สำหรับนักฟังเพลงที่หงอยเหงาหลังยุคซบเซาของธุรกิจดนตรีที่ทำให้ค่ายใหญ่ต้องพับการผลิตชิ้นงานไปเป็นแถบ ๆ แต่วิกฤตด้านธุรกิจก็เป็นโอกาสทางดนตรีของคนจำนวนมากที่หันมาใช้เครื่องมือและช่องทางใหม่ๆจนเกิดอีกหนึ่งชุมชนดนตรีที่ก่อร่างสร้างตัวอย่างแข็งแกร่งจนอาจบอกได้ว่ายุคนี้เป็นยุครุ่งอรุณของฮิปฮอปอิสระ(ใต้ดิน)ก็ว่าได้ 
 
ศิลปินฮิปฮอป/แร็ปเปอร์ไทยจำนวนมากโลดแล่นในโลกออนไลน์เสมือนพื้นที่ที่เคยเรียกกันว่าใต้ดิน แต่น่าสนใจว่า "พื้นที่ใต้ดิน" ในทางกายภาพของยุคดิจิทัลกลับเป็นพื้นที่เดียวกันกับที่ศิลปินกระแสหลักใช้เผยแพร่งานไปแล้ว นั่นทำให้ "ศิลปิน" ที่เคยถูกเรียกว่า "ใต้ดิน" ผงาดขึ้นมายืนหยัดได้มากมายโดยเฉพาะกลุ่มฮิปฮอปไร้สังกัด 
 
กลุ่มศิลปินที่ก้าวขาออกเพื่อตั้งหลักยืนหยัดในโลกดิจิทัลกระจายไปทั่วโลกไซเบอร์ ภายหลังอิทธิพลจากรายการแร็ปแบตเทิลที่โด่งดังในชุมชนออนไลน์ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาอย่าง Rap is Now แพร่กระจายถึงผู้สนใจจนสร้างฐานชุมชนหลักล้านขึ้นมาได้ แร็ปเปอร์ที่ผ่านมเวทีนี้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีพื้นที่และฐานแฟนสำหรับสร้างอาชีพศิลปินได้

กลุ่มแร็ปเปอร์ที่กำลังสร้างตัวตนและถิ่นฐานมีชื่อ RIVER RHYME รวมอยู่ด้วย พวกเขาคือกลุ่มแร็ปเปอร์ที่จัดจ้านซึ่งผ่านเวที Rap is Now มา การรวมตัวของนักแร็ปฝีปากกล้าอย่าง แชมป์ (ไมยราพ "MAIYARAP"), ต็อป (แบล็คชีพ "BLACKSHEEPRR") และ จอห์น ("JOHN") เป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตาม ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังตัวตนของก๊วนนี้มีเรื่องราวน่าสนใจ ทั้งแง่การใช้ชีวิต การทำงาน และแนวคิดต่อเรื่องพาณิชย์ศิลป์

พวกเขาจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษ
 
นิยามตัวเองให้กับแฟนที่เพิ่งรู้จักกับ RIVER RHYME หน่อยครับ ว่า RIVER RHYME คืออะไร
 
ต็อป : RIVER RHYME ตามชื่อ พวกผมมองว่าตัวเองเป็นน้ำ River คือแม่น้ำ Rhyme คือกลอน เราอยากจะเอากลอนของเรา หรือเรียกว่าแร็ปก็ได้ เอาแร็ปไปอยู่ในทุกแนวเพลงที่เราคิดว่าเราอยากจะทำมัน เราไม่ปิดกั้นไม่ว่าจะลูกทุ่ง ลูกกรุง ถ้าเราสามารถเอาเพลงไปใส่ในพวกนั้นได้ เอาแร็ปไปใส่ในเพลงพวกนั้นได้ เราก็มองว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เราอยากทำ 
 
RIVER RHYME คือ ไม่ปิดกั้นต้วเอง เราไม่ได้เป็นแร็ปเปอร์ ไม่ได้เป็นฮิปฮอปจ๋าขนาดนั้น เราเป็นแค่คนไทยคนหนึ่งที่อยากเอาแร็ปเข้าสู่หูชาวนา หรือแม้กระทั่งยาม อยากให้ทุก ๆ คนฟังแร็ปแล้วรู้สึกว่ามันคือเพลงแนวหนึ่ง ไม่ใช่แค่สิ่งที่เด็กฟังแล้วอู้วว้าว
 
จอห์น : ไม่ใช่แค่ โย่ว ๆ 
 
แชมป์ : เปรียบเทียบใหม่เห็นภาพก็เหมือนน้ำในขวด กลิ้งไปทางไหนก็ไหลไปทางนั้น ประมาณนั้น
 
ลองพูดถึงจุดเริ่มต้นของแต่ละคนครับว่า เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาแร็ปได้อย่างไร เห็นบางคนบอกว่าที่บ้านเป็นลิเก ลองพูดถึงเบื้องหลังของแต่ละคนครับ
 
จอห์น : ถ้าเอาตามไทม์ไลน์ชีวิต พวกเราสามคนเหมือนกับผ่านอะไรที่แทบจะไม่เกี่ยวกับฮิปฮอป ไม่เกี่ยวกับแร็ปมาเลยนะครับ ในช่วงชีวิตตอนเด็ก ๆ แบบของผม ผมก็จะโตมากับนักร้องลูกทุ่ง เริ่มมารู้จักกับเพลงแร็ป จริง ๆ รู้จักกับเพลงแร็ปมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่เริ่มมาทำจริง ๆ จัง ๆ ตอนอายุประมาณ 16-17 แล้วก็มาได้รู้จักกับ ต็อป BLACKSHEEPRR ก็เลยได้มาอยู่ด้วยกันครับ
 
ต็อป : เร็วดีนะ ของคุณเล่าเร็วมากเลย ผมว่าแร็ปเปอร์ไทยส่วนน้อยมากที่จะโตมากับเพลง Tupac และ Biggie Smalls (The Notorious B.I.G.)  ที่เป็นตำนานแร็ปจริง ๆ เนอะ อย่างผมก็เกิดมากับอัลบั้มคาราบาว อัลบั้มลุงขี้เมาอะไรอย่างนี้ เกิดมากับ CCR (Creedence Clearwater Revival) เพลง Have You Ever Seen The Rain อะไรอย่างนี้ 
 
ผมก็ยังงงตัวเองว่าผมมาเป็นแร็ปได้ไง (หัวเราะ) แต่มันมีจุดเปลี่ยนคือ วันหนึ่งผมได้ไปฟัง Thaitanium ชื่อคอนเสิร์ตว่า Uncencored Live คือในนี้ไม่มีคำว่าเซนเซอร์เลย ทุกคำเป็นคำหยาบแบบว่า คำนั้นก็คือคำนั้น บิดา-มารดาก็มาเต็ม เราก็รู้สึกว่า มันทำให้เรารู้สึกอิสระ เราเลยรู้ว่าไม่อยากปิดกั้นตัวเองด้วยการไปร้องเมโลดี้ชัด ๆ ผมเลยคิดว่าอยากทำเป็นแร็ปมากกว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นที่อยากจะร้องแร็ปขึ้นมา
 
แชมป์ : ของผมก็จะโตมากับครอบครัวที่เป็นลิเกแล้วก็เป็นลูกทุ่งด้วย ก็จะได้ความคิดแปลก ๆ ก็คือมาจากพ่อ อย่างเช่น พ่อเขาก็จะอะแดปดนตรีอย่างเช่นกีตาร์กับกลองชุด เอาระนาด-ตะโพนเอย ก็จะได้ความคิดแปลก ๆ มาจากตรงนั้น แต่จุดเริ่มต้นที่ฟังแร็ปก็คือ เป็นคนชอบดูหนังแล้วได้ฟังเพลงจังหวะแบบนี้จาก Fast and Furious อะไรแบบนี้ก็เลยอยากรู้ว่ามันเป็นดนตรีประเภทไหน ก็เลยหาฟังดู เลยรู้ว่ามันเป็นฮิปฮอป เป็นแนวแร็ป ก็เลยได้มาแร็ปแล้วมาเจอพี่เขา
 
ส่วนใหญ่ที่เราเห็นกลุ่มแร็ปเปอร์ กระแสช่วงหลังก็เป็นกลุ่มแร็ปเปอร์อิสระที่ค่อนข้างจะมีสไตล์เพลงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แล้วเอกลักษณ์ของ RIVER RHYME คืออะไรบ้าง จุดเด่นที่ทำให้เราเป็นแร็ปเปอร์ที่แตกต่าง
 
ต็อป : จุดเด่นที่ผมรู้สึกครั้งแรกคือ เมื่อก่อนวงการฮิปฮอป หรือวงการใต้ดินเขาจะมองว่าเป็นแร็ปเปอร์ห้ามร้อง ห้ามมีลูกคอในเพลง จะมีบทกลอนที่ฝังอยู่ทุกเพลงว่า ขอหยาบนิดนึงนะครับว่า “กูเป็นแร็ปเปอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องมีลูกคอ ไม่จำเป็นต้องเอื้อน” อะไรแบบนี้ คือผมก็มองว่าถ้าเปิดอย่างนั้นก็เหมือนกับเรากำลังแช่แข็งคำว่าฮิปฮอปมากเกินไปหรือเปล่า 
 
แชมป์ : แล้วในยุคนั้นมันก็กฎหลายอย่างมาก แบบว่าถ้าแหกมานิดนึงคุณเป็นป๊อป
 
ต็อป : คุณเป็นป๊อปก็คุณไม่ใช่แร็ป คุณไม่ใช่แร็ปเปอร์
 
จอห์น : "มึงไม่ใช่โอลด์สคูล" จะมีคำเรียกแบบนี้อยู่
 
ต็อป : ยิ่ง MAIYARAP เป็นคนแบบลิเกอ่ะ คือเขาเกิดมากับลูกคอ ผมก็เลยบอกว่าถ้าเกิดจุดเด่นของ RIVER RHYME คืออะไร จุดเด่นของเราคือเราไม่สนใจ
 
จอห์น : เราคือป๊อป-แร็ปโว้ย
 
ต็อป : อืม..เราคือป๊อปแร็ปเลยตรง ๆ มันก็คงเป็นเราจริง ๆ 
 
แชมป์ : เป็นทางเลือกคืออยากจะร้องก็ร้อง อยากจะแร็ปก็แร็ป
 
ต็อป : บางเพลงก็อาจจะร้องไปเลย แต่ก็อาจจะเป็นเนื้อแร็ป
 
จุดเด่นที่ทำให้เรากล้าออกนอกกรอบที่บีบแร็ปในยุคหนึ่งมาไว้ ส่วนหนึ่งมาจากนิสัยบุคลิกเฉพาะตัวหรือเปล่าที่ว่า เราอยากทำเราก็ต้องทำในขณะที่ที่บ้านก็จะไม่ค่อยสนับสนุนแร็ปด้วย ตรงนี้เป็นนิสัยเฉพาะตัวของแต่ละคนด้วยหรือเปล่าครับ
 
ต็อป : สำหรับผมใช่ เพราะที่บ้านเขาฟังผมไม่รู้เรื่อง ผมแร็ปอะไรเขาฟังผมไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยคิดว่าแบบอยากจะทำให้ไม่ว่าพี่สาวหรือว่าแม่ฟังแล้วเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำมันคือเพลงนะไม่ใช่เรามาบ่น ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องแร็ปใน ฮุคและใน Verse ผมอาจจะเอาฮุคมาเป็นร้อง ใน Verse มีร้องด้วยนิดหน่อยคืออาจจะมีแร็ปเป็นเมโลดี้อะไรบ้าง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเพลง RIVER RHYME ไม่อยากให้แค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ชอบแร็ปเลยต้องแร็ปแบบนี้ ผมเลยต้องต่อสู้กับคำว่าไม่ใช่ตัวจริงมาเยอะมาก แต่พวกผมไม่เคยสนใจว่าเขาจะมองว่าไม่ใช่ตัวจริง นั่นเป็นเรื่องของเขา ผมอาจจะไม่อยากเป็นตัวจริงก็ได้ ผมอยากเป็นพวกผมอยากเป็น RIVER RHYME แบบนี้
 
สำหรับ MAIYARAP ซึ่งที่บ้านเป็นลิเก ตรงนี้เราต่อสู้กับความคิดเห็นของที่บ้านกับสิ่งที่ตัวเราเองอยากทำอย่างไรบ้าง
 
แชมป์ : สู้เยอะมากเลย คือฝั่งพ่อก็จะเป็นลิเก ฝั่งแม่ก็จะเป็นข้าราชการ ก็ผมต่อสู้ทั้งสองฝั่งนี้มาด้วยความรั้นความดื้อของผมด้วย คือมันก็ต้องสู้ อยากจะทำจริง ๆ มันก็ต้อง ต้องทำอ่ะ เพราะว่าผมไม่รู้จะอธิบายยังไง ผมอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ คือมันต้องทำ
 
ต็อป : ทำให้เขาเห็น
 
แชมป์ : ใช่เด็กดื้อคนหนึ่ง
 
ต็อป : อยากพิสูจน์ให้เขาเห็น
 
แชมป์ : ในตอนนั้นที่ทำก็ไม่ได้คิดว่าจะตอบแทนอะไรเราสักเท่าไหร่
 
จากซ้ายสุดไปขวา แชมป์, ต็อป และจอห์น
 
เข้าใจว่าทุกคนมีจุดดีดตัวจาก Rap is Now ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นและความสนใจจาก Rap is Now และหลังจากเข้า Rap is Now แล้วมันช่วยดีดตัวเอง ช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงบ้าง
 
ต็อป : ตอนแรกผมรู้สึกว่า Rap is Now ไม่ได้บูม ผมไม่ได้มองว่า Rap is Now คือเวทีที่ทำให้พวกเราดีดขึ้นมา แต่ผมกลับมองว่าทุกคนทำให้พวกเราดีดขึ้นมา ไม่ว่าตัวแร็ปเปอร์ ตัวรายการ เพราะแร็ปเปอร์ที่ไปแข่งรายการนั้นทุกคนจะตั้งใจมาก ๆ ด้วยความที่เรามองว่ารายการนี้เขาใส่ใจกับการแร็ปจริง ๆ กับแร็ปแบตเทิลจริง ๆ ไม่ใช่บางงานเราต้องจ่ายเงินเพื่อจะไปแร็ปอ่ะ 
 
คือรายการนี้เขาซับพอร์ตเรา เราก็รู้สึกเกรงใจ แบบถ้ากูจะเข้ารายการนี้กูต้องจริงจังอ่ะ ทุกคนต้องคิดแบบนี้ เราพยายามให้ทุกคนคิดแบบนั้น ไม่ว่าตัวแร็ปเปอร์เอง หรือว่าไม่รู้ว่าทางรายการรู้หรือเปล่าว่าในยุคนั้นเวลาเราไปบอกว่าจะไปรายการนี้มึงต้องจริงจังระดับหนึ่งนะ แบบว่าเขาไม่เล่นกัน มันเลยทำให้รายการนี้มันมีความขลัง พวกแร็ปเปอร์ก็อยากจะสร้างความขลังให้กับตัวเอง มันเลยเกิดเป็นก้อนกลม ๆ ก้อนหนึ่งที่แข็งแกร่งขึ้นมา 
 
มันเกิดจากความขลัง เกิดจากคอมมูนิตี้ที่ว่าจากเล็กขยาย ๆ ขึ้น คนดูแล้วรู้เลยว่ามันจริงจังมาก มันไม่ใช่มาแร็ปเล่น ๆ เหมือนบางรายการที่ทำ ทำไมรายการนี้คนดูแล้วถามเลยว่ามีต่อยกันไหม เพราะมันจริงจังจริง ๆ อารมณ์นั้นคือถ้าคุณไม่โกรธกัน คุณไม่เกลียดกัน คุณก็แร็ปไม่ได้ สุดท้ายกอดกันก็จริง แต่บนเวทีมันเดือดจริง ๆ คืออารมณ์มันเหมือนเราโดนต่อยหน้า ต่อยหน้า แต่เราไม่ได้ต่อยกันด้วยหมัดหรือเท้า เราใช้คำพูดที่แบบว่าบาดเข้าไปที่หัวสมอง เข้าไปที่ใจจริง ๆ วาทศิลป์จริง ๆ  Rap is Now ทำให้เราพุ่งขึ้นมาไหม-ใช่ แต่ผมก็มองว่าแร็ปเปอร์ทุกคนทำให้วงการนี้มันขึ้นมาจริง ๆ เหมือนกันครับ
 
จอห์น : Rap is Now เหมือนเป็นที่ปล่อย ทำให้ชัดขึ้น
 
ต็อป : ถ้าไม่มีพวกเขาเราก็ไม่สามารถทำได้เหมือนกัน เพราะเราไม่มีหัวทางการตลาดมากพอ เรามีแค่คำ
 
จอห์น : ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้วพื้นฐานคนไทยก็ชอบแร็ป แต่ไม่มีเวทีสักเวทีที่แบบเปิดกว้างมาก ๆ และเป็นเวทีที่ดูเรียล ไม่ได้มีการปรุงแต่งจากสื่อกระแสหลัก ไม่ได้มีการปรุงแต่งจากฟรีทีวีมา แต่มันเป็นสังคมของเด็กวัยรุ่นทั่วไปของประเทศไทยที่มารวมตัวกัน เริ่มจากงานแรก ๆ จากคนหลักสิบหลักร้อย จนขยับในทุกวันนี้ห้าปีขายบัตรหมดสองสามพันใบ คือเขาทำได้ มันเกิดอานิสงก์ไปให้กระแสเพลงแร็ป ซึ่งมันเกี่ยวกับกระแสเพลงหลักของโลก ซึ่งก็คือเพลงแร็ป คือในบิลบอร์ดตอนนี้เพลงแร็ปแทบเหมาหมดเลย และเพลงแร็ปที่เมื่อก่อนจะมีโอลด์สคูล แต่ทุกวันนี้หลากหลายมาก ๆ มันเลยกลายเป็นกระแสที่น่าติดตาม อย่างบางคนจะมองว่าเมื่อก่อนยุคที่ร็อคมาใหม่ ๆ ก็มีแตกออกไปเป็นป๊อป-ร็อค, Alternative Metal ไป แร็ปก็เหมือนกันครับ ทุกวันนี้แร็ปก็มีแตกสายแท็ป สายโอลด์สคูล สายนู่นนี่ 
 
ต็อป : เอาง่าย ๆ ว่าถ้าแร็ปคือลูกทุ่ง ลูกทุ่งป๊อป ลูกทุ่งร็อค ลูกทุ่งฮิปฮอป ลูกทุ่งเพื่อชีวิต อะไรแบบนี้
 
จอห์น : เราเลยมองย้อนกลับมาที่ Rap is Now เขาทำให้พวกนี้มันชัดขึ้น พอมันชัดขึ้นก็เกิด ผมไม่เคยเห็นแร็ปเปอร์บ้านเรามาทำงานกันเดือด ๆ เหมือนช่วงนี้เลยนะ แต่ช่วงนี้จะรู้สึกว่ามีแร็ปเปอร์ปล่อยเพลงดี ๆ MV ดี ๆ ไม่ต่ำกว่าสองสามตัวแน่นอน ซึ่งเมื่อก่อนไม่มี อันนี้เป็นผลจาก Rap is Now 
 
สำหรับ MAIYARAP จุดเปลี่ยนจาก Rap is Now คือยังไงบ้าง
 
แชมป์ : อันนี้น่าจะชัดสุดแล้วล่ะ ก็เอาจุดเปลี่ยนของผมชัด ๆ ก็จากที่ที่บ้านไม่ยอมรับ ไม่อะไรเลย จนทุกวันผมสามารถทำให้เขายอมรับได้ แล้วสามารถใช้สิ่งที่เขามองว่าไร้สาระในตอนนั้น ใช้เป็นอาชีพในตอนนี้ได้
 
หลังจากแต่ละคนค่อนข้างประสบความสำเร็จกับ Rap is Now มาถึง RIVER RHYME เป้าหมายของ RIVER RHYME คืออะไร
 
ต็อป : เป้าหมายของ RIVER RHYME คือทุกคนที่เป็นแร็ปเปอร์ ผมมองว่าทุกคนที่แต่งเพลงด้วยแล้วกัน ไม่ว่าจะอินดี้ทำเพลงอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนอยากใช้คำว่าศิลปินของจริงให้ได้ อยู่กินกับคำว่าศิลปินให้ได้ ตอนที่ RIVER RHYME มันโพล่ขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เรามองว่าเราต้องหากินกับตรงนี้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถแร็ปในเพลงได้ กูหากินกับเพลงกูโว้ย ก็สามารถเมกมันนี่ได้จากคำ เราพยายามจะสร้างตรงนั้นให้ได้ ไม่รู้แหละ เราจะทำทุกอย่างให้เป็นเงิน โดยเพลงของเรา
 
จอห์น : จะเป็นศิลปินได้ยังไง ถ้าเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยเพลงของเรานี่คือแนวคิด
 
 
จากแนวคิดนี้มาสู่แผนการทำงาน เราทำงานกันยังไง มีแผนธุรกิจ จะซัพพอร์ตตัวเองยังไง พิสูจน์ให้ที่บ้านเห็น
 
ต็อป : อันนี้ผมอยากตอบมากเลย คือเราเริ่มจากทำไม่เป็นก่อนครับ แล้วทุกคนไม่มีใครเก่ง แต่จะคิดว่าโผล่มาได้ด้วยตัวเองทั้งนั้น เป็นศิลปินพวกศิลปินเดี่ยวอะไรพวกนี้ แต่ผมกลับมาว่า ไม่มีใครโผล่มาได้ด้วยตัวเอง ถ้าทุกคนมองย้อนไปนึกให้ดีคุณผ่านอะไรมาบ้าง คุณเจออะไรมาบ้าง คุณขึ้นที่ไหนมาบ้าง ใครที่ดันคุณ โพสต์อันนี้ให้คุณ 
 
ถ้าเกิดมองย้อนกลับไปมันจะมีเยอะมาก อาจจะมีเป็นล้าน ๆ คนที่เราไม่รู้ว่าใครที่โพสต์ให้เรา จนทำให้เราเป็นกระแสในช่วงหนึ่ง ซึ่งการทำงานแบบนั้นก็เลยมา ซึ่งถ้าคุณยังคิดว่ามาคนเดียวแบบนั้นอยู่ผมว่าอีกไม่นานก็ไปแล้วล่ะ เพราะว่าต่อให้เพลงคุณจะ(ได้วิว)กี่ร้อยกี่ล้าน แต่สุดท้ายถ้ายังไม่ยอมมองว่ารอบ ๆ เขาดันเรา เขาเรียกว่าเราไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ทุกคนไม่ได้วนรอบตัวเรา แต่กระแสมันวนตามกันไป 
 
ถ้าเรายังมัวคิดว่าเราเก่งโว้ย ทำเพลงอยู่ที่บ้านก็ยังห้าร้อยล้านวิว สมมตินะ อีกไม่นานก็คงจะจบ แต่ RIVER RHYME ทำงานด้วยกันแบบ เฮ้ย เพลงนี้ดีหรือเปล่าวะ ฟังให้หน่อย และถ้าฟังตรงนั้นแล้วด่ามาปุ๊บ ค้านมานี่ ก็นั่งฟังแล้ว แล้วคำถามที่คนค้านต้องรับให้ได้ คือจะด่ากลับทันที (หัวเราะ) ทำไมถึงคิดอย่างนั้น จะไม่ยอมให้งานออกมาแล้วคนด่า ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่คนเก่ง ผมอาจจะไม่ใช่คนเก่ง แชมป์อาจจะไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมเชื่อใจในคนของพวกผมว่าเราสามารถบอกกันได้ตรง ๆ ว่างานมันแย่นะ อันนี้ดีอ่ะชอบ อันนี้ไม่ชอบแต่คิดว่าคนข้างนอกอาจชอบนะลองปล่อยดูไหม ลองอัดคลิปเล่น ๆ ลง YouTube ลงเฟสบุ๊คดูไหมว่ากระแสอยากให้ทำเป็นเพลงเต็ม ๆ ไหม จนผมคิดว่าแค่นี้มันน้อยไป 
 
จอห์นเป็นคนที่แรกที่คิดว่าเราควรจะมีค่ายไหม ตอนนั้นก็ค้านกันเสียงแตกเลยเพราะเราคิดว่าเราเป็นศิลปินเดี่ยว เราทำเองได้ กลับมามองบ้านแตกไปแล้ว ไม่มีตังค์จ่ายค่าบ้าน (หัวเราะ)
 
จอห์น : อันนี้เราต้องเล่าย้อนไปว่า ที่ถามเรื่องแนวทางธุรกิจที่มองไว้เรามองว่าเราอยู่เป็นบ้าน อยู่กัน 6 เดือนเลยนะ เราอยู่กันประมาณ 6 เดือนก็ตัดสินใจว่าไม่เข้าค่าย ลองทำกันเองดูก่อนเริ่มจาก ผมตัดสินใจว่าเราคงขายงานเองได้ ไปขายตามร้าน ขายตามผับ ว่าพี่ผมทำวงแร็ปนะพี่ เอาวงผมไปโชว์ไหม 
 
แชมป์ : ด้วยสภาพแวดล้อมตอนนั้นหลาย ๆ อย่างมันมั่นใจว่าเราทำได้ 6 เดือนที่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยของตังค์จากภายนอก เราอยู่ได้ด้วยเพลงของเราเอง เลยมั่นใจในตัวเอง
 
แชมป์ : แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราก็รู้ว่าจริง ๆ การทำงานมันมีมากกว่านั้น ถามว่าเราจะอยู่แบบนั้นก็อยู่ได้ การทำเพลงอย่างเดียวแล้วปล่อย ๆ ซึ่งในบ้านเราหรือในต่างประเทศก็มีศิลปินหลายคนที่เขายึดแนวทางนั้น แต่พวกเรามองว่าการที่เราจะเป็นศิลปินจริง ๆ เราต้องวิ่งเข้าไปหาสังคมด้วย เราจะไม่ใช่ศิลปินที่ขลุกอยู่ในห้องทำเพลง เหมือนอย่างที่พี่ต็อปพูด เราจะออกไปหาทุกคน เราจะแบบอยากเจอทุกคน อยากเจอสังคมคอมมูนิตี้ที่คนเขาทำงานกันในเมืองเขาทำงานกันยังไง แบบเด็กต่างจังหวัดอย่างพวกเราไม่เคยเจอ เราก็เรามารู้จักกับ Malama ช่วงนั้นเป็นช่วงใหม่ที่ Malama กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาพอดี
 
ต็อป : เรียกว่า Malama กำลังห้าวอยู่พอดี
 
จอห์น : (หัวเราะ) เพราะว่า Malama ก็กำลังไฟแรงเลย Malama ก็เรียกว่าเป็น Side Project อีกอันที่รวมศิลปินเลือดใหม่ มีความเป็นอินดี้ แล้วพวกเราเป็นแร็ปกลุ่มเดียว เรียกว่าเป็นแร็ปอินดี้ เพราะไปอยู่กับ Malama ซึ่งก็ดีครับ เพราะว่า Malama เป็นแนวทางการทำงานที่ก็ไม่ใช่ค่ายเพลง จะเรียกว่าค่ายเพลงก็ไม่เต็มปากก็ไม่ใช่ เพราะว่าจะเป็นการทำงานเหมือนแบบช่วยบริหาร เป็นกองทุนให้เราแล้วทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปเรื่อย ๆ เป็นโมเดลด้านธุรกิจเกี่ยวกับวงการดนตรีอีกตัวที่ตอนนี้เพิ่งมีในไทย และน่าสนใจมากพวกเราเลยคว้าไว้ก่อน
 
อยากให้เจาะจงลงไปในแง่แผนการทำงานว่า เราอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ด้วยอะไรบ้าง อย่างส่วนแบ่งรายได้ เรามีผลิตภัณฑ์ หารายได้จากการแสดง เราแบ่งสัดส่วนรายได้อย่างไร
 
ต็อป : เราจะแบ่งกัน สมมติได้เงินจาก YouTube มาหนึ่งแสนบาท เราจะแบ่งตามสัดส่วนการทำงานจริง ๆ มันจะมีเดต้าจาก YouTube เลยว่าแชมป์ได้เท่าไหร่ ผมได้เท่าไหร่ แมน (JOHNN) ได้เท่าไหร่ ซึ่งถ้าเพลงนี้เป็นเพลง RIVER RHYME มีเงินเข้ามาสองหมื่นบาท เราก็จะแบ่งตรง ๆ กันสามส่วนในเพลงนี้ คือเราจะไม่มามองว่าใครดังกว่ากัน แต่เราจะให้เลยว่าถ้าอยากทำงานหรืออยากได้เงินเยอะกว่าให้ไปทำช่องแยกไว้ แล้วเงินจะเข้าตรง ๆ เลย
 
แชมป์ : เอาง่าย ๆ ว่าแบ่งคนที่สมควรในการทำงาน
 
ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้น?
 
ต็อป : ใช่ ๆ สมมติเพลงนี้ผมแต่งขึ้นมาแต่แมนอยากเอาไปร้อง ผมก็จะมองว่าถึงผมไม่ได้อยู่ในเพลงนั้น แต่ผมก็ควรได้จากนี้ครึ่งหนึ่ง ถ้าเป็นแชมป์อาจได้เยอะหน่อย เพราะถ้าผมร้องเพลงอาจไม่ดัง ถ้าแชมป์ร้องเพลงอาจจะดัง แชมป์ก็เหมือนเป็นตัวโฆษณาให้เพลงนั้นไปในแง่หนึ่ง ที่แบบว่าเราควรจะแบ่งกันชัดเจน ซึ่งพวกผมเคยแบ่งเงินกันผิด ๆ มาแต่ก็ไม่น่าเกลียดขนาดมารู้สึกที่หลังว่าเงินมันหายนี่หว่า คือมารู้ที่หลัง ไม่ได้มองว่าโกงไป แต่กลับมองว่าแบ่งกันผิดแล้วก่อนหน้านี้ใช้เงินใคร (หัวเราะ) 
 
แชมป์ : คือการทำงานแบบนี้ผมไม่แนะนำให้คนอื่นเอาไปทำ เพราะว่ามันต้องอาศัยอะไรหลาย ๆ อย่างอาศัยความไว้วางใจ ความเชื่อใจกัน อย่างพวกผมสนิทกัน พี่ให้ผมสามพัน ผมก็เอาสามพัน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเงิน
 
จอห์น : อยู่กันจนไม่ค่อยสนใจแล้ว
 
ต็อป : แต่ก็ให้เห็นตัวเลขจริง ๆ นะว่าได้เท่านี้ใน YouTube ได้เท่านี้นะ คือถ้าแบ่งเงินควรแบ่งกันให้ชัดเพราะศิลปินส่วนใหญ่แตกกันเพราะเงิน เยอะมากเลย ทุกวงการแหละไม่ใช่เฉพาะศิลปะแหละเนอะ

ตรงนี้เป็นรายได้หลักของเราเลยหรือเปล่า
 
ต็อป : เรียกว่าสตรีมมิ่งเป็นรายได้หลัก ยกตัวอย่าง อย่างแมนไม่ปล่อยเพลงเลยจะกินบุญเก่าจากเพลงเก่า ๆ อย่างเดียว แต่เพลงมันจะมีวันหมดอายุของมัน เราจะเห็นชัด ๆ เลยว่า เดือนนี้สมมติได้สองหมื่นจากเพลงนี้ มันจะแบบไม่ใช่ค่อย ๆ ลดลงนะมันจะแบบสองหมื่นแล้วลงมาห้าพันเลย ฮวบเลย แมนอาจจะได้เดือนนั้นห้าร้อย แต่แมนก็ต้องอยู่ให้ได้เพราะไม่ทำงานเอง 
 
แต่มันก็กระตุ้นเราไปในตัวด้วย
 
ต็อป : ใช่ กระตุ้นหลายทีแล้ว ไม่ค่อยขึ้นเหมือนกัน (หัวเราะ)
 
แชมป์ : นี่ใส่อารมณ์ตลอดเลย (หัวเราะ) พูดเข้าเรื่องใส่อารมณ์ตลอด
 
จอห์น : โดนว่าออกรายการเลย
 
แล้วส่วนอื่นละครับ อย่างที่ศิลปินบางส่วนบอกว่ายุคนี้ขาย CD ไม่ได้ ต้องไปงานแสดง เรามองว่างานแสดงเป็นรายได้หลักด้วยหรือเปล่าครับ
 
ต็อป : ผมมองว่ายังไม่ใช่รายได้หลักของเรา ด้วยที่พวกผมยังไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงมากขนาดนั้น 
 
แชมป์ : พวกเราเพิ่งมา มีคนจ้างทุกวันนี้ก็ดีแล้ว
 
ต็อป : พยายามจะขายโชว์ที่ดีที่สุดมากกว่า แบบว่าอยู่ดี ๆ จากวงแร็ปที่เปิดแผ่น เราเป็นดนตรีสด นั้นก็ถือเป็นการตลาดแบบหนึ่งที่พวกผมมองว่า สักคนหนึ่งเราจะกลับไปดีเจอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้เราอยากทำให้เห็นว่าเราสามารถเล่นแบบนี้ได้ แล้วถ้าคุณจะจ้างเราไป คุณจ้างได้สองราคา ถ้าอยากได้สดก็ราคานี้
 
จอห์น : อยากได้ไลฟ์แบนด์ ดีเจเซ็ตก็มี
 
ต็อป : แต่ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนะ คือแบบว่าที่มันต้องแพงขึ้นเพราะคุณต้องรู้ว่านักดนตรีที่เราเอามาค่าตัวแพงกว่าเราอีก (หัวเราะ) มันมีงานหนึ่งผมได้ค่าตัวกันคนละ 700 คอนเสิร์ตใหญ่มากเลยนะนักดนตรีได้ไปหมดเลย แบ่งตังค์กันไม่ถูก
 
แชมป์ : ได้น้อยสุดคือกินข้าวได้มื้อเดียวครับ
 
จอห์น : แต่ที่เราต้องทำแบบนั้นเพราะไม่อยากให้เรตนักดนตรีเขาเสีย จริง ๆ พวกเรามีโอกาสที่จะได้เงินมากกว่านี้ในอนาคตต่อ ๆ ไป แต่นักดนตรีเขาก็เป็นเรตประจำอยู่แล้ว ก็เลยต้องเป็นแบบนี้
 
เห็นว่ามีแบรนด์เสื้อด้วย ตรงนี้เป็นรายได้อย่างไรบ้าง
 
ต็อป : แบรนด์เสื้อจะเป็นรายได้ของบุคคลไปเลย สมมติ RIVER RHYME ผมขายในชื่อ RIVER RHYME ก็จะเป็นของผม เพราะผมสร้างมาก่อนหน้าแล้ว แต่แชมป์ก็จะมี ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แชมป์แยกทำด้วยตัวเอง เอาไปขาย เอาตังค์ตรง ๆ ไปเลย ไม่ต้องมาบอกว่าได้เท่าไหร่ยังไง
 
แชมป์ : รายได้หลักจากธุรกิจก็คือตังค์จากพวกนี้ มันก็อยู่ได้ ถ้าบริหารเป็น
 
ต็อป : RIVER RHYME ค่อนข้างดื้อในตอนแรกที่เรามั่นใจเกินไปว่าจะทำด้วยตัวเองได้
 
แชมป์ : ที่มาพูดกันนี่อย่าคิดว่าอหังการหรือว่าอะไรนะ เราเป็นแบบนี้ตรง ๆ ไป
 
 
ฝ่าฟันต่อสู้มาพอสมควร หลังจากที่อยู่ได้ตัวเองแล้ว ที่บ้านโอเคไหม
 
ต็อป : ตอนแรกก็คิดว่าเขาจะโอเคไหม เพราะผมเลิกจากงานประจำที่เป็นเจ้าของร้านตัดผมออกมา แล้วแบบว่าออกมาทำเพลงจริง ๆ ผมก็ไม่กล้าเข้าบ้านเลย ออกมาอยู่ข้างนอกกัน แต่พอไปรู้ลึก ๆ แล้วเขาก็โอเคนี่หว่า เพราะเขาก็คงอยากจะให้ลูกชายคนหนึ่งที่เคยโดนมองว่าติดยา ขายยา คือพวกผมหลายคนโดนมองว่า ไอ้พวกนี้ขายยา แต่งตัวแบบนี้ขายยาแน่นอน ไม่ให้เข้าบ้าน ผมเลยแบบว่าจริง ๆ ไม่ได้อยากเอาชนะ จนวันนึงแบบเราสามารถพิสูจน์ให้หลานหรือลูกเขาเห็นว่า นี่ ๆ อาต็อปเขาเป็นดารา แต่เด็กมันไม่รู้มองว่าเราเป็นดารา เรียกคนที่เขาเคยด่าเรามาดูทีวีว่าหลานเราจริง ๆ นี่หว่า แล้วเขาก็โทรมาว่าออกทีวีเลยนะ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะโอเคไหม แต่เขาโทรมาหาแล้วบอกว่าดีใจด้วย ผมก็คิดว่าเขาน่าจะโอเคแล้วล่ะ
 
จอห์น : ของผมที่บ้านไม่ค่อยห้ามตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วเกี่ยวกับเรื่องดนตรี แต่เขาจะห่วงเรื่องอนาคตมากกว่า แบบว่าตอนนี้เอ็งยังเป็นวัยรุ่นอยู่ เอ็งยังสู้ยังวิ่งตามความฝันได้ แต่ถ้าเอ็งแก่ล่ะ สามสิบไปแล้วถ้าสิ่งตรงนี้ที่เอ็งจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้มันไม่มั่นคง เอ็งจะทำยังไง อันนี้คือคำถามที่ที่บ้านยิงมาใส่ผมตลอดในช่วงแรก ๆ หลังจากที่ผมก็พยายามอยู่ตรงนี้ให้ได้ ให้เขาเห็นว่าผมอยู่ได้นะ ถึงช่วงนี้งานมันอาจจะไม่ค่อยมี ไปเบียดเบียนที่บ้านบ้างอันนี้เราก็ยอมรับกันไปแบบลูกผู้ชาย ซึ่งผมก็คิดว่าเขาก็เข้าใจว่าอย่างน้อยเราก็ได้ทำในสิ่งที่รัก อยู่กับมันแล้วทำมันเต็มที่ เราเอาทุกอย่างมาลงที่มัน เป็นสิ่งที่เรียกว่ามันอาจจะสร้างเงินสร้างอนาคตให้กับเราได้
 
แชมป์ : ผมก็เปลี่ยนไปได้อย่างเห็นได้ชัดก็คือจากที่แบบว่าผมเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง เป็นเด็กดื้อ เขาก็จะมองว่าผมโง่ ตามคนอื่นไม่ทันหรอก โตไปจะทำอะไรกิน ผมก็สามารถพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมอยู่ได้ด้วยสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาก็แฮปปี้
 
มาสู่เรื่องการทำเพลง มีแผนการทำอัลบั้มหรือเปล่าครับ อย่างไรบ้าง
 
ต็อป : แผนอัลบั้มเดี๋ยวให้แชมป์พูด แต่จะบอกเรื่องการทำเพลงของวงก่อน จริง ๆ พูดไปแล้วแต่ไม่ละเอียดขนาดนั้น เราจะทำเพลงกันเราจะนั่งคุยกันก่อนว่าเราจะสื่ออะไร ขายใคร จะคุยกันเลยว่าจะขายกลุ่มไหน เราเคยลองทำแบบว่าขายศิลปินให้กลุ่มอินดี้จริง ๆ แบบใส่กางเกงขาม้า เราลองแล้วรู้ว่ามันไม่เวิร์คก็เลิกทำ แค่นั้นเอง แบบว่าเราทำลองกันก่อนว่าได้-ไม่ได้ เรารู้แล้วล่ะว่าใครฟังเรา แต่ผมมองว่าลูกค้าเก่าเรามีอยู่แล้ว
 
สิ่งที่ต้องหาคือลูกค้าใหม่ ไม่งั้นจะอยู่ไม่ได้ถ้ากินกับลูกค้าเก่า ๆ ไปเรื่อย เราเลยต้องทำเพลงลองหลาย ๆ แบบ ถึงเราจะรู้ว่าฮิปฮอปมันง่ายขนาดไหนในมุมมองเรา เราลองมาทำอะไรยาก ๆ ดูก่อน ทำเพลงที่จังหวะอินดี้จ๋าเลย เมโลดี้แบบโบราณยุคแม่เราเลย ผมก็คิดว่าถ้าเราไม่ลองทำอะไรใหม่ ๆ จะไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพแค่ไหน นั่นคือมุมมองในการทำเพลงนะที่จะคิดอะไรใหม่ ๆ ตลอด ไม่ทำอะไรเก่า ๆ 
 
RIVER RHYME ทำเพลงเอง แต่งเอง ต้องทำเองทุกอย่างหรือเปล่า
 
ต็อป : เราทุกคนเคยผ่านมิกซ์เทปหมด ในคำว่าฮิปฮอป ศิลปินแร็ปเปอร์ทุกคนเขาเรียกว่าหยิบบีทของคนอื่นมาก่อนแล้วมาทำเป็นแบบเรา ซึ่งมันไม่ผิด จริง ๆ เอามาขายได้ด้วย แต่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจตรงนั้น เราเลยเลิกทำไป แล้วมาจ้างคนอื่นทำ เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นน้องรุ่น ๆ เราที่ทำกันมายาวนานนี่แหละ จากพวกเขาไม่เคยคิดเงินเราเลย วันหนึ่งเรามีเงินขึ้นมาก็บอกว่าให้คิดเท่าไหร่ ถ้าแพงจัดก็ไม่เป็นไรเดี๋ยวไปเบิก Malama เอา อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) คือบอกราคามาก่อน เดี๋ยวมันนี่เราไว้ทีหลัง ก็จะเป็นแบบนั้นไป ถึงเวลาให้ก็ต้องให้ เมื่อเรามีเราก็ให้ จะให้ทำนาบนหลังคนมันก็ไม่ควร
 
แชมป์ : ที่พี่ต็อปพูดไปมันเป็นระบบทั้งหมดในแง่ความยุ่งยาก แต่การทำงานจริง ๆ เราทำงานแบบสมมติว่าพี่ต็อปเขียนเพลงนี้ มึงเอาเปล่า ถ้าไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ ไม่ดีตรงไหนตอบ คำตอบที่ได้ต้องดีพอที่เขารับในจุดเสียของเขาได้ และเราถึงจะทำเพลงนั้น

ศิลปินส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายที่การทำอัลบั้มแรก เรามีแผนทำอัลบั้มไหม
 
แชมป์ : ส่วนในเรื่องอัลบั้มตอนนี้ ของผมจะเป็นเดี่ยวก่อน แล้วค่อยตามมาเป็นของวง พยายามจะออกให้เร็วที่สุด
 
พูดถึง MV NIGHT มันมีความท้าทายยังไงบ้าง
 
ต็อป : มันท้าทายที่สุดตั้งแต่ทำ MV มา RIVER RHYME ไม่เคยทำ MV กับคนอื่นเลย โปรดักชันใหญ่ มาเจอกล้องหลายตัว อืม..มันเยอะไปนะ (หัวเราะ) เขินผู้กำกับ เราเลยเอาผู้กำกับมาคุยก่อนว่าเราจะเอาใคร จะเลือกใครดี พี่กัน (กันดิศ ป้านทอง) Malama เขาช่วยหามาหลายคนเลย ก็เลยจิ้มคนนี้ไปว่าชอบตรงนี้ ๆ พวกเราไม่เก่งเรื่องภาพอยู่แล้ว พอเขาเอางานมาเสนอเราคือ เขาจะทำเป็นสี่ช่องนะ พวกคุณโอเคไหม 
 
ต็อป : ก็คือมันก็แปลกดีนะเหมือนเขาได้รับบรีฟไปว่าอยากทำอะไรใหม่ ๆ เขาเลยทำเป็นแฟชั่นฟิล์มในเพลง NIGHT ขึ้นมา พวกผมไม่รู้เรื่อง MV มาก แต่ในเรื่องเพลง มันเป็นดนตรีแบบนี้เขาจะทำยังไง ผู้กำกับเขาต้องตีโจทย์ให้ได้ นั่นคือความยากของผู้กำกับมากกว่า
 
 
ย้อนกลับไปเรื่องที่จอห์น บอกว่าตอนนี้ฮิปฮอปค่อนข้างติดกระแส มีเพลงใหม่ปล่อยออกมาค่อนข้างเยอะ ตอนนี้มองวงการฮิปฮอปไทยยังไง อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มผู้ฟังขยายฐาน ให้คนชอบฮิปฮอป ชอบแร็ปเปอร์ ทำให้ศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเอง
 
จอห์น : สนุกนะครับ ถ้าในมุมมองผมฮิปฮอปบ้านเราทุกวันนี้ ถือเป็นช่วงแรกแย้มของยุคใหม่ 
 
แชมป์ : คือมันเปลี่ยนไปเยอะ เอาง่าย ๆ ว่ายุคผมกับพี่ต็อปเวลาไปแบตเทิลก็จะเจอไอ้นี่อีกแล้วว่ะ หน้าเดิม ๆ พอยุคนี้ก็เจอ แต่เป็นใครวะ ต้องระวังตัวตลอดเวลา
 
จอห์น : ใช่ พอเป็นกระแสของยุคใหม่เกิดมา แน่นอนธรรมชาติของมนุษย์เวลาเจออะไรใหม่ ๆ ที่เป็นที่นิยมคนก็ตามกัน ไม่อยากแปลกแยกอยากเท่ เราก็ตาม ด้วยเพลงแร็ปพื้นฐานของฝรั่งของคนผิวสี เขามาจากเรื่องราวในชีวิตอยู่แล้ว ซึ่งมันก็เข้ากับชีวิตคนไทยด้วยในแง่หนึ่ง อย่างเมื่อก่อนเราฟังดาจิม เราฟังอะไรที่เล่าเรื่องราวนู้นนี่นั้นในชีวิตเราเลย พอเราโตมาเราก็เลยอยากทำแบบนั้น เหมือนเจนช่วง 90 ที่ฮิปฮอปเข้ามาในเมืองไทยแต่มันยังไม่บูม พอมันมาถึงยุคนี้ เราทำกันเองได้แล้ว เรามีโฮมสตูดิโอในบ้าน เราไม่ต้องวิ่งไปสตูดิโอใหญ่ ๆ อลังการเพื่ออัดเพลงตามค่ายเพลง มันเลยกลายเป็นช่วงที่กระแสฮิปฮอปบูมขึ้น ใครก็ทำเพลงได้ แต่จะทำได้ดีหรือเปล่า
 
ต็อป : ขอแทรกหน่อยว่าทำไมกระแสฮิปฮอปถึงมานะ เพราะในยุคนั้นที่ดาจิมหรือว่าพี่ ๆ ก้านคอ Thaitanium เข้ามา ยุคนั้นยังไม่มีโซเชียลที่แน่น ๆ แบบในยุคนี้ ในยุคนี้เป็นยุคที่คนไม่เสพย์ทีวีกันแล้วมาเลือกที่จะเสพย์ แฟนเพจ-YouTube กัน เลยทำให้เด็กวัยรุ่นยุคนี้ รู้ว่าเขาชอบอะไร อยากจะแชร์อะไร เขาฟังอะไรกันวะ ชอบเหมือนกัน ตามไปฟังสิ แชร์ ๆ มันเกิดกระแสจากการแชร์ เห็นง่าย ๆ เลยว่าอะไรจะดัง บางทีข่าวยังไม่ทำเลย แล้วข่าวค่อยตามมา เหมือนกันวงการแร็ปที่เกิดขึ้นได้ เพราะเด็กรู้ว่าชอบอะไรต้องแชร์อะไร เขาอาจจะยังไม่ดูว่ามันคืออะไร แชร์ไว้เดี๋ยวค่อยมาดู แล้วเพื่อนคนหนึ่งในเฟสบุ้ค มันก็ไม่ได้มีแค่ร้อยสองร้อย อาจจะสี่ห้าพันมันก็เห็นเหมือนกัน มันก็ไป 
 
Rap is Now ดังได้เพราะโดนขโมยคลิปไปแชร์ อันนี้คือเรื่องจริงเหมือนกันมันเกิดจากยอดแชร์

มองว่าเกิดจากชุมชนที่มีแทคโนโลยีที่เชื่อมถึงกันให้เข้าถึงง่ายขึ้น ในส่วนข้อเสียคือในกลุ่มก็จะเสพย์คอนเทนต์ของตัวเอง อย่างมีคำหยาบในนั้นแล้วพอผู้ใหญ่มองเข้ามา เขามองว่าชุมชนแร็ปเปอร์มีคำหยาบ มีวิถีชีวิตที่เป็นแบดบอย แต่ละคนมีมุมมองและวิธีรับมืออย่างไร
 
ต็อป : ทุกคนต้องเคยเจอจุด ๆ นี้มาแน่นอน ก็คือแข่งแร็ปแบตเทิล จู่ ๆ มีคนตะโกนขึ้นมาว่าอย่าใช้คำหยาบในที่นี้ มันก็เป็นการท้าทายเราทันที กรรมการบนเวทีก็หยุด แล้วบอกว่าห้ามแร็ปคำหยาบ ด่ากันได้แต่ห้ามใช้คำหยาบ ก็จะกลายเป็นกลอน "พวกเราจะใช้กระสุนยิงนาย เอาให้นายตาย" แต่ไม่มีคำหยาบแม้แต่นิดเดียวเลย ก็ทำกันได้ ผมคิดว่าเราสู้กันมาขนาดไหนกับคำนี้ หรือว่ามันเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน 
 
ปีแรกก่อนที่ Rap is Now จะดัง มันมีเพจแชร์ไป คนด่ายับเลย ปีต่อมาเพจนั้นเพจเดิมแชร์ไป คนชมเลย บอกว่าเขาเป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วนายยังไม่เก็ตเลย ผมเลยว่ามันอยู่ที่คนเลือกรับฟัง ตอนแรกคุณอาจไม่เข้าใจ พอผ่านไปปีหนึ่งพอหลายคนมาด่า ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่เข้าไปดู พอรู้ว่าสุดท้ายเข้าก็กอดกันนี่หว่า เขาก็ไม่ได้เกลียดกัน หรือว่าถ้าคุณมองดี ๆ มันเป็นการใช้คำเพื่อโจมตีอีกฝั่งหนึ่ง มวยอาจจะต่อยกัน ถ้าคนข้างนอกต่อยกันก็มองเป็นเรื่องรุนแรง ถ้าต่อยในสนามก็เป็นกีฬา เราก็ไม่ได้ต่อยกันข้างนอก เราต่อยกันในสนาม เราเปลี่ยนจากการต่อยเป็นการแร็ปแบตเทิลเท่านั้นเอง 
 
แชมป์ : ผมเสริมหน่อย คำหยาบผมพูดในเรื่องทัศนคติผมไม่อยากให้มองว่ามันเป็นคำหยาบ เพราะว่าในชีวิตจริง ที่คุณอยู่คุณก็ใช้ อย่างคุณเจอเพื่อน เฮ้ย มึงว่าไง แต่พออยู่ในที่สาธารณะกลับกลายว่าเป็นคำหยาบ อยากให้ลองปรับทัศนคติสักนิดนึง ก็คือมันเป็นสิ่งปกติที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำกัน มันเป็นเรื่องของมารยาทในการใช้ในสถานที่มากกว่า
 
เลือกใช้ให้ถูกกาลเทศะมากกว่า
 
ต็อป : ผมอยากให้เจอแร็ปเปอร์บางคนมาก คำบนเวทีเรียกว่านิ้วกลางมาแบบรุนแรงมาก แต่พอเจอตัวจริงเรียกว่า
 
ต็อป : คือบนเวทีน้องเขาน่ากลัวมาก เหมือนกำลังจะโดนต่อย กำลังโดนขย้ำอยู่แล้ว แต่หลังเวทีคือ สวัสดีครับพี่ พูดเพราะแบบน่ารักมาก คืออยากให้ทุกคนมาเห็นตรงนี้ แต่ไม่สามารถ เพราะเขาอยู่หลังเวที เราได้เห็นอะไรที่มีสัมมาคารวะให้เกียรติกันสุด ๆ จะไม่มีการมาพูดเหน็บกันหลังเวทีเลย อาจจะมีสนิทกันหน่อยที่พูดว่า เดี๋ยวเจอกันบนเวที แล้วไม่มีเดี๋ยวมึงเจอกู
 
จอห์น : ผมขอเสริมหน่อยนะ บางคนอาจจะมองว่าแร็ปเปอร์พูดกันด่ากัน แต่จริง ๆ สังคมเรายกมือไหว้กันตลอด รู้จักรุ่นน้องรุ่นพี่ เคารพกัน ถ้าเราทะเลาะกัน แบบผมเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับใครหลาย ๆ คนในการทำงานบ่อย แต่ผมเชื่อว่าแร็ปเปอร์มันคุยกันได้ อย่างเคยทะเลาะกันเดินเข้ามา พี่ครับ ผมขอโทษครับ จับมือก็หาย ผมไม่รู้ว่าสังคมอื่นจะเป็นยังไง แต่สังคมแร็ปเปอร์เป็นแบบนี้ครับ 
 
ต็อป : เราใช้การพูดตรงในการแร็ปอยู่แล้ว พอมาเจอหน้ากันก็เลยตรง ๆ ผมไม่ชอบคุณนะอย่างนี้ ๆ ผมจะบอกเราก็ต้องฟังเพราะเขาเป็นรุ่นพี่ เออมันก็จริงนี่หว่า
 
ในมุมการทำเพลง นอกจากแร็ปแบตเทิลมันมีคำหยาบกระแทกกระทั้นกัน ในงานตัวเองบางคนก็ใส่คำหยาบลงไปหรือเปล่า
 
แชมป์ : ขอตอบก่อน คำหยาบยอมรับว่ามันเป็นเสน่ห์อย่างนึงของฮิปฮอป เพราะแร็ปมันสะท้อนภาพแห่งความจริง แล้วความจริงเราก็ยังใช้คำพวกนี้อยู่ และมันสะท้อนอะไรหลาย ๆ อย่างให้เห็นภาพ จะมา "คุณทำให้ผมไม่พอใจ เราไม่พอใจนาย นายควรไปตายดีไหม" มันก็แบบ เพลงอะไร คนไทยเสพย์อะไรที่ฟังรู้เรื่องชัดเจน ไม่ชอบที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ สังเกตเพลงอย่างนี้จะดัง
 
ต็อป : ในมุมผม มองอีกมุมหนึ่งคือ เราไม่ต้องใส่คำหยาบก็ได้ในบางเพลง ซึ่งถ้าเรารู้ว่าเราแพรวพราวพอในการใช้คำพูดเล่นคำ ไม่ว่าจะ Flip จะ Flow มันคือบทพิสูจน์แบบว่าคุณจะทำเพลงที่ไม่หยาบแล้วดังได้ ทำได้หรือเปล่า ผมก็มองว่ามันคือตัวคุณแล้วล่ะ ผมไม่สนใจว่าจะหยาบหรือไม่หยาบหรือคนมองว่ายังไง แต่ถ้าคำพวกนี้มันเป็นเจตนาที่จะสื่อให้ใครฟัง ถ้าผมคิดว่าจะแต่งเพลงให้เด็กฟัง ผมจะไม่มีคำหยาบแม้แต่นิดเดียวเลย
 
แชมป์ : ยกตัวอย่างเช่น พวกผมเป็นสายที่อย่างนึกคำว่า Animal ในภาษาอังกฤษ พวกผมจะไม่พูดว่าเป็น Animal จะพูดว่าเป็น Elephant คุณ Tiger อะไรแบบนี้ ผมจะใช้คำเปรียบเปรยมากกว่า

มาสู่เรื่อง Rap is Now ค่อนข้างเป็นกระแสอย่าง MAIYARAP ถ้าหาคำว่า "ไมยราพ" ในกูเกิล ที่ขึ้นมาอันแรก ๆ จะไม่มีเกี่ยวกับรามเกียรติ์ มันเป็นเพลงของไมยราพ ตรงนี้เรามองว่ามันเปลี่ยนแปลงชีวิตยังไง
 
ต็อป : ทำวรรณกรรมเสียหมดเลย (หัวเราะ)
 
แชมป์ : รู้สึกดีใจ ภูมิใจ ถ้าผมไม่ตัดสินใจแข่งวันนั้น คงไม่มีวันนี้ ลงเวทีมา ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งไปเลย
 
วันเสาร์นี้มีแบทเทิล Rap is Now : The Ultimate League อยากให้ช่วยพูดว่าแต่ละคนเตรียมตัวมายังไงบ้าง
 
ต็อป : ผมเป็นหัวหน้าทีมขอพูดก่อนแล้วกัน (หัวเราะ) ผมเป็นหัวหน้าทีมของ HIT ‘EM UP คือของ RR นี่แหละ ต้องใช้ชื่อเฉพาะกิจหน่อย รายการนี้เป็นรายการที่เอาตัวจี๊ด ๆ ที่ผ่านศึก Rap is Now มาแล้วมีผู้คนติดตามหรือจดจำกันเป็นจำนวนมากมาเป็นหัวหน้าทีมมาลีดเดอร์ สิ่งที่ผมสัมผัสได้ก็คือพวกคุณไม่ได้มาเล่น ๆ กันสักคน ถึงจะดูเฮฮาหน้างาน แต่หลังเกมทุกคนดูจริงจังมาก ๆ
 
มันไม่ใช่เพราะตัวเงินรางวัลที่ได้ แร็ปเปอร์ไม่เคยมองเรื่องตัวเงินรางวัลเลย แต่พวกเขามองว่าด้วยการที่มันเป็นการสู้ เขาสู้กับใครแล้วเขาชนะได้บ้าง เขาผ่านใครได้บ้าง เขาผ่านแชมป์ได้หรือเปล่า เขาอยากจะเจอแชมป์ Rap is Now เขาจะชนะหรือเปล่า แล้วรายการนี้แชมป์เต็มเลย คนที่เป็นลีดเดอร์กัน ซึ่งผมมองว่ามันยาก แล้วการเตรียมตัวของพวกผมก็คือ ผมไม่รู้พวกคุณเตรียมตัวมายังไง ผมก็เตรียมตัวมาดีเหมือนกัน ก็พูดได้แค่นี้ครับ
 
ถ้ามองให้เลือกว่าทีมไหนแข็งที่สุดใน The Ultimate League และทีมไหนอ่อนสุด
 
 
สุดท้ายครับ พูดถึง MV ใหม่ล่าสุดครับ
 
ต็อป :  เราโดนขโมยกันมาเยอะแล้ว เพลงนี้ มันถึงเวลาที่เราจะเอาผลงานที่คิดว่าดีที่สุดของ RIVER RHYME ในปีนี้ เราลงทุนกับมันไปเยอะมาก อยากให้ฟังของแท้ คือไม่ว่าจะของ RIVER RHYME หรือศิลปินค่ายไหน ผมอยากให้คนฟังของแท้เพราะศิลปินทำงานเหนื่อยมาก คนทำบีทเพลงนี้หลับคาเครื่องกด โทรไปบรีฟทำบีทให้เสร็จนะ บีทนี้ใช้เวลาทำสามเดือน ด้วยความที่มันเป็นเสียงดนตรีไทย
 
แชมป์ : คนมิกซ์กี่คน
 
ต็อป : คนมิกซ์ 3-4 คนได้ คนมิกซ์มาสเตอร์กว่าจะถูกใจเสียงหนึ่งได้ หมดเงินกับเพลงนี้ไปหลาย (หัวเราะ)
 
แชมป์ : ดราม่าเฉย
 
ต็อป : เราพูดตรง ๆ ไงเราเพิ่งเข้าใจกว่าทำไมศิลปินถึงงอแงกับเรื่องพวกนี้ เราเข้าใจแล้วไง
 
จอห์น : ถ้าอยากดู MV เพลง NIGHT ให้สนุก อยากบอกว่า MAIYARAP เลิฟซีนอีกแล้ว
 
ต็อป : ใช่ ๆ แล้วเป็น MV ที่ดูครั้งเดียวไม่รู้เรื่อง เพราะจอจะมีสี่จอ หนึ่งจอเล่าหนึ่งเรื่อง ต้องดูสี่รอบ ผมว่าเป็นการตลาดที่ไร้สาระมาก แต่มันก็น่าจะได้ประโยชน์ ผมคิดว่าคนติดตามช่อง RIVER RHYME มีแสนคน มีสี่ช่อง ดูคนละสี่รอบก็สี่แสนแล้ว (หัวเราะ)
 
แชมป์ : มันไร้สาระจริง ๆ
 
ต็อป : มันอาจจะเหมือน Easter Egg ใน Marvel มากกว่า
 
จอห์น : จริง ๆ มันเป็น Four Frame Fashion Film มากกว่า ถ้าเราจะทำ MV ที่เป็นเนื้อเรื่อง คือ…ไม่อยากพูดเยอะ อยากให้ดูมากกว่าครับ