Connect with us

Subscribe

Life

ติสต์แตกได้ ถ้าติสต์เป็น

…มีเพื่อนโรงเรียนเก่าอยู่คนหนึ่งวันนึงเจอกันแล้วคุยผมถามเขาว่ามึงเรียนอยู่คณะอะไรมันบอก ’ถาปัตย์ผมเลยแซวมันว่า ‘ติสต์’ โดยตัวเองก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าติสต์น่ะความหมายที่แท้จริงคืออะไรตอนนั้นแค่คิดว่ามันแปลว่าเด็กหัวศิลป์เป็นอิสระ

เรื่อง: Mr.Darcy

มีเพื่อนโรงเรียนเก่าอยู่คนหนึ่งวันนึงเจอกันแล้วคุยผมถามเขาว่ามึงเรียนอยู่คณะอะไรมันบอกถาปัตย์ผมเลยแซวมันว่าติสต์โดยตัวเองก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าติสต์น่ะความหมายที่แท้จริงคืออะไรตอนนั้นแค่คิดว่ามันแปลว่าเด็กหัวศิลป์เป็นอิสระ 

เราว่าเราก็ติสต์นะอารมณ์มันจะมาก่อนเหตุผลก่อนทุกอย่างออกแนวศิลปิน  ชอบสื่ออารมณ์ออกมาทางการกระทำ

อธิบายไม่ได้อ่ะเพราะเมื่อไหร่ที่อารมณ์ติสต์กำเริบมันจะหาเหตุผลไม่ได้เลย

เอาละใครจะนิยามและเชื่อว่าอารมณ์ติสต์เป็นยังไงก็ตามแต่ในที่นี้ GM ให้คำจำกัดความติสต์แทนลักษณะนิสัยหลายรูปแบบของคนจำพวกโลกส่วนตัวสูง’  ชอบทำอะไรแปลกแยกจากชาวบ้านเช่นคนที่มีพฤติกรรมไม่แคร์สายตาคนรอบข้างไม่สนใจใครเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือหนักไปกว่านั้นอาจชอบทำตัวขวางโลกด้วยในบางคราว  

            แต่ไม่ว่าคุณจะติสต์มากหรือติสต์น้อย ควรระวังไว้ว่า อย่าเอาคำว่า ‘ผมเป็นคนติสต์’ มาสร้างสิทธิพิเศษท่ามกลางคนหมู่มาก เพราะมันอาจไม่ ‘ใจใจ’ สักเท่าไร

 ‘คนติสต์’ มักถูกวางไว้เป็นคนประเภทที่มีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการล้ำเลิศ (แบบคนอื่นเข้าไม่ถึง)  สันโดษ รักอิสระ ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ประการหลังนี่่เป็นข้อควรระวัง เพราะอาจบ่งบอกว่าพวกเขาไม่มีความอดทน จู่ๆ นึกอยากปลีกตัวออกไปจากสถานการณ์ดื้อๆ  ใครเล่าห้ามได้

เรามักได้ยินคำว่า ‘ติสต์แตก’ กันในทุกวงการและสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพนักแสดง หรือศิลปินแขนงต่างๆ อย่างร็อกเกอร์สตาร์ติสต์แตกไลฟ์สดข้ามวันข้ามคืนเคียงข้างหมาปั๊กนั่นปะไร 

ย้อนกลับมามองที่ตัวเราเองบ้าง หากคุณไม่ใช่ศิลปินท่ามกลางสปอตไลต์ แต่เป็นเพียงพนักงานออฟฟิศที่มีโลกส่วนตัวสูง (Introvert) จนได้รับฉายาว่าเป็นคนอารมณ์ติสต์ ซึ่งคงไม่เป็นอะไรเลย หากความติสต์มันไม่แตกจนทำชาวบ้านเขาเดือดร้อน

อะแฮ่ม! งั้นลองทำแบบสำรวจตัวเองดูก่อน ว่าคุณเองจัดหมู่อยู่ในประเภท ‘ติสต์’ กะเขามั้ย?

1 หากคุณสามารถพูดคุยกับพะยูนได้ คุณจะถามอะไรมัน
A ในน้ำหนาวมากไหม ?
B กูคุยกับมึงได้ไงเนี่ย ?

2 ถ้าวันนึงคุณพบว่าอาหารที่ชอบเป็นต้นเหตุของสิว คุณอยากโพสต์สเตตัสว่าอะไร
A ไม่โพสต์ ไลฟ์สดแม่-งเลย
B สิวขึ้น

3 คุณเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว เมื่อเสร็จ เปิดประตูออกมาพบว่าตัวเองดันไปโผล่อยู่อีกประเทศหนึ่ง อยากโผล่ไปประเทศไหน
A สารขันธ์
B เกาหลีใต้

4 วันหนึ่งคุณได้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หาทางออกจากเซเว่นฯ ไม่เจอ เขาอยากตอบแทนคุณด้วยการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ให้ คุณจะเลือก
A ขอเปลี่ยนเป็นสแตมป์เซเว่นฯ แทนได้ไหม
B สบู่

5 แฟนคนต่อไปของคุณจะมีลักษณะแบบไหน
A ชอบยิ้มให้หมาแมว
B เหมือนแฟนเก่า

**เฉลย: ถ้าตอบ A มากกว่า B คุณมันก็ติสต์เลยคนหนึ่ง**

ติสต์ก็ติสต์วะ…คนติสต์ก็แค่มีวิธีคิดและปฏิบัติตัวในบางคราวไม่เหมือนกับคนอื่น แต่ว่ายังอยู่และร่วมงานกับใครก็ได้ แถมราบรื่น เพียงแค่ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ติสต์ และหมั่นพัฒนาตัวเองในเรื่องต่อไปนี้…

1. ฝึกฝน (Practice)

วลีที่ว่า Practice makes perfect ยังใช้ได้กับงานทุกประเภทและใช้ได้ดีเสมอมา ครั้งหนึ่ง Susan Cain นักพูดที่ได้รับความนิยมจาก Ted Talk ยอมรับว่าตัวเธอเป็นคน Introvert และเขียนเรื่อง Quiet Revolution: Unlock the Power of Introverts สารภาพว่า การต้องพูดต่อหน้าผู้คนทำให้เธอกังวลจนอยากจะอาเจียนออกมาเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงควรฝึกและเขียนสิ่งที่ต้องการพูด และเมื่อคุณรู้สึกกระวนกระวายใจ ให้พยายามรู้เท่าทันและฝึกมันบ่อยขึ้นอีก เพื่อให้ตัวเองมีความมั่นใจ ฝึกมาก ฝึกบ่อย เท่าที่ต้องการ ไหว้วานเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัวมานั่งฟังคุณพูดด้วยยิ่งดี–เธอว่างั้น

2. หาข้อมูลเชิงลึก (Insights)

หันมาสนใจคนรอบข้างสักนิด โดยเฉพาะคนที่คุณต้องทำงานร่วมกับเขา ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับงานของเขา หรือทำความเข้าใจเขาอย่างลึกซึ้ง  เพื่อช่วยให้ตัวคุณสามารถเห็นภาพหรือสถานการณ์โดยรวมได้ (จุดนี้แหละที่คุณสามารถใช้ความติสต์ คิดเป็นภาพออกมาอย่างง่ายดาย) 

ที่สำคัญให้คุณย้อนกลับไปยังข้อ 1 การฝึกฝนก่อนจะทำงานร่วมกับพวกเขา นั้นช่วยให้คุณสามารถรวบรวมความคิดและสิ่งที่อยากพูดในระหว่างการสนทนา เหมือนได้ ทำการบ้านมาก่อน คุณจึงคาดเดาง่ายขึ้นว่าอาจมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นได้ในอนาคต และสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ดี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3. ติดตามงาน (Follow Up)

สิ่งหนึ่งที่คนมีโลกส่วนตัวสูงมักคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือ คุณมักนึกขึ้นมาได้ในภายหลังว่าลืมพูดบางสิ่งบางอย่างหลังจากการสนทนาหรือการทำงานสิ้นสุดลงในวันนั้น (บังเอิญว่าภาพปรากฏในหัวขึ้นมากะทันหัน) หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ อย่าลังเลที่จะส่งอีเมลหรือฝากข้อความไว้ในไลน์ก็ได้

ในฐานะเป็นคนโลกส่วนตัวสูง พูดไม่เก่ง การเขียนอีเมลตามไปชี้แจง อาจทำให้คุณอธิบายภาพในหัวออกมาเป็นตัวอักษรได้ชัดเจนมากขึ้น 

4. เป็นคนใส่ใจ (Pay Attention)

ข้อดีของคนเก็บตัว คือเป็นคนค่อนข้างนึกถึงความรู้สึกและถนอมน้ำใจผู้อื่นมากกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ชอบเข้าสังคม (Extrovert) ดังนั้น จงใช้ข้อดี (แม้ตัวคุณเองไม่รู้ตัวก็ตาม) สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงาน 

แน่นอน, คนโลกส่วนตัวสูงชอบทำงานเงียบๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่อาจหลีกเลี่ยงการประชุม การปรึกษาหารือ หรือการพูดคุยกับคนอื่นได้ ดังนั้น จงเสนอตัวรับงานที่ตนเองถนัด  และทำงานนั้นให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ไม่ควรเป็นงานที่ดูง่ายหรือสบายกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ 

5. หยุดพักเพื่อตั้งสติ (Take a Break)

จงหาเวลาให้ตัวเอง เพราะคนโลกส่วนตัวสูงจะรู้สึกเบื่อหน่ายง่ายหลังจากการพบปะผู้คนหรือการนำเสนองานในที่ประชุมกับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกับประเด็นส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่งานของคุณ

ก่อนที่อารมณ์จะกระเจิดกระเจิงไปกว่านี้  ควรหาช่วงพักเบรกสำหรับตัวเองเพื่อช่วยให้จิตใจกลับมาสู่จุดโฟกัสกับงานได้อีกครั้ง เช่น ก่อนหรือหลังการประชุม คุณอาจหาพื้นที่เงียบๆ ในออฟฟิศ หรือเดินไปรอบๆ ตึกคนเดียว นั่งพักดื่มกาแฟสักแก้ว ฟังเพลงโปรดก็เข้าท่า 

GM เชื่อว่า คนเรามักจะมีเพลงโปรดในลิสต์ฟัง เพื่อจุดพลังให้ตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีหรือร้ายก็ตาม 

สุดท้ายเคล็ดลับเหล่านี้แหละจะทำให้คนอารมณ์ติสต์สามารถทำงานลุล่วงอย่างง่ายดายลองทำดูทีละนิดแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่บอกไว้ข้างต้นคนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามหากหมั่นฝึกฝนจนเป็นนิสัยจะสามารถทำงานได้ทุกประเภท 

แม้ในยามติสต์แตกก็เหอะ

Written By

‘งานไม่พอดี’ หรือ ‘คนไม่ดีพอ’

Life

ผู้หญิง ผู้นำ

Vision

เป็นโสดหรือแต่งงานดี?
ถ้าหาคู่ชีวิตที่ดีไม่ได้ …ก็จงอยู่เป็นโสดเถอะ

Life

เมื่อ ‘ชนชั้นปรสิต’ บุกออสการ์…ยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup