Connect with us

Subscribe

Entertainment

JOJO RABBIT เมื่อเด็กน้อย…
กล้าเถียง ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’

เรื่อง: เมเจอร์ ทอม

ข่าวดีที่มาพร้อมข่าวร้ายเมื่อ ‘Jojo Rabbit’ หนึ่งในบรรดาหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ประจำปี 2020 ได้เข้าฉายในประเทศไทยสักที ถือเป็นการปิดจ๊อบการดูหนังออสการ์ของหลายๆ คน แต่เข้าฉายได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ซึ่งทางภาครัฐออกคำสั่งปิดสถานที่ต่างๆ รวมถึงโรงภาพยนตร์ ทำให้คอหนังต้องพลาดโอกาสในการชม Jojo Rabbit ไปอย่างน่าเสียดาย

Jojo Rabbit ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Caging Skies ของ Christine Leunens ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายเสียดสีสังคม โดยเล่าเรื่องผ่านช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผลงานของกำกับฯ Taika Waititi ผู้เคยฝากผลงานไว้ใน Thor: Ragnarok (2017) แม้จะพลาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไป แต่ก็ยังสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ กลายเป็นหนังขวัญใจนักวิจารณ์แห่งปีที่ถูกพูดถึงอย่างมาก  

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกบังคับให้ฆ่ากระต่ายด้วยมือเปล่า เด็กชายจึงพบว่าจริงๆ แล้วจิตใจของเขานั้นอ่อนโยนเกินกว่าจะเป็นนาซีที่แข็งแกร่งดั่งที่รัฐคาดหวังได้ ที่ทำไปทุกอย่างนั้นก็เพียงเพื่อต้องการให้สังคมยอมรับและเข้ากับเพื่อนๆ ได้ก็เท่านั้น เมื่อโจโจ้รู้ดีว่าตัวเองไม่เหมือนกับเพื่อนส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน ทำให้เขาสร้างโลกจินตนาการขึ้นมา โดยในโลกใบนั้นมีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ ผู้นำกองทัพนาซีแห่งเยอรมนี

หลายครั้งที่โจโจ้สงสัยในการกระทำของผู้ใหญ่ แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นไปถามฮิตเลอร์ เพื่อนในจินตนาการของเขา จะสังเกตได้ว่าฮิตเลอร์คนนี้ไม่ได้มีภาพของการเป็นผู้นำที่ความโหดเหี้ยม แต่ออกจะบ้าบอและติ๊งต๊องสวนทางกับสิ่งที่เรารับรู้ เนื่องจากความไร้เดียงสาทางการเมืองทำให้โจโจ้สร้างภาพฮิตเลอร์ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยหยิบคาแรกเตอร์ของคนต่างๆ ที่เขาเจอในชีวิตประจำวันมาใส่ให้เพื่อนในจินตนาการคนนี้

โจโจ้ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นยุวชนนาซีที่ดีให้ได้ จนวันหนึ่งเขาบังเอิญพบ ‘เอลซ่า’ หญิงสาวชาวยิวที่แม่ของโจโจ้นำมาหลบซ่อนไว้ที่ห้องใต้หลังคาของบ้าน ด้วยความเป็นเด็กเขาไปแอบถามผู้ใหญ่คนอื่นๆ ว่าหากพบชาวยิวจะทำเช่นไร คำตอบที่ได้รับคือจะต้องฆ่าทิ้งทันที เพราะชาวยิวคือปีศาจ ไม่ใช้ชาวอารยันสายเลือดสูงส่งเช่นชาวเยอรมัน ยิ่งทำให้เด็กชายครุ่นคิดว่าหากทางการรู้เรื่องนี้เข้า แม่ของเขาคงจะไม่ปลอดภัยแน่ๆ สิ่งที่โจโจ้ทำได้คือการเฝ้าระวังสาวชาวยิวคนนี้อย่างใกล้ชิด

ทว่ายิ่งใช้เวลาคลุกคลีกับเอลซ่ามากเท่าไร โจโจ้ก็พบว่าชาวยิวไม่ใช่ปีศาจอย่างที่นาซีปลูกฝัง แต่เธอคือผู้หญิงธรรมดาที่น่ารักและเป็นมิตร แถมยังเป็นเพื่อนคุยคลายเหงาให้เขาในเวลาที่แม่ไม่อยู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นเพื่อนในชีวิตจริงที่เขาจับต้องได้ โจโจ้จึงเริ่มตั้งคำถามกับเพื่อนในจินตนาการอย่างฮิตเลอร์ ว่าวิ่งที่ฮิตเลอร์ปลูกฝังเขานั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และในทุกครั้งที่ชาวเยอรมันต้องกล่าวทักทายกันด้วยคำว่า “ไฮล์ฮิตเลอร์” นั้น คือสิ่งที่แสดงถึงการกดทับทางอำนาจที่พวกเขาต้องทำตามอย่างจำนนใช่หรือไม่

ต้องยอมรับว่าประเด็นต่างๆ ที่หนังนำเสนอนั้นมีความจริงจังและรุนแรงไม่น้อย แต่เมื่อถูกฉาบทับด้วยโทนภาพสีสวยๆ และกลิ่นอายความคอมเมดี้ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีลีลาในการเสียดสีประชดประชันที่ชวนติดตาม ทว่าในอีกแง่หนึ่งถึงไม่ได้นำเสนอด้วยภาพที่รุนแรง ก็ทำให้ผู้ชมสัมผัสความหดหู่อันเป็นผลจากสงครามได้ผ่านสายตาแห่งความไร้เดียงสาของเด็กผู้ชายคนนี้

ท้ายที่สุดหนังค่อยๆ ไล่ระดับให้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ เติบโตทางความคิด หลังผ่านเหตุการณ์โหดร้ายต่างๆ ในระหว่างการเกิดสงคราม แม้ยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจคำว่า ‘ละเมิดสิทธิมนุษยธรรม’ ที่พวกนาซีปฏิบัติต่อชาวยิว แต่โจโจ้ก็ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองผ่านความบอบบาง ความใสซื่อบริสุทธิ์ และจิตใจอันมีศีลธรรมของตัวเขา ขณะเดียวกันตัวของ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของชุดความคิดอันเป็นแบบแผนที่สังคมสั่งสอนกันมาว่าต้องปฏิบัติเช่นนั้น แต่ตัวของโจโจ้ก็คือเยาวชนที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจเก่า พร้อมตั้งคำถามต่อความไม่สมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถือว่า Jojo Rabbit คือหนังคุณภาพที่สอดแทรกประเด็นชวนขบคิดได้อย่างแยบยล น่าจะเป็นหนังที่ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จุกอยู่ไม่น้อย นอกจากที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือหนังได้นำเพลง “I Want To Hold Your Hand” ของวงดนตรี The Beatles มาใช้เป็นแทร็กประกอบภาพยนตร์ด้วย เพียงแต่นำเวอร์ชั่นภาษาเยอรมันมาใช้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศฉากหลังของประเทศเยอรมนีนั่นเอง

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup