Connect with us

Subscribe

Entertainment

Last night I saw you smiling เมื่อรอยยิ้มของเธอกลายเป็นความทรงจำของฉัน

เรื่อง : พวงสร้อย อักษรสว่าง

เราจดจำ ‘ความทรงจำ’ อย่างไร

ในฐานะของคนทำหนัง เราจดจำความทรงจำกันผ่านภาพยนตร์ ก่อนถ่ายทำมวลความรู้สึกถูกตีออกมาเป็นตัวอักษรก่อนจะเป็นภาพ บ้างใส่เสียงประหลาด บ้างตัดเสียงประโคม บ้างเร้าความรัก บ้างลดความจริง เราใช้เครื่องมือทางภาพยนตร์ทั้งหลายเพื่อสร้างภาพ เพื่อกักเก็บภาพ เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ ที่บางครั้งกลิ่นผิวอาจไม่ใช่แม้กระทั่งความทรงจำเก่า

บางความทรงจำถูกถ่ายทอด ถูกลดทอน ถูกใส่ไส้จนกลายเป็นเอนเตอร์เทนเมนท์ เป็นความบันเทิงของคนเมืองยามต้องตีตั๋วชมภาพยนตร์ หลายครั้งสารคดีกลายเป็นยาขมสำหรับคนทั่วไป แค่เพียงเพราะมันจั่วหัวว่า ความจริง คนเราไม่อยากจดจำความจริงหรอกหรือ บ้างบอกน่าเบื่อ บ้างบอกไม่รื่นเริง แต่เอาเข้าจริง ขั้นพื้นฐานของภาพยนตร์ คือ การบันทึก และนั่นเป็นเหตุผลที่บริสุทธิ์ที่สุดแล้ว

คาวิค เหนียง (Kavich Neang) เป็นนักทำหนังรุ่นใหม่จากกัมพูชา เป็นคนที่ใช้ชีวิตในตึกขาว หรือ White Building ในกรุงพนมเปญมาตั้งแต่เกิด เป็นลูกชายของศิลปินประติมากร เป็นนักเต้น และเป็นคนหนึ่งที่ใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการบันทึกบันทึกตึกขาวก่อนกลายเป็นผุยผงไว้ได้

ภาพยนตร์เรื่อง Last night I saw you smiling เป็นผลงานของคาวิคที่ถ่ายทำช่วงเวลาก่อนการโยกย้ายของครอบครัวเกือบ 500 ครัวเรือนรวมถึงบ้านของเขาเองในตึกขาว สถาปัตยกรรมเก่าแก่ในพนมเปญ ในอดีตผู้คนต้องโยกย้ายออกจากตึกขาวในช่วงเขมรแดง ก่อนรัฐบาลจะชวนให้พวกเขากลับมาอีกครั้ง และล่าสุด รัฐบาลก็เชิญพวกเขาออกจากตึกอีกครั้ง โดยไม่มีโอกาสให้ได้กลับ ‘บ้าน’ อีก

ภาพจากภาพยนตร์ Last night I saw you smiling

ไม่ว่าอำนาจจะอยู่ในมือใคร เรามีสิทธิและอำนาจในการเป็นเจ้าของสิ่งใดได้แท้จริงบ้างไหม กระทั่งความทรงจำของตัวเอง

การจดจำไม่ใช่ความสามารถเฉพาะบุคคล ใครๆ ก็จำ แต่มันเป็นวิถีส่วนตัว เครื่องบันทึกความทรงจำเป็นสิ่ง customized เมื่อคุณเป็นกวี คุณอาจมีปากกาหนึ่งด้าม กระดาษหนึ่งแผ่น เมื่อคุณเป็นช่างภาพ คุณมีกล้องหนึ่งตัว เมื่อคุณเป็นศิลปิน คุณใช้ศิลปะ เมื่อคุณเป็นวิศวะ คุณมีมาตรวัด แล้วหากเราไม่ใช่ศิลปิน อำนาจในการจดจำของเราอยู่ที่ใด ใช่รัฐที่ต้องมาเขียนประวัติศาสตร์ จดบันทึกให้เราหรือไม่ ไม่ การจดจำไม่ใช่ความสามารถเฉพาะบุคคล แต่ความทรงจำเป็นสมบัติส่วนบุคคล ก่อนจะไปถึงมือรัฐที่มากำหนดคุณค่าของความทรงจำเรา คงเป็นเราที่ต้องมีอำนาจในการบันทึกความทรงจำนั้นด้วยตัวเอง อาจจะด้วยตา และการครอบครองบางสิ่งบางอย่างเพียงแค่นั้น

และในขณะเดียวกัน ใครๆ ก็ลืม

และเพื่อที่จะไม่ลืม นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนในตึกขาวอยากจะถอนกลอนประตู อยากจะเก็บบานเกล็ดกระจก อยากจะรักษากรอบหน้าต่างเอาไว้ เผื่อไว้ให้ลูก เผื่อไว้ให้หลาน ว่านี่คือส่วนหนึ่งของบ้าน แม้เราจะครอบครองความเป็นบ้านของตึกขาวไม่ได้ ถ้ารัฐจะใช้คำว่าประวัติศาสตร์ นักวิชาการ สถาปนิกจะนิยามตึกขาวว่าสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า แต่ในวันที่มันถูกรื้อ ถูกไล่ ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยจดจำมันได้เพียงหลังคาที่เคยคุ้ม บ้านที่เคยนอน หมอนที่เคยหนุน  เพลงที่เคยร้อง มันมีค่าทางจิตใจ เพราะมันคือบ้าน ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่อย่างที่ใครๆ (ที่ไม่เคยอยู่) ได้ประกาศศักดาไว้

ภาพจากภาพยนตร์ Last night I saw you smiling

คาวิคจากบ้านมาไม่ไกลเพื่อมาพรีเมียร์ภาพยนตร์ของเขาในไทย ประเทศเพื่อนบ้านของเขา ประเทศของเรา ประเทศที่สถาปัตยกรรมหลายๆ แห่งๆ ชุมชนหลายๆ ที่ค่อยๆ ล้มหายตากจาก จะเพราะทุนนิยม เพราะธุรกิจ เพราะรัฐ หรือเพราะเหตุผลใดก็แล้วแต่ ประเทศที่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนจากคนไม่กี่กลุ่ม เรานั่งชมภาพยนตร์ Last night I saw you smiling จดจำรอยยิ้มผู้คนในภาพยนตร์ (ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวละคร เพราะเขายังมีลมหายใจหลังจากภาพยนตร์จบ) บ้างพยายามเงี่ยหูฟังว่ามีคำใดที่เราหยิบยืมกันใช้แล้วเข้าใจบ้างในภาษาเขมรและไทย แม้เราจะไม่เคยถูกไล่ให้ออกจากบ้านของตัวเองในเชิงรูปธรรมแต่ยามเทียบเคียงชีวิตกับเรื่องบางเรื่อง เราเองถูกขับไล่ลึกๆ อยู่บ่อยครั้ง เราเองจะแน่ใจได้อย่างไรว่าห้องนอนที่ยังอยู่ ผืนดืนที่เหยียบอยู่ มันจะเป็นของเราได้ตลอดไป หรือมันเป็นของของเราตั้งแต่ต้นหรือไม่

คาวิคไม่ได้พยายามจะดึงดันรื้อฟื้นฉุดรั้งความทรงจำให้สวยงาม แม้บางครั้งจะนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก ตึกขาวมีชื่อเสียงของทั้งศิลปิน และเหล้ายา เด็กๆ ต่างคุยโวดีใจยามเห็นพ่อเพื่อนที่อาศัยในตึกขาวร้องเพลงในทีวี เสียงเพลง กลิ่นละครรำ ละครร้องตลบอบอวลพอกับฝุ่นที่ค่อยๆ ทลายลง คาวิคบันทึกชีวิตของผู้คนในตึกขาวอย่างที่มันเป็น พ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องวันย้ายของ บางคนยังนั่งดูทีวี ผู้คนมองกล้อง ผู้คนเดินหลบกล้อง ผู้คนตั้งคำถามจะถ่ายซากปรักหักพังนี่ไปทำไม มันไม่สวยงาม คุณป้านั่งดูรูปตึกขาวในมือถือด้วยสายตาโล่งใจที่อย่างน้อยแม้ตึกขาวจะหายไปในวันข้างหน้า มันก็จะยังถูกบันทึกไว้ในมือถือนี้ ในไฟล์ดิจิตอลนี้ แม้สักวัน ลึกๆ คุณป้าอาจจะไม่ทันคิดว่าไฟล์นี้มันก็อาจจะหายไป…ในสักวัน พอกันกับฉากสุดท้ายที่กล้องถูกเคลื่อนสั่นไหวจากการทลายของตึก

ภาพถ่ายจากมือถือของคาวิคในช่วงบันทึกการถ่ายทำ

“…when you live there for so long, you feel like everything is a part of you so I think in the end when you know that your house is gonna be destroyed, you want to take everything even you don’t use it. You just keep the empty house exactly just stone but it’s everything…”

เมื่อคุณอยู่ที่หนึ่งที่ใดมานาน คุณรู้สึกว่าทุกอย่างตรงหน้ามันเป็นส่วนหนึ่งของคุณ และในวันหนึ่ง เมื่อคุณรู้ว่าบ้านของคุณกำลังจะถูกทำลาย สิ่งที่คุณทำได้คือการเก็บเอาทุกสิ่งอย่างไว้ให้หมดแม้สุดท้ายคุณจะไม่ได้ใช้มันก็ตาม คุณแค่เก็บเศษซากของบ้านที่ว่างเปล่า อาจเป็นเพียงแค่ก้อนหิน แต่มันก็คือทุกสิ่งสำหรับคุณ

ภาพถ่ายจากมือถือของคาวิคในช่วงบันทึกการถ่ายทำ

เราถามคาวิคถึงการที่พ่อของเขาหรือคนอื่นๆ ในตึกพยายามจะเก็บบานประตูบ้าง กรอบหน้าต่างบ้าง บางคนผัดวันประกันพรุ่งในการย้ายของ บางคนยังคงทำงานจนหยดสุดท้ายเพื่ออย่างน้อยก็จะได้เก็บเงินไปเช่าบ้านใหม่ โดยหวังพึ่งเงินชดเชยจากรัฐบาลไม่ได้มาก พวกเขามีหวังจากเงินนั่นพอๆ กับหมดหวัง บางคนยืนมองไม้กั้นพลันน้ำตาไหล ยืนมองบานประตูที่ว่างเปล่า อย่างที่บอก อย่างน้อยบานประตูก็ยังเป็นสัญลักษณ์ส่วนประกอบหนึ่งของบ้านที่เคยมี หากแต่จะพอดีกับบ้านใหม่ของพวกเขาหรือไม่ ไม่มีใครรู้…

บางคนบอกว่าหนังของผมเหมือนจดหมายรัก…

‘คุณร้องไห้ไหมตอนถ่ายทำ’ เราถามขึ้นเมื่อนึกถึงคำถามของเขาที่ถามพ่อตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร พ่อของเขาขอไม่ตอบ

“I don’t cry outside, but inside I cry. I don’t say cry but being sad, emotional like the first day I saw the building being destroyed, I felt very sad.”

ผมไม่ได้ร้องไห้ออกมา แต่มันร้องอยู่ข้างใน ผมไม่เรียกว่าร้อง แต่มันคือความเศร้า มันสั่นคลอนยามที่ผมเห็นตึกถูกทำลาย ผมรู้สึกเศร้ามาก

บทสนทนานำพาเราต่อไปเรื่องอื่น เราถามถึงอนาคตของที่อยู่อาศัย ตึกขาว ชาวบ้าน ค่อยๆ ลดจำนวนที่ถูกพูดถึงลงไป เรานั่งลงคั่นกลางด้วยเหล้าบ๊วย และทาโกะวาซาบิ ความเผ็ดทำให้บทสนทนาเงียบกันไปในหลายๆ ครั้ง คำถาม คำตอบอาจไม่ได้ต่อเนื่อง เราจดจำกันและกันผ่านภาพ เสียง ความรู้สึก ก่อนแยกย้ายจากกัน อวยพรให้โชคดี

ภาพยนตร์เรื่องต่อไปของคาวิคไม่ใช่สารคดี แต่เป็นเรื่องแต่งของกลุ่มวัยรุ่นที่ฉากหลังเป็นเรื่องของตึกขาว สำหรับเรา ความเป็นสารคดีหรือเรื่องแต่งมันเก่าเกินกว่าจะแบ่งแยกให้เป็นประเด็น สุดท้ายทุกอย่างมันคือการบันทึกของช่วงเวลาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของผู้กำกับ มันคือการเลียนแบบความทรงจำ อย่างที่บอกไป บ้างลดทอน บ้างเพิ่มสี ความทรงจำสำหรับเราเป็นสิ่งยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้ มันไม่ใช่ความจริง พอๆ กับเป็นความจริงมากๆ มันไม่ใช่เรื่องที่น่าโรแมนติกพอพูดถึงปากท้อง พอๆ กับเป็นจดหมายรัก มันเป็นความขมขื่น พอๆ กับความหวานหอม

ภาพจากภาพยนตร์ Last night I saw you smiling

ไม่ว่ามันจะถูกเติมแต่งขนาดไหน อย่างน้อยเรายังมีสิทธิในความทรงจำเพื่อบันทึกเรื่องของตัวเอง

คุณป้ายังคงเก็บรูปไฟล์ดิจิตอลไว้ในมือถือ คุณลุงเก็บบานประตูไว้ในบ้านใหม่แม้จะไม่ได้ใช้ คุณน้าจดจำเนื้อเพลงที่ร้องได้แม้วันนั้นเธอยังไม่มีบ้าน ไม่ว่ามันจะเป็นภาพยนตร์ กระดาษ สมุด กระดาษทิชชู่ หน้าหลังล็อตเตอรี่ ปูนปั้น บานประตู โต๊ะเรียน ฝาผนัง หลังประตูห้องน้ำ

เราต่างมีสิทธิจดจำและบันทึกรอยยิ้มของใครบางคน

มิใช่คนอื่นคนใดที่บันทึกประวัติศาสตร์ความเป็นบ้านโดยไม่ถามคนในบ้าน

ภาพถ่ายจากมือถือของคาวิคในช่วงบันทึกการถ่ายทำ

Written By

Damage joy of the JOKERs เราจะขำขันความขมขื่นของผู้อื่นได้ถึงขั้นไหน

Entertainment

Robert Frank ภาพถ่ายที่ไม่ได้มีแต่แง่งาม มีบาดแผล มีความสั่น มีความดิบ มีความเบลอ มีความเจ็บ มีความเศร้า และมีชีวิต

Life

บทสนทนาในสาทรซอยหนึ่งถึงชีวิต การเดิน และการนับ กับ อรวรรณ อรุณรักษ์

Interview

PARASITE : แด่ พรี ไวไพ (กรุณาอ่านแบบเกาหลี), หิน, น้ำท่วม และกลิ่นสาบปรสิต

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup