วิกฤตสื่อในแพลตฟอร์มต่างๆช่างสวนทางกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มวัย 26 ปีที่เพิ่งสร้างอาณาจักรชุมชนคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ขอบสนาม” ผู้ก่อตั้ง “อาณาจักร” นี้คือ เบลล์ - อรรถพล ไข่ทอง อดีตพนักงานประจำที่กล้าออกจากงานด้วยความเชื่อมั่นว่าสร้างคอนเทนต์ให้โด่งดังได้ และวันนี้ เขาทำให้คอนเทนต์ที่มาจากความชื่นชอบกลายเป็นธุรกิจที่พร้อมเติบโตท้าทายสื่อกระแสหลัก
 
“ขอบสนามคือชุมชน” ... หนุ่มนักสร้างสรรค์อธิบาย 
 
ถ้าจะสาธยายเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงให้เข้าใจง่ายขึ้น “ขอบสนาม” ในปัจจุบันคือกลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ข่าวสารและความบันเทิง ครอบคลุมตั้งแต่กีฬา, ภาพยนตร์ ไปจนถึงอีสปอร์ตส 
 
แต่คอนเทนต์ที่สร้างชื่อให้พวกเขาจนพัฒนามาเป็น “อาณาจักร” ในทุกวันนี้คือคลิปเรื่องราวในวงการลูกหนังต่างประเทศที่มีเบลล์ เป็นผู้พากย์เสียงประกอบ 
 
จากคลิปที่โด่งดังด้วยสไตล์การพากย์เฉพาะตัวของหนุ่มนักสร้างสรรค์ “ขอบสนาม”​ ขยายอาณาจักรเดิมที่มีฐานแฟนเกือบ 4 ล้านไลค์ไปสู่คอนเทนต์บันเทิงอื่นๆ 
 
ความสำเร็จของ “ขอบสนาม” ออกผลเมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พวกเขาแถลงว่า ได้ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี เข้ามา “บริหารงาน” ให้กลายเป็นสื่อแบบครบวงจร  
 
จากจุดเริ่มต้นของเบลล์ ที่ออกจากงานประจำมาผลิตคอนเทนต์ที่บ้านอย่างมุ่งมั่นพร้อมกับกับเพื่อนจำนวนเลขตัวเดียว จนวันนี้อาณาจักรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีกลุ่มทุนเข้ามาช่วยบริหารงาน พวกเขามีรายได้เลี้ยงทีมงานจำนวนเทียบเท่าสื่อดั้งเดิม และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วในเร็วๆนี้ 
 
นี่คือเรื่องราวจากปากหนุ่มวัย 26 ปีที่ก่อร่าง “ธุรกิจสื่อ” ด้วยน้ำมือตัวเอง ผ่านมาเพียง 2 ปี สิ่งที่เขาสร้างมีอัตราการเติบโตและผลงานที่ทุกคนเห็นว่าขยายตัวสวนทางกับการปิด/ปรับตัวของสื่อดั้งเดิม
 
สำหรับคนที่เพิ่งทำความรู้จักกับชุมชนนี้ ช่วยเล่าจุดเริ่มต้นของ “ขอบสนาม” 
 
เบลล์ : ผมจำได้เลยว่าเริ่มเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี 2015 ทำเพจขอบสนามเพราะว่าแค่อยากทำ เราชอบบอล อยากทำอะไรในออนไลน์ คือผมเป็นคนชอบเล่นออนไลน์อยู่แล้ว เคยเป็นแอดมินเพจ 9GAG in Thai รู้ข้อมูล และพฤติกรรมคนใช้สื่อออนไลน์อยู่บ้าง 
 
ตอนแรกก็ทำแบบโง่ๆเลย เอาเนื้อข่าว 20-30 บรรทัดมายัดใส่ภาพประกอบ จนวันหนึ่งถึงรู้ว่ามันก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น วันหนึ่งที่ว่าคือวันที่เริ่มอยากจัดกิจกรรมร่วมสนุกกับแฟนเพจ แจกของรางวัลจากคู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ก็เขียนกติกาอะไรไปในโพสต์เรียบร้อย คิดว่าไม่น่าจะเกิน 15 บรรทัด สรุปคนมาตอบแต่สกอร์ คือคนไม่อ่านกติกา
 
ถึงได้รู้ว่าที่ทำมานั้นไร้ค่า คนส่วนใหญ่ไม่อ่านอะไรยาว ๆ เลยคิดว่าอยากทำให้คนอ่านไม่ต้องโฟกัสที่การอ่าน เขาจะทำอะไรอยู่ก็ได้ กินกาแฟ หรือทำอะไรอย่างอื่นแล้วเสพย์ได้ คือใช้วีดีโอ ฟังไป หรือจะดูภาพตามไปก็ได้ 
 
ช่วงนั้นไม่มีใครทำ ทำเป็นคนแรกเลย พากย์เสียงลงไป จากนั้นก็ต่อยอดเอาเรื่องบอลมาผูกกับเรื่องตลกที่ผมถนัด ปรากฏว่าคนชอบ ทำไป 3 เดือนได้ 1 ล้านไลค์ 2 ปีผ่านมาก็เกือบ 4 ล้านไลค์เลย
 
ผลงานชิ้นไหนที่เป็นจุดเปลี่ยน
 
เบลล์ : ต้องขอบคุณ เปเป้ ป.ประมุข (เปเป้ กองหลังพันธุ์ดุของเรอัล มาดริด) สไตล์การพากย์ที่จับได้มาจากคลิปนี้ มีจังหวะที่เปเป้ กระทืบชาวบ้าน เราก็ต้องพากย์ให้เข้ากับภาพ ก็ตะโกนอยู่ คนแม่งชอบมาก เราปิ๊งเลย โอเค ต้องมาสายนี้ เสียงต้องสนุกๆ หยาบได้เล็กน้อย

ตอนที่ทำวีดีโอพากย์เสียงลงไป มีคนพูดถึงเรื่องภาษาที่ใช้ไหมครับ เช่นใช้คำดิบ ใช้คำหยาบ 
 
เบลล์ : ภาษาที่ใช้เป็นภาษาตามที่ผมถูกหล่อหลอมมา เป็นภาษาแบบเดียวกับบรรยากาศประมาณเพื่อนมาเล่าให้ฟัง เพื่อนที่เจอกันข้างนอก เดินมาตบหัวได้ ทักได้ ใช้ภาษาที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่บรรยากาศแบบเดินผ่านแล้วก้มเอผ่านไป คนที่ใช้โซเชียลคือคนที่ต้องเข้าถึงง่าย
 
แต่ก็มีคนถามบ้างนะว่าหยาบไปไหม ผมพยายามหาสมดุลระหว่างสาระกับภาษาที่ไม่หยาบเกินไป ถ้าจริงจังเกินไปเหมือนกินยา ถ้าเป็นเหมือนขนม แล้วแทรกสาระไปก็จะกินง่าย ขนมบางอันก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เลย ซึ่งเราเห็นผลตอบรับจากที่ทำคือยอดไลค์ขึ้นพรวดๆ แชร์ถล่มทลายมันก็ทำให้เราเห็น
 
ช่วงนั้นทำงานประจำอยู่หรือเปล่า 
 
เบลล์ : ตอนนั้นทำงานประจำ เป็นครีเอทีฟช่องพี่ “บี้ เดอะสกา” ระหว่างนั้นก็ทำด้วยกันไปด้วย พอเริ่มโตเลยรู้ว่าไม่สามารถทำสองทางได้ และออกมาทำเป็นอาชีพ
 
ตอนที่ออกจากงานประจำมา กังวลไหมว่าเสี่ยง แล้วที่บ้านว่าอย่างไรบ้าง
เบลล์ : ตอนนั้นคิดว่าตัวเองทำได้ ดังได้ ไปได้ ประมาณนี้ แต่พ่อแม่ไม่มีใครเข้าใจ เราก็ได้แต่ก้มหน้าทำไป แต่แม่นี่ด่าเลย “เป็นบ้าอะไร” ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่าอาจเหมือนกับพี่โน้ต อุดม กำลังจะจัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกในไทย คือตอนนั้นสิ่งที่ทำไม่มีภาพตัวอย่าง ไม่มีแหล่งอ้างอิงว่างานเป็นอย่างไร ก็ได้แค่พูดว่าเดี๋ยวรอดู เดี๋ยวรอดู
 
ช่วงแรกทำงานกันอย่างไรบ้าง มีทีมไหม 
 
เบลล์ : ทำกัน 3 คนกับเพื่อนครับ กินมาม่าทำกันในห้องเลย คิดแค่ว่าทำไปก่อน ทำไปก่อนให้มีชื่อเสียง แล้วเดี๋ยวจะมีคนเดินเข้ามาสนับสนุนเรา ทำนาน 3 เดือนเริ่มมีคนที่ซื้อโฆษณา เขาเป็นแฟนคลับเรา เขาทำธุรกิจเครื่องทำน้ำแข็ง เขาดูแล้วชอบ กลัวเราหยุดทำก็เลยสนับสนุน
 
การจับมือกันระหว่างมาดามเดียร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นจุดเปลี่ยนของงานที่ทำในแง่ธุรกิจเลยไหม
 
เบลล์ : คือเราทำไปแล้ว 2 ปีกว่า พี่เดียร์ก็เข้ามาครับ ผมเจอตอนที่พี่เดียร์เป็นผู้จัดการทีมชาติ ตอนนั้นมีงานเลี้ยงสื่อ ผมก็มาร่วมกินในงานด้วย แต่ไม่มีโอกาสรู้จัก  หลังแข่งซีเกมส์จบ มีน้องมาบอกว่าพี่เดียร์เรียกคุย อยากกินข้าวด้วย พอไปคุยด้วยก็รับฟังแนวคิดพี่เขาว่าอยากทำให้ขอบสนามเป็นแบบนี้ๆ 
 
ส่วนที่มาดามเดียร์ เข้ามาร่วมทำ ไม่เชิงเทคโอเวอร์ แต่เราคิดว่าสิ่งที่เราฝันที่ไม่สามารถทำได้เพราะทุนทรัพย์-ความสัมพันธ์ในวงการ ซึ่งพี่เดียร์ เข้ามาเติมเต็มเรื่องธุรกิจและช่องทางตรงนี้ อารมณ์เหมือนพี่วิชัย (วิชัย ศรีรัตนประภา ประธานกลุ่มคิงเพาเวอร์) เข้าไปทำเลสเตอร์ คือไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่เซ็ตอัพระบบ ซึ่งขอบสนามของเราจะเริ่มในช่วงปีใหม่
 
สิ่งที่เราทำมา คนมองว่าเป็นตัวตน เป็นบุคลิค เราพูดตั้งแต่แรกเลยว่าขอเหมือนเดิม ณ ตอนนี้ที่สัมภาษณ์กันกับ GM เรายังไม่เริ่ม ยังอยู่ระหว่างเซ็ตระบบ หาฝ่ายข่าวต่างประเทศ ฝ่ายบอลไทย จากเดิมที่ตัวคนเดียวกับเพื่อนไม่กี่คนทั้งเขียนสคริปต์ และอ่านลงเสียง ตอนนี้ก็จะขยายไปถึงคนอ่านด้วย ไม่ใช่คนฟังอย่างเดียว

ทำงานกับมาดามเดียร์ แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ มองมาดามเดียร์ อย่างไร
 
เบลล์ : พี่เดียร์เก่งมาก เขา 32 เรา 26 เขาเก่งมาก ที่เขาพูดมาทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องงานในตอนเจอกันมันเหมือนกับที่เราคิดเราฝันไว้เลย แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นจริงได้ แต่คือไม่คิดว่าเป็นเรื่องการควบคุม เพราะเรามีอิสระเต็มที่ และสบายใจมาก เขาเชื่อใจในตัวเรา 
 
มองว่า “ขอบสนาม”​ ตอนนี้เป็นอาณาจักรสื่อกีฬาใหม่ได้เลยไหม
 
เบลล์ : คิดว่าอาจไม่ใช้คำว่าสื่อ เป็นชุมชนกีฬา นำเสนอนิวมีเดียที่มีเพจ “ขอบสหนัง” ที่ทำคลิปเนื้อหารีวิว-เรื่องราวเกี่ยวกับหนัง มีฟุตบอลที่ทำอยู่ทั้งคลิปและข่าวสาร ที่จะขยายเพิ่มคืออีสปอร์ตส 
 
มีหลายเครือแบบนี้ กระบวนการทำงานเป็นอย่างไร
 
เบลล์ : ผมจะเป็นคนอ่านหลัก ตอนนี้มีคนเขียนให้ ตื่นมาก็อ่านเลย เที่ยงตัดต่อลงเพจขอบสนาม ขอบสหนัง ถ้าวันไหนมีถ่ายรายการก็จะนัดวันกันไป หลักๆคือ 7 วันต่อสัปดาห์ ส่วนทีมงานมีวันหยุดได้ แต่หน้าที่ผมเป็นคนอ่าน ไม่มีคนทำแทน แต่คือทำอยู่ที่บ้าน และตอนนี้กำลังทำออฟฟิศ เพราะงานขยายขึ้น ทีมงานประมาณ 20 กว่าคน 
 
ตอนนี้รายได้ครอบคลุมต้นทุนไหมครับ
 
เบลล์ : รายได้สามารถครอบคลุมได้แล้วครับ คือเหมือนที่ทุกคนรู้กันว่าเม็ดเงินโฆษณาจากทีวีเริ่มย้ายมาช่องทางอื่นด้วย
 
ช่องทางที่เรามีคือเว็บไซต์ มีช่องยูทูบทำคอนเทนต์วีดีโอ มีแฟนเพจในเฟสบุ๊คซึ่งเป็นพื้นที่ให้โฆษณา มีวีดีโอที่รองรับงานลูกค้า ไปจนถึงจัดอีเวนท์แข่งกีฬา 
 
รายได้หลักของเราคือโฆษณาจากเพจเป็นหลัก มีงานอีเวนท์เพิ่มเติมยิบย่อยอีกพอสมควร ... เรากำลังจะจดทะเบียนเป็นบริษัท ถ้าช่องทางพร้อมแล้วจะมีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
 
ส่วนขอบสหนัง ทำเอามันส์ ใช้เสียงกับสิ่งที่เราชอบ แล้วชวนคนไปดูหนังได้มากกว่า ขณะที่อีสปอร์ตส ก็จะมีเป็นอีเวนท์ จัดแข่งเกมฟุตบอลชิงเงินรางวัล และต่อยอดไปให้พวกเขา ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมอย่างเดียวครับ
 
 
พูดถึงช่องทางที่เพิ่มมาอย่าง Twitch ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ตรงนี้เป็นช่องทางที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นไหมครับ
 
เบลล์ : Twitch เป็นผู้ให้บริการสตรีมมิงที่เข้ามาตีตลาดคู่กับยูทูบ ดึงผู้สร้างคอนเทนต์มาจัดคอนเทนต์ในเว็บซึ่งก็เป็นรายได้พอสมควร พูดง่ายๆเลยว่า Twitch อัดฉีดให้กับคนในวงการเกมเยอะ
 
พูดถึงช่วงนี้ที่วีดีโอหายไป และเพิ่งแถลงถึงเรื่องจัดซื้อลิขสิทธิ์ภาพอย่างถูกต้อง
 
เบลล์ : เพจอยู่ระหว่างเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ให้ถูกต้อง เราเจรจาทั้งต่างประเทศและบอลไทย คือเราก็ไม่อยากอยู่เฉยๆ ทำงานมา 2 ปี พอไม่ได้ทำก็รู้สึกแปลกๆ ระหว่างนี้ข่าวสารในรูปแบบวีดีโอจะไปอยู่ในเพจ “ขอบสนามหามมาเล่า” 
 
รูปแบบการทำงานของ “ขอบสนาม” ที่เป็นทั้งข่าวสารกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จมากด้วยยอดการเข้าถึงที่อาจแซงสื่อหลักด้วยซ้ำ และยังมีด้านความบันเทิงด้วย มองว่าสื่อทางเลือก หรือสื่อในเครือสามารถทดแทนสื่อหลักได้เลยหรือเปล่า
 
เบลล์ : ถ้าพูดว่าแทนได้ก็ดูกร่างไป พูดว่าทุกคนเข้าถึงได้ดีกว่า เวลาที่เราโพสต์ข่าวสาร ผลฟุตบอล ข่าวกีฬา พื้นที่ชุมชนของเราเป็นที่ที่ทุกคนระบายได้ ก้มหน้าคุยกันได้ ไม่ว่าทีวีจะรายงานช้าหรือเร็ว แต่พอบอลจบ 30 วินาทีต้องมีรายงานขึ้นมาแล้ว ทำให้ได้คนได้รับข้อมูลเร็ว และยังเข้ามาร่วมปฏิสัมพันธ์กัน
 
ขอบสนามเป็นพื้นที่ที่อยู่กับแฟนบอลทั้งวัน เป็นเวลาที่นานนะ สื่ออื่นอาจมีพื้นที่ของเขา แต่เราอยู่กับเฟสบุ๊คเป็นหลัก พอมีรายงานผลก็คิดว่าเราเป็นชุมชน มาออกความคิดเห็นเรื่องบอลกันได้ 
 
ในอนาคตอยากให้คนมอง “ขอบสนาม” อยู่ในฐานะอะไร มองตัวเองว่าอยู่จุดไหน อยู่ในสถานะผู้บริหารบริษัท หรือสื่อได้ไหม
 
เบลล์ : อยากให้มองให้ขอบสนามเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่เป็นนักกีฬา คือคนแต่ละอาชีพจะมีพื้นที่ ใครๆก็อยากออกรายการนั้นรายการนี้ ร้องเพลงก็อยากประกวดเดอะวอยซ์ ถ้าเป็นนักฟุตบอลอยากให้มองว่าอยากยิงสวยๆให้ออกขอบสนาม ให้คนที่ออกมีชีวิตที่ดี เป็นนักบอลที่เท่ รวย สร้างชื่อให้ทีมชาติ ให้นักบอลเด่นและมีพื้นที่ที่คนรักเขา
 
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเราอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่เคยออฟไลน์ เราเคยรวมเงินช่วยภัยน้ำท่วมยังได้แสนห้าเลย เรายังมีโครงการต่อยอดไปถึงเว็บ หรือให้คนทางบ้านมาเป็นคอลัมนิสต์ 
 
สำหรับตัวผมคิดว่ามองตัวเองเป็นเบลล์ ขอบสนามอยู่ เป็นคนทำคอนเทนต์ ผมไม่เก่งเรื่องบริหาร หลังจากนี้ก็จะทำร่วมกับมาดามเดียร์ และฝ่ายที่ดูแลด้านการบริหารที่เข้ามาทำด้วยกัน
 
มองอนาคตของ “ขอบสนาม”​ อย่างไรบ้าง ถ้าสื่อดั้งเดิมมีจุดพลิกผันได้ คิดว่าอนาคตขอบสนามจะต้องเจออะไรบ้าง
 
เบลล์ : คิดเสมอว่าเฟสบุ๊คไม่คงกระพัน แต่สิ่งที่คงอยู่คือคอนเทนต์ ถ้ามันเจ๋งจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ก็มีคนตามไป “ขอบสนาม” เป็นชื่อที่ต้องดึงคนด้วยน้ำเสียง แต่อนาคตภาพจะใหญ่ขึ้นกว่านั้นและมีดึงด้วยอย่างอื่น