ได้บางคน ต่อมา ผู้เสียหายทนความเจ็บปวดอย่างอยุติธรรมไม่ได้เลยต้องหาทางล้างแค้นด้วยตนเองจึงเป็นที่มาของการ “ล่า” 
 
 
ละครกับความจริง
 
ก่อนอื่นผมอยากให้ผู้อ่านทุกคนต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือละครไม่ใช่เหตุการณ์จริง ไม่ได้สร้างขึ้นจากเรื่องจริง เท่าที่เห็นการถ่ายละครได้ทำขึ้นในศาล บนบัลลังก์และคอกพยาน สถานที่เหมือนในละครนั่นแหละ แต่ในความเป็นจริง คดีข่มขืนที่เป็นจริงนั้นอาจไม่ถึงขนาดที่นำเสนอในละคร การตั้งคำถามของทนายความจำเลยก็ไม่ได้ดึงอารมณ์หรือใช้เทคนิคหลอกล่อเหมือนกับละครและพนักงานอัยการ (โจทก์) มีสิทธิขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นการลับ พูดกันภาษาชาวบ้านคือ ในระหว่างที่มีการสืบพยานหรือถามคำถามนั้นก็จะแต่มีแต่พยาน ศาล อัยการ จำเลย และห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกหรือคนอื่นรับฟังการพิจารณา และในความเป็นจริง กฎหมายก็ไม่ได้บังคับให้ผู้เสียหายต้องไปทนฟังคำพูดตอกย้ำความเจ็บปวดจากคำถามของทนายความจำเลยทุกนัด
 
แต่ผมก็พอเข้าใจได้ว่าผู้ประพันธ์หรือผู้กำกับละครในเรื่องคงต้องการแสดงหรือดึงอารมณ์เห็นให้ผู้ชมได้เห็นหรือเข้าถึงความรู้สึกหรือความเจ็บปวดของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของหญิงที่ถูกข่มขืนจึงได้นำเสนอภาพการข่มขืนและทำร้ายความรู้สึกภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคำพูดของคนรอบด้านของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากการพิจารณาของศาล
 
ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่เป็นที่สนใจ คือ เรื่องการตัดสินยกฟ้องโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องการจำชื่อของจำเลย ศาลยกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าผู้เสียหายไม่สามารถจำชื่อจำเลยไม่ได้ น่าจะเป็นประเด็นที่ผู้ชมละครกล่าวขวัญกันมากที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง ในการเขียนคำพิพากษา ไม่มีทางที่ศาลจะยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริงเดียวว่าผู้เสียหายจำชื่อไม่ได้ (แต่ถ้าผู้เสียหายบอกว่าจดจำใบหน้าของจำเลยไม่ได้ก็เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณากันอีกเรื่องหนึ่ง) นอกจากนี้ ในความเป็นจริง การเตรียมคดีของพนักงานอัยการ พนักงานอัยการจะเตรียมพยานบุคคลและพยานหลักฐานจนเป็นที่แน่ชัดจนปราศจากข้อสงสัยที่สามารถยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติ ไม่มีทนายความหรือพนักงานอัยการคนไหนจะขึ้นพิจารณาสืบพยานโดยไม่มีพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานพิสูจน์ยันผู้กระทำความผิดอยู่ในมือ 
 
ส่วนผลคดีในศาลนั้น หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จำเลยทั้งเจ็ดน่าจะต้องถูกลงโทษทั้งหมด เพราะในเนื้อเรื่องผู้เสียหายเคยเห็นจำเลยทั้งเจ็ดมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว ฉะนั้น ตามที่กล่าวมา ถึงแม้ผมเห็นว่าละครผิดแผกแตกต่างไปจากความเป็นจริงก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าผมก็เข้าใจในมุมมองของว่าคณะผู้จัดทำละคร จำเป็นที่จะต้องดึงอารมณ์ให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมกับละครให้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม การนำเสนอละครเรื่องนี้อาจทำให้ผู้ชมบางกลุ่มที่เข้าถึงละครเกิดความสับสนและเข้าใจผิดในระบบของกระบวนยุติธรรมหรือเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม   
 
 
ดูละครเรื่องนี้แล้วได้อะไร
 
ผมเชื่อว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ ถ้าถามว่าละครเรื่องนี้ให้อะไรกับผู้ชมหรือให้แง่มุมแก่กระบวนการยุติธรรมบ้าง ผมก็คงต้องกล่าวว่าละครเรื่องนี้มีทั้งด้านบวกและด้านลบ หากผู้ชมละครคล้อยตามเนื้อหาของละครแล้ว ความศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมคงจะลดน้อยถอยลงต่อไป คงไม่ค่อยมีใครอยากทำหน้าที่เป็นพลเมืองเพราะไม่เชื่อมือตำรวจและเกรงกลัวภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองเหมือนอย่างในละคร เมื่อเห็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายหรือผู้เสียหายได้รับผลร้ายอย่างที่เห็นในละคร
 
อีกประการหนึ่ง คือ หากทุกคนหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมแล้วหันไปล่า หรือจ้างคนอื่นไปล่าแทนและเกิดผลกระทบต่อสังคมและกระบวนการยุติธรรม
 
อย่างไรก็ตาม ละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาบางประการภายในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมเห็นว่าควรได้รับการแก้ไข ยกตัวอย่างเรื่องของการคุ้มครองพยาน กระบวนการยุติธรรมของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพยาน เช่น พยานจะได้รับการคุ้มครองในการปกปิดข้อมูลความลับเรื่องที่อยู่ และรัฐบาลจะย้ายถิ่นที่อยู่ให้กับพยาน หรือเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ (Change of Identity) ให้กับพยาน เป็นต้น หรือ เรื่องของการนำวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม เช่น การตรวจสอบ DNA ก็น่าจะแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าส่วนนี้ควรที่จะนำมาเสริม แต่ในส่วนของบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม
 
จากประสบการณ์ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความจำเลยทุกคนและทุกฝ่ายล้วนพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ สรุปแล้วการดูละครเรื่องนี้ควรใช้วิจารณญาณในการชมและควรแยกแยะละครกับความเป็นจริง.... ท่านผู้ชมทั้งหลายก็อย่าให้ถึงขั้นเอาทุเรียนมาขว้างปาทนายความกันเลยนะครับ