Connect with us

Subscribe

Life

iPhone Evolutionary Dead-end – เมื่อวิวัฒนาการของไอโฟนหยุดชะงัก

เรื่อง : ธีร์ ธีรชัย

สิบปีก่อน iPhone เปิดประตูแห่งเทคโนโลยีบานใหม่ของความเป็นไปได้และเปลี่ยนโลกของมนุษย์ผู้ใช้งานหลายพันล้านคนบนโลกใบนี้ไปตลอดกาล – แต่ความจริงแสนโหดร้ายก็คือว่า Apple ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ทุกปีและตอนนี้สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่ากล้องสามตาก็คือพวกเขามาถึงทางตันของวิวัฒนาการซะแล้ว

กลายเป็นเรื่องที่ “ซ้ำซาก” ไปซะแล้วสำหรับงานอีเวนท์เปิดตัว iPhone ประจำปีของ Apple จำไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่ตื่นเต้นอดหลับอดนอนเพื่อรอดูคือเมื่อไหร่ทุกๆ ปีเราก็จะเจอเรื่องเดิมหลายๆ อย่างที่เคยได้ยินมาแล้วเมื่อปีก่อนปีก่อนหน้าและปีก่อนนู้น – โปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้นกล้องที่ดีขึ้น (ปีนี้จำนวนมากขึ้นด้วย) สีใหม่ ซอฟแวร์อัพเดท และฟีเจอร์เล็กๆน้อยๆ …

แน่นอนว่าทุกปีเราก็จะเห็นคนออกมาบ่น (เหมือนผมนี่แหละ) ว่างานอีเวนท์เปิดตัว iPhone นั้นน่าเบื่อไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามไม่มีการเปิดตัวอะไรที่เซอไพรส์เลย (ปีนี้อุตส่าห์มีความหวังว่าจะได้เห็น AR glasses เท่ๆ สักอันแต่ก็สุดท้ายก็ไม่มี ‘one more thing’) ไม่ใช้วัสดุที่แตกต่างไปจากเดิม (คาดหวังกันไปถึงคาร์บอนไฟเบอร์) หรือมีเทคโนโลยีสร้างภาพฮอโลแกรมอย่างที่เห็นในสตาร์เทรค

แต่ประเด็นมันไม่ใช่ตรงนั้นถ้ามีคนเอาปืนมาจ่อหัวแล้วบังคับให้บอกว่าอีเวนท์เปิดตัว iPhone ตัวไหนที่รู้สึกว่าตื่นเต้นครั้งสุดท้าย? น่าจะตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2014 ที่เปิดตัว iPhone 6 ที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้นเพื่อแข่งกับเจ้าอื่นๆ ในตลาดนั่นแหละ ตอนนั้นยอดขายของ iPhone เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก (จาก 169 ล้านเครื่องในปี 2014 ไปเป็น 231 ล้านเครื่องในปี 2015 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 37%) ซึ่งหลังจากนั้นมาก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย

ความจริงก็คือมันแทบไม่มีอะไรใหม่ให้พูดถึงเกี่ยวกับ iPhone เลยและการที่เราเห็น (หรืออ่าน) เหล่านักรีวิวทุกช่องทางพยายามงัดกลยุทธทุกอย่างเพื่อทำคอนเทนท์เกี่ยวกับตัว iPhone ที่ออกมาใหม่ในแต่ละปีนั้นก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างปวดใจคือแพทเทิร์นมันก็แบบเดิม benchmarks ดีขึ้นกล้องดีขึ้นถ่ายรูปกลางคืนได้สวยขึ้นแบตเตอรี่อึดขึ้น… วนแบบนี้ซ้ำๆเพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอีกต่อไปที่เราเห็นหลายๆคนใช้ iPhone ที่อายุมากกว่า 2-3 ปีขึ้นไปด้วยซ้ำ

จำเมื่อห้าสิบปีก่อนได้ไหมที่ยานอวกาศ Apollo 11 ลงจอดบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเราตื่นเต้นกับมันมากเอามนุษย์ไปดวงจันทร์แล้วกลับมาเลยนะเว้ย! แต่หลังจากนั้นที่ยานอวกาศลงจอดที่ดวงจันทร์มันก็ตื่นเต้นแหละแต่ก็น้อยลงๆ เรื่อยๆ เพราะเราก็แค่กลับไปดวงจันทร์เหมือนทุกครั้งการเปิดตัว iPhone ในปี 2007 นั่นแหละมันเป็นก้าวสำคัญที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงความกล้าหาญเผชิญหน้ากับความเป็นไปไม่ได้แต่สุดท้ายมันก็สำเร็จและได้เปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อโทรศัพท์ในมือไปตลอดกาลหน้าจอสัมผัสที่ใช้นิ้วเพื่อสั่งงานนั้นเปรียบดั่งพรจากสวรรค์เลยทีเดียว แม้ว่าตอนนั้น Steve Jobs ต้องโน้มน้าวผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่อึดห้าวันมาเหลือวันเดียวจะเป็นเรื่องยากก็ตามแต่มันเป็นความเสี่ยงที่ต้องทำเหมือนกับตอนที่ยานอวกาศ Apollo 11 ลงจอดบนดวงจันทร์ได้นั้นแหละ

แต่มันก็ยากที่จะแยกแยะระหว่าง Apollo 12 และ Apollo 15 เหมือนกับที่ยากจะแยกแยะ iPhone 7, iPhone 8 แม้แต่ iPhone XR หรือ iPhone 11 (คือนอกจากที่ไม่มีปุ่มHome และใช้ Face ID นอกนั้นก็ยังเป็น iPhone ที่คุ้นเคย) ซึ่งถ้าจะให้เท่าเทียมแล้วมองไปอีกด้านอย่าง Samsung เราก็แทบจะเห็นแนวทางเดียวที่เหมือนๆ กัน S7, S8 … S10 มันก็แทบจะเหมือนกันทุกอย่างมีอัพเกรดนิดๆ หน่อยๆ

มันเหมือนกับโปรเจคของ Apollo นั่นแหละที่ติดแหง็กอยู่กับที่เทคโนโลยีที่จะสร้างฐานบนดวงจันทร์หรือส่งมนุษย์ไปดาวอังคารยังมาไม่ถึง เหมือนกับสมาร์ทโฟนที่เราไม่สามารถไปไหนได้เพราะเทคโนโลยีมีอยู่แค่นี้เรากำลังอยู่ในจุดที่เทคโนโลยีหยุดชะงักและตันไปหมดจึงทำให้การพัฒนา iPhone นั้นติดอยู่กับที่ด้วยเช่นกัน

ช่วงก่อนมี iPhone เราก็ติดอยู่ในวงจรแบบเดียวกันนี้เหมือน PCs หรือ Game Consoles ที่เมื่อมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานทุกอย่างๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาก็เป็นเพียงอัพเกรดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แน่นอนว่าเราเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอย่างเช่น ฮาร์ดไดร์ฟจากที่หมุนติ้วๆ กลายเป็น SSD หรืออย่างหูฟังที่ตอนนี้ก็กลายเป็นไร้สายกันแทบทั้งนั้นกล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่ทุกหัวมุมถนน หรืออย่าง smart speakers ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแต่บริษัทเหล่านี้เอาเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยมากกว่า

แล้วเราจะออกจากการหยุดชะงักแบบนี้ได้ไหม?

คำตอบคือ ได้แหละ

แต่อาจจะไม่ใช่เร็วๆ นี้

ลองคิดถึงเรื่องนี้จากอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “วิวัฒนาการ” ก็ได้นักชีววิทยาหลายคนที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้เชื่อว่าสปีซี่ส์ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่เป็นการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็วและตามมาด้วยช่วงเวลาที่เงียบสงบทฤษฎีการเว้นวรรคของดุลภาพ (punctuated equilibrium) นั้นบอกว่าถ้าไม่มีแรงกดดันจากภายนอกให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสิ่งมีชีวิตก็จะไม่เปลี่ยนแปลง มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อมีแรงกดดันจากภายนอก เช่น อุกาบาตตกใส่โลก หรือมีโอกาสใหม่ เช่น ออกซิเจนในอากาศ สิ่งมีชีวิตก็จะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เพราะฉะนั้นตัวผลักดันจะมาจากภายนอก ซึ่งถ้ากลับไปพูดถึงสมาร์ทโฟนตอนนี้มันก็เป็นอะไรไม่ได้มากกว่าสมาร์ทโฟนนั่นแหละ

เรากำลังอยู่ในจุดที่เทคโนโลยีกำลังชะงักต้องรอโอกาสจากภายนอกที่จะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง (ลองคิดว่ามีเทคโนโลยีชนิดใหม่ที่ทำให้แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนสามารถอยู่ได้สองอาทิตย์เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอน) แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นพอใจในส่ิงที่มีดูหน้าจอเดิมๆ ไปกล้องดีกว่าเดิมอีกหน่อยแบตฯ อึดกว่าเดิมอีกนิด บางทีเราอาจจะเห็นแว่นตา AR ปีหน้า วันหนึ่งเราอาจจะหลุดพ้นจากจุดที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้

Avatar
Written By

NEW NORMAL OF DIGITAL TRANSFORMATION

Interview

หลากหลายอุปกรณ์เพื่อคนสายเทคโนโลยี

Gadget

วิกฤติคนตกงาน
กับ ปากีสถานโมเดล!! เมื่อรัฐจ้าง
คนตกงานช่วงโควิด-19 ปลูกต้นไม้หมื่นล้านต้น

Vision

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Advertisement
Connect
Newsletter Signup