x

เรื่อง: ณัฐพล ศรีเมือง
ภาพ: กิตตินันท์ จรรยางาม
จากนิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2560
 
ชาคริต แย้มนาม So You Think You Know Me?
 
พระเอกหนุ่มกำลังตื่นเต้นรอวันที่จะได้อุ้มลูกซึ่งจะคลอดประมาณกลางปีหน้า การที่กำลังจะได้เป็นพ่อคนย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ที่ดียิ่งไปกว่านั้นคือ นี่เป็นอุดมคติของผู้ชายคนหนึ่งที่คิดฝันอยากมีครอบครัวตั้งแต่เด็กๆ และสิ่งนั้นมาถึงแล้วหลังจากที่ชีวิตผ่านอะไรมามากมายจนแตะวัยหลักสี่
 
ชาคริต แย้มนาม จะมาบอกเล่าถึงบทบาทใหม่ที่ท้ายกว่าบทไหนๆ ที่เขาเคยได้รับมา กับการเป็นผู้นำครอบครับที่กำลังก่อร่างสร้างตัว รวมถึงบางด้านของชีวิตที่อาจจะไม่ใช่ภาพจำของชาคริตในสายตาใครๆ 
 
นอกจากนี้ผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา ‘คิดถึงทุกปี Memories of New Years’ กำลังจะเข้าฉายปลายเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งนอกจากจะแสดงนำแล้วชาคริตยังมีส่วนร่วมในฐานะผู้สร้างด้วย หนังฟีลกู๊ดซึ่งมีมุมมองทางวัฒนธรรมต่อประเทศเพื่อนบ้านน่าสนใจ และทรรศนะส่วนตัวของเขาที่สะท้อนกลับมายังบ้านเราก็น่าจะกระตุกความคิดของคุณได้มากทีเดียว
 
มองชีวิตตัวเองตอนนี้ ชาคริตบอกว่าค่อนข้างสมบูรณ์ แฮปปี้มาก เป็นไปตามที่เคยคิดเอาไว้ และเริ่มมองไปข้างหน้าอย่างเป็นสเต็ป 
 
ที่ผ่านมาเขาให้เวลากับการแสดงค่อนข้างเยอะ และตอนนี้กำลังจะเริ่มทำรายการใหม่ของตัวเอง คือ ‘ทัวร์ตัวแตก’ เวลาก็จะยิ่งถูกใช้เข้าไปอีก ไหนจะโปรเจ็กต์ใหม่อื่นๆ ทั้งที่ทำเองและที่รับจ้างด้วย ส่วนธุรกิจที่ทำอยู่ เช่น ร้านอาหาร หรือธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังจะทำอย่าง ซอส เม็ดมะม่วงหิมพานต์ปรุงรส บราวนี่สติ๊กอบกรอบ ถ้าโฟกัสกับมันอีกสักนิดหนึ่ง น่าจะไปได้ไกลและเร็วกว่านี้
 
“ก็เลยคิดว่าครึ่งปีแรกของปีหน้าน่าจะโฟกัสกับธุรกิจมากขึ้น พูดง่ายๆ คือแบ่งครึ่งกับงาน ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการทำให้ทุกอย่างมันเริ่มและเดินไปได้ด้วยตัวของมันเอง แต่นั่นก็หมายถึงว่าต้องแลกมากับความเหนื่อยและความรับผิดชอบอะไรต่างๆ ซึ่งก็สู้กันอีกฮึดหนึ่งในเรื่องของธุรกิจที่ทำอยู่ อันนั้นสำหรับครอบครัวที่เราจะสร้างความมั่นคงไว้ให้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าลูกเกิดมาเขาอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นอะไร แต่ว่าอะไรที่ทำไว้ได้เราก็ทำไว้ก่อน โดยที่ไม่ได้ไปคิดแทนเขาหรอก แต่เราก็ทำเผื่อไว้ให้เขา 
 
การแสดงเราก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ ศิลปะในวงการบันเทิงเราก็คงไม่ทิ้ง เพราะมันเป็นอาชีพที่เรารัก และเป็นความละเอียดอ่อนของศิลปะที่เป็นตัวตนของเราด้วยในพาร์ทหนึ่งของชีวิต" 
 
นั่นคือหลายอย่างที่เขาแพลนไว้ในเรื่องหน้าที่ของงานราษฎร์ 
 
“ส่วนเรื่องของงานหลวง (หัวเราะ) ก็ต้องประคบประหงมคุณภรรยา แต่ว่าเขาเป็นคนสบายๆ เป็นคนแข็งแรง ก็โชคดีไป ส่วนคุณแม่ ผมกับภรรยาเองก็ช่วยดูแลกัน รวมถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ญาติพี่น้องทุกคนที่เกี่ยวข้อง ก็คงต้องเป็นองค์กรหนึ่งที่แข็งแรงที่เราก็ต้องสร้างขึ้นมา อยากให้ทุกคน ผม ผู้จัดการ เพื่อนๆ ที่เราทำงานกันมา โตไปด้วยกัน เป็นเรื่องของอนาคต ผมไม่เชื่อในเรื่องของการทำอะไรคนเดียว คือถ้าไปด้วยกันได้เป็นแพ็คมันก็ดีกว่า ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่น่าจะน่ารักและประสบความสำเร็จ”
 
มันอารมณ์เหมือนกับที่เขาว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 40 มั้ย? - GM ถาม
 
“เรียกว่าเป็นการโฟกัสตอน 40 ดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเราก็บ้างานอยู่แล้ว มีงานก็ทำเต็มที่ตลอด จนโอเวอร์โหลดตัวเองไปหลายครั้ง แต่ว่าก็รอดมาได้ เราไม่ได้จัดแจงชีวิตให้มันเป็นระบบมากกว่า เพราะเราก็คิดว่าทำงาน ทำงานเสร็จกลับบ้าน ส่วนไอ้เรื่องชีวิตส่วนตัวว่ายังมีความกระหายที่จะไปเที่ยว ต้องเจอเพื่อนทุกวัน มันหายไปนานแล้ว อันนั้นไม่มีแล้ว เพราะทุกคนก็ต่างโตขึ้น ต่างทำงาน เริ่มมีครอบครัวของตัวเอง มันคงเป็นเรื่องของการจัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่ เข้าล็อก ตามเวลา และต้องมีเวลาพักด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่พัก คือไม่ได้มีความรู้สึกว่ากูตายไม่ได้นะ มันกลายเป็นทำไปจนสุดแม็ก ทะลุเพดานของพละกำลังของร่างกาย แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้ ทำอะไรก็ต้องคิดเยอะขึ้น ด้วยอายุด้วย ใจเรามันไปอยู่แล้วล่ะ แต่ร่างกายบางทีไม่ไหวจริงๆ”
 
อยากมีครอบครัวมีลูกมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งสมหวังตอนเข้าวัยสี่สิบ เขารู้สึกว่ามีลูกช้าไปมั้ย เสียดายมั้ย
 
“ไม่นะ ไม่หรอก คือช้าหรือเร็ว ผมเชื่อว่าทุกอย่างที่ผ่านมามันเป็นประสบการณ์ชีวิต แล้วก็การมีลูกผมคิดว่าไม่ได้มีกันง่ายๆ เด็กจะมาคนหนึ่งเขาไม่ได้มาง่ายๆ นะพูดจริงๆ แต่พอเราแค่อยากมีเราก็ได้ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นของขวัญ เป็นรางวัล เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ก็อยากได้สองคน พูดเหมือนง่าย แต่คนที่สองก็ขอให้มาง่ายๆ เหมือนกัน (หัวเราะ)” 
 
ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นในวัยที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งคู่ เรามองว่ามันน่าจะเป็นไปด้วยความราบรื่นลงตัวแบบผู้ใหญ่ๆ 
 
ผู้ใหญ่ปัญญาอ่อนก็มีตั้งเยอะแยะ ผมเองยังงี่เง่าบางที ผมว่ามันเป็นเรื่องเคมีของคนสองคนมากกว่า ที่พออยู่ด้วยกันแล้วมันรีแลกซ์ มันสบาย เราอยู่กันเหมือนเพื่อนมาก่อน เข้าใจกันมาก่อน จนรู้ไส้รู้พุง เราโอเพ่นทั้งคู่ คุยอะไรกันก็ได้ทุกเรื่อง จนสุดท้ายพอเริ่มเป็นความสัมพันธ์ที่ซีเรียส เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนในวงการบันเทิง ทำยังไงที่จะไม่ให้ความวุ่นวายมาเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา ซึ่งเราก็เปิดโอกาสและให้เกียรติเขา ให้เขาได้ตัดสินใจว่า ถึงแม้ว่าคนเราโดยธรรมชาติมาเจอกันคุยกันชอบกัน แต่ต้องคิดและไตร่ตรองดูดีๆ ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วระยะยาวชีวิตยูจะเป็นยังไง ซึ่งตัวเราเองเวลาเราโดนข่าว บางทีมันยังทำให้เรามีความรู้สึกบ้างเลย
 
บางทีมันยังสะกิดความรู้สึกเราให้เราเครียด แล้วเขาล่ะ คือเขาไม่ใช่คนที่จะมาโดนอย่างนี้ เราก็คิดหลายเรื่อง ตัวเราเองเหมือนกัน ต่างคนต่างก็คิด แต่พอตัดสินใจกันว่าใช่ มันก็ใช่ ก็เป็นการตัดสินใจที่กลับกลายเป็นซิมเป้ิล เพราะความยากมันเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในช่วงคุยกันแรกๆ เหมือนได้เตรียมตัวมาก่อน ลองคิดในอีกแบบหนึ่งว่าเราอาจจะไม่ใช่หรือเปล่ามาก่อน เพราะฉะนั้น ด้วยประสบการณ์ ด้วยวัยต่างๆ ผมคิดว่ามันก็เลยเป็นสิ่งที่ลงตัว” 
 
 
จุดที่อยากทำให้ชาคริตอยากมีครอบครัวตั้งแต่เด็ก คือการที่คุณแม่ของเขาเป็น Single Parent
 
“คุณแม่เราดูแลเรามาดีมาก คุณพ่อดูแลพี่สาวอยู่ที่อเมริกา มันก็หน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เขาต้องแยกกันทำ เพราะด้วยการตัดสินใจของเขา แต่ตัวเราเองในฐานะลูก ถามว่าโตมาเรามีความรู้สึกมั้ย เราก็มีความรู้สึกนึกคิด ก็คนเหมือนกัน ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่ามีความรู้สึกที่ขาด แต่ว่าโชคดีที่เรามีคุณแม่ที่เติมเต็มให้ได้ ซึ่งทำให้เราก็จะพยายามอย่างเต็มที่ทุกครั้ง เวลาเราตัดสินใจคบกับใครเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าไปได้ก็ไป ถ้าไม่รอดก็แยกทางกันไป แล้วชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป” 
 
อีกครั้งที่เขาพูดถึงเรื่องว่า ทุกคนไม่ว่าจะสื่อหรือใครๆ ต่างชอบคิดแทนเขาเหลือเกิน ในความเป็นผู้ชายแบบ ‘ชาคริต แย้มนาม’ ว่าจะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ 
 
“ถามว่าคนที่คิดแทน คนที่พูดพวกนั้น เขาก็ไม่ได้รู้จักตัวตนของเรา ก็ถือว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เขาซึมซับมาจากคาแรกเตอร์ที่เราเล่นจากอะไรอย่างนี้มากกว่า ซึ่งเราจะไปถือโทษอะไรเขาก็ไม่ได้ เราก็ต้องมองเป็นสัจธรรมว่า เขาด่าเรา แต่เขาไม่รู้จักเรานะ แต่ถ้าเขารู้จักเรา แล้วเขาว่าเรา แสดงว่าเขาต้องเป็นเพื่อนเราแล้วล่ะ อันนี้เราก็ต้องยั้ง หยุด และคิดแล้วว่าเรื่องอะไร แต่เวลาคนอื่นชม ก็อย่าลืมว่าเขาเองก็ไม่ได้รู้จักเราเหมือนกัน บางสิ่งบางอย่างเราอาจจะไม่ได้ดีเท่าที่เขามองเราก็ได้ แต่บางครั้งกูก็ไม่ได้เหี้ยเท่ากับที่มึงมองไง ต้องหาบาลานซ์ตรงกลางให้เจอ ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ที่มองทุกอย่างเป็นกลาง เหนื่อยนะ ก็เจ็บมาเยอะ เสียใจมาเยอะ ไม่เข้าใจสังคมมาเยอะ แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยวาง ต้องเป็นการบำบัดจิตตัวเองมากกว่า”  
 
 
2
เราเห็นชาคริตกันมานาน รู้สึกว่าเขาผ่านอะไรมาเยอะแยะมากมาย และชีวิตก็น่าจะมีจุดเปลี่ยนหลายๆ จุด เราขอให้เขายกตัวอย่างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญๆ และวิธีที่เขาผ่านมันมาได้ 
 
“เรื่องความเข้มแข็งทุกอย่าง จริงๆ ผมโอเคหมดนะ แต่ว่าเป็นคนเซนสิทีฟเกินในหลายๆ เรื่อง เป็นคนคิดเยอะ เรื่องใหญ่ๆ น่ะไม่ค่อยกลัว ไปคิดเล็กคิดน้อยเรื่องงี่เง่าๆ กับตัวเอง แล้วมันเลอะสมอง แต่ว่าพอแม่ล้ม แม่ป่วยขึ้นมาปุ๊ป ตอนนั้นคือด้วยธรรมชาติเลย โดยที่ไม่รู้เพราะอะไร มันเข้มแข็งขึ้นมาโดยรู้สึกว่า เราเป็นอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ คือหมายถึงว่า เราจะเฮิร์ท เราจะเศร้า เราจะฟุ้งซ่านเรื่องอะไรอยู่ก็แล้วแต่ มันตัดออกหมด ตอนนั้นโฟกัสเรื่องแม่อย่างเดียว แล้วมันทำให้เรารู้คุณค่าของชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งว่าเป็นยังไง 
 
“เราต้องมองทุกอย่างว่าเป็นธรรมชาติด้วย ดูแลแม่ให้ดีที่สุด อย่าไปคิดเยอะ คิดเยอะแล้วใจมันจะหล่น เพราะเรากลัวไปหมด แล้วเลิกโทษตัวเอง เวลาเราทำงานดึก ป่วย ไปหาแม่ไม่ไหว เราก็โกรธตัวเองว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็อย่าโทษตัวเอง เพราะพอโทษตัวเองแล้วทุกอย่างก็พัง เราพังไม่ได้ คนอื่นเขาไม่ได้มีโอกาสอย่างเรานะ แม่เป็นแบบนี้ไม่มีตังค์นี่คือยุ่งเลยนะ แล้วมันเป็นโรคยอดฮิตมากของประเทศไทย คนอื่นเขาซัฟเฟอร์ขนาดไหน เรายังมีโอกาสตรงนี้ ซึ่งเราก็เลยอยากให้แม่รู้ว่า โอกาสยังมี เขายังได้ใช้ชีวิต คนอื่นคือ แม้แต่พี่สาวแม่เองก็นั่งอยู่บนรถเข็นไม่รู้เรื่องจนเขาเพิ่งเสียไป พี่น้องสี่คนของแม่ สามคนก็เส้นเลือดในสมองแตกหมด กรรมพันธุ์แบบสุดๆ ซึ่งเราเองหลังๆ เวลาคิดอะไรมันปื๊ดๆ ในหัว เราก็แบบไม่นะๆ พยายามนั่งสมาธิพุทโธโทๆ ไปทุกครั้ง เหมือนคนบ้า เราเป็นอะไรไม่ได้ ก็เป็นวิธีจัดการกับตัวเอง”
 
ชาคริตเป็นคนนั่งสมาธิมาเป็นสิบปีแล้ว หลักปรัชญาทางศาสนาและการปฏิบัติ คือสิ่งยึดเหนี่ยวและค้ำจุนเขาเสมอมา
 
“ก็ลุคมันไม่ให้ไง (หัวเราะ) ผมนั่งมาเป็นสิบปีแล้ว เป็นโยมอุปัฏฐากพระปฏิบัติธุดงค์ตั้งแต่ยังเป็นเณร จนทุกวันนี้จบเปรียญ 13 สองรูป ทำบุญก็ทำตลอด แต่ไม่เคยบอกใคร ไมได้เที่ยวป่าวประกาศ จนตอนหลังที่ได้เป็นเจ้าภาพกฐินพระราชทาน ก็ลงหน่อยละกัน ถือว่าเราทำให้คุณแม่ เป็นเกียรติแก่ครอบครัว แต่สุดท้ายคือเราก็ทำของเรามาเรื่อยๆ คนมองว่าแบดบอย แต่เราก็นั่งสมาธิของเราตลอด เป็นเรื่องปกติของเรา คือมันเป็นเรื่องปกติของผมที่คนอื่นไม่ได้คิดว่าผมเป็น เพราะเขาไม่รู้จักเรา”
 
จุดเริ่มต้นด้านนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ต้องเล่าย้อนไปถึงตอนที่เขาเริ่มสนใจด้านปรัชญาศาสนา
 
“เราอยู่นานาชาติ เรียนเมืองนอก กลับมาก็รู้สึกว่าทำไมโตมาต้องเข้าโบสถ์แล้วสวด our father, which art in heaven ในขณะที่แม่เราก็คอยสอนตลอดว่าเราคนไทยนะ เจอผู้ใหญ่ไปลามาไหว้ พูดจากต้องมีหางเสียง อย่างโน้นอย่างนี้ จนสุดท้ายเรารู้สึกห่างเหินกับวัฒนธรรมไทยมาก พออายุประมาณ 19 กลับมาก็เข้าคิโนะคุนิยะ ตอนนั้นเอ็มโพเรี่ยมเพิ่งสร้าง เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือก็เข้าร้านหนังสือ อยู่ดีๆ ไปเจอตัวเองอยู่หน้าเซคชั่นพวกปรัชญาของพระพุทธเจ้า ปรัชญาของฮินดู ปรัชญาของอิสลาม
 
ด้วยความที่อยู่นานาชาติเราเลยรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรา Universal นะ รับสิ่งดีๆ ของเขาได้หมด ที่บ้านนี่คือมีหมดทุกศาสนา ผมเป็นคนที่รับคำสอนของทุกศาสนา ผมว่าจริงๆ แล้วเหมือนกันเลย ผมไม่ได้ดูว่ากฎของลัทธินี้ศาสนานี้เป็นยังไง แต่ดูที่คำสอนของเขามากกว่า ซึ่งออกมาจากสัจธรรมของความเป็นคน บางอย่างก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักเหมือนกัน เพราะแต่ละคนไลฟ์สไตล์ของชีวิตมันไปอีกแบบ บางคนอาจจะต้องไปเจอสถานการณ์ชีวิตแบบนี้ๆ ซึ่งเหมือนมีหลายอาจารย์ไว้ก็ดี เราก็คิดว่าเป็นอาวุธแก่ตัว"
 
 
ในเมื่อรู้หมดเลยว่าพระเยซูมาจากไหนทำอะไรตามไบเบิล แล้วพระพุทธเจ้าล่ะท่านเป็นยังไง เล่มแรกที่เขาซื้อก็เลยเป็นหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ Before He was Buddha 
 
“เป็นเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือประวัติของพระพุทธเจ้านั่นแหละ แต่คือก็อ่านเป็นเรื่องเป็นราว แล้วเจ๋งมาก เข้าใจแล้วที่เขาบอกว่าไม่เคยบังคับใคร แค่เขาเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วมันก็สอนชีวิตคุณ แล้วคุณก็ไปปรับใช้ หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมอยากรู้ต่อ อยากจะมีความรู้ต่อในเรื่องของเจ้าชายสิทธัตถะ เรื่องของพุทธศาสนา”
 
อ่านหนังสือปรัชญามาเรื่อยๆ จนวันดีคืนดีตอนอายุประมาณ 27-28 กิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เพื่อนนักแสดงจากซีรีส์ ‘เป็นต่อ’ ก็ชวนไปนั่งสมาธิ
 
“เราบอกว่าไปสิโดยที่ไม่คิดอะไร เหมือนตอนบวช พระอาจารย์โทรมาถาม บวชมั้ย บวชครับ ซึ่งตอนนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรกับชีวิตด้วย เราคิดแค่ว่าเราจะทำเพื่อขอบคุณคุณแม่ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราไม่เคยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราสนใจอยู่แล้ว แต่มันคงเป็นจิตใต้สำนึกของเราที่พอมาเขามาหาเราปุ๊ป เหมือนท่านมาโปรดเรา เราก็ ครับ ไป
 
"หลังจากนั้นพอไปปุ๊ป เอ๊ะ ทำไมมันใช่ ทำไมรู้สึกเราเดินจงกลมแล้วสบาย ชอบ ไม่ต้องพูดกับคนเจ็ดวัน พอนั่งสมาธิ เราก็นั่งธรรมดาไม่ได้ ต้องขัดสมาธิเพชรอีก คือพระเห็นพระยังงง แต่ก็อย่าเหลิง จนทุกวัดที่เราไป พระอาจารย์ต่างๆ กลายเป็นทุกวันนี้เรามีพระอาจารย์ที่เราเลื่อมใสเยอะมาก ที่ให้คำสอนเข้ากับคนยุคใหม่ได้ดี และทุกรูปก็พูดอย่างเดียวกันว่า ขอแค่อย่างเดียวคืออย่าละการนั่งสมาธิ แค่นั้นเอง ซึ่งผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไม เพราะว่าทุกครั้งที่เวลาเราเจอมรสุมชีวิต เจออุปสรรค แค่พอเราหลับตา เราโฟกัส ใส่ใจ เรากลับเข้าไปสู่สภาวะที่เรานั่งสมาธิ แค่แป๊ปเดียว มันทำให้เราใจเย็น แล้วก็มองเห็นทุกอย่างว่า อ๋อ มึงงี่เง่าของมึงคนเดียวแหละ ไม่มีอะไรหรอก (หัวเราะ)
 
คือคิดเลอะเทอะไปเอง ในหลายๆ ครั้ง บางอย่างมันก็ช่วยทำให้เราเลือกทางเดินทีละสเต็ปได้อย่างมั่นคงและระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งมันก็คือสเต็ปของการโตขึ้นด้วยอะไรด้วยแหละ คงหลายๆ อย่าง อย่างละนิดละหน่อย ที่มาสร้างความเป็นตัวตนของคนๆ หนึ่ง คือทุกคนก็จะมีวิธีของตัวเอง อย่างผมอาจจะมีเรื่องสมาธิ”
 
ทุกวันนี้เป็นกิจวัตรที่ต้องนั่งสมาธิ?
 
“เมื่อได้ บางทีก็ละเป็นเดือนเหมือนกัน หมายถึงที่มานั่งจริงจัง แต่ว่าถ้าเป็นการหยุดแล้วทำสมาธิ หายใจ หรือแค่เดินซ้าย-ขวาๆ มันมีวันหนึ่งไม่รู้กี่รอบอยู่แล้ว เป็นอยู่ตลอดเวลา นั่งๆ บนรถก็หลับตาพุทโธไป คือจริงๆ แล้วมันไม่ได้จำเป็นต้องมานั่งตลอด แต่ถ้ามีเวลาที่มานั่งได้เพื่อปฏิบัติแบบเคร่งหน่อย อย่างอาทิตย์ละหนก็น่าจะดี แต่บางทีเราไม่ไหว ถึงบ้านก็หลับแล้ว แต่ว่าก็พยายาม ก่อนนอนก็พุทธโทตลอด หลับไปเขาก็ว่ากันว่าหลับในฌาณ นอนไปสิบชั่วโมงก็เท่ากับอยู่ในฌานสิบชั่วโมง ก็คิดแบบนั้นแล้วกัน คือพุทธศาสนาเขาว่าไว้ เอาเป็นว่ามีทุกวัน แต่ไม่ได้เป็นการลุกขึ้นมานั่งแบบนั้นทุกวันดีกว่า วันหนึ่งสิบนาทีบางทีผมยังไม่มีเลย หรือมีก็ขี้เกียจบ้าง เพราะว่าก็ไม่ใช่พระ (หัวเราะ) คนเรามีอะไรต้องทำเยอะแยะ แต่ตอนห่มผ้าเหลืองนี่วันหนึ่งผมเข้าวิปัสนาประมาณ 5 รอบนะ”
 
 
ผลงานใหม่ของชาคริตที่เรากำลังจะได้ดูกันในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ มีชื่อว่า คิดถึงทุกปี Memories of New Years เป็นหนัง Feel Good ร่วมทุนสร้างของ 3 ประเทศ คือ ไทย-ลาว-กัมพูชา โดยความร่วมมือของ ศักดิ์ชาย ดีนาน ฟิล์ม (ผู้สร้างภาพยนตร์ สะบายดี หลวงพระบาง), 9 บิลเลี่ยน พลัส และชาคริต แย้มนาม ที่นอกจากจะแสดงนำแล้ว ยังร่วมทุนสร้างด้วย
 
หนังจะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ทด้วยกัน คือ ไทย, ลาว และกัมพูชา บอกเล่าถึงเรื่องราวความรัก และมิตรภาพดีๆ ของผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา ที่โชคชะตานำพาให้มาเจอกันในเทศกาลปีใหม่ (สงกรานต์) โดยเหตุการณ์ต่างๆ จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ ซึ่งชาคริตจะอยู่ในพาร์ทลาว ประกบกับนางเอกสาวชาวลาว บาร์บี้-ปิยะมาศ พูนประเสิด 
 
“เรื่องนี้ต้องบอกว่าโชคดีที่พี่โป๋ย (ศักดิ์ชาย ดีนาน) ติดต่อกลับมา ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ค้างมาตั้งแต่สะบายดีหลวงพระบาง คือภาคแรก ซึ่งตอนนั้นเราไม่มีคิวจริงๆ เพราะทำงานยาวตลอด จนเขาผ่านไปหลายภาคจนกลับมาเป็นคิดถึงทุกปี อันนี้คิวเราก็มีให้เขาน้อยมาก แต่ว่าคือเรื่องมันน่ารักจริงๆ แล้วพอเขาชวนมาว่าร่วมโปรดิวซ์เลยมั้ย เราก็เอาสิ เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่แล้ว ก็ลองดู ทำกับกลุ่มคนเล็กๆ ที่สนิทกันอยู่แล้ว มองถึงศิลปะการเล่าเรื่อง เน้นสคริปต์ เน้นนักแสดง มากกว่าพวกเอ็ฟเฟ็กต์สลิง คือมาทางเดียวกัน และรู้สึกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้เจ็บตัว คือไม่ใช่ทุนสองร้อยล้านที่แบบว่าต้องขายให้ได้ ถ้าแบบนั้นเราก็คงไม่ทำ เพราะไม่มีตังค์ถึงขนาดนั้น  (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการร่วมโปรดิวซ์ที่สบายใจ และเชื่อในตัวเรื่องที่มีความน่ารักที่ดูแล้วฟีลกู๊ด ยิ้มตลอดทั้งเรื่อง และไม่มีอะไรที่โอเวอร์มากไป หรือน้อยไป มันพอดีๆ”
 
เรื่องนี้เขาอยากให้เห็นถึงเรื่องช่องว่างของวัฒนธรรมที่เราอาจจะคิดว่าแตกต่างกัน และไม่เข้าใจกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นวัฒนธรรมที่เหมือนกันมาก เขาบอกว่าตรงนี้แหละน่ารัก 
 
“ผมรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่ฟีลกู๊ด เป็นการพูดถึงวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกัน การแชร์วัฒนธรรมที่เหมือนกันที่ไม่ควรที่จะให้มันสูญหายไป เล่ากันอย่างเรียบง่าย เล่ากันด้วยความคล้ายคลึงของภาษาที่ยังมีแก๊ปมีกำแพงอยู่ อาจจะมีความแตกต่างแต่สื่อให้เห็นถึงความเหมือน คือเราอาจจะคิดว่าคนละประเทศ แตกต่างกัน แต่จริงๆ แล้วคือเราแทบจะเป็นพี่น้องกันเลย ปีใหม่ก็เหมือนกัน มีประเพณีเหมือนกัน เข้าวัดเข้าวาเหมือนกัน
 
แต่ว่าด้วยสังคมทุกวันนี้ มันเหมือนค่อยๆ จางหายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะใส่ใจและก็อนุรักษ์เอาไว้ เพราะขนบธรรมเนียมเราเป็นส่ิงที่ละเอียดอ่อน ที่ทั้งโลกเขาเห็นคุณค่าเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ เห็นถึงประเพณีที่เขาเองยังเข้าถึงได้ ยังรู้สึกถึงความลึกซึ้งได้ แต่เราเองต่างหากที่บางทีเพราะเราเกิดมาเราอยู่กับมันทุกวัน เราเลยไม่ได้เห็นถึงความลึกซึ้งของมันตรงนั้น เพราะเรารู้สึกว่ามองซ้ายก็เจอมองขวาก็เจอ แต่ว่าจริงๆ แล้วเราควรจะต้องคอยคำนึงถึงตลอดว่า นี่คือสมัติของเรา คือสิ่งที่มีคุณค่าที่อยู่กับขนบธรรมเนียมของเรามาตลอด”
 
นอกจากนี้ ประสบการณ์การถ่ายทำหนังที่ประเทศลาว ยังให้มุมมองหลายๆ อย่างกับเขา ที่ทำให้ต้องมองย้อนกลับมาที่บ้านเราด้วย
 
“คนลาวน่ารักมาก ขนบธรรมเนียมทุกอย่างอยู่ครบ ถามว่าเขาล้าหลังเรามั้ย ไม่นะ เขา up to date มาก แต่เขาอยู่ภายใต้วัฒนธรรมที่ดูแล้วไม่เคอะไม่เขิน ไม่ได้ดูว่าคร่ำครึ คือกลายเป็นน่ารัก ประเทศยังไม่ได้โดนทำลาย ธรรมชาติยังอยู่ร่วมกันได้ดี ยังมีกฏในการรักษาภาพลักษณ์ของอาคารให้คล้องจองกับธรรมชาติ โดยเรื่องไอทีเรื่องอะไรที่เข้ามา มหัศจรรย์มาก กับเด็กรุ่นใหม่ที่จบนอกกลับมา เคยฟังมั้ยพวกเพลงแร็ปของเด็กพวกนี้ เขาเก่งมากนะ แล้วเขาก็ภูมิใจที่เขาเป็นคนลาวมาก เขาไม่เห็นต้องไปทำเกาหลีเลย แล้วเขาก็เป็นตัวตนของเขาที่ไม่ดูเป็นหุ่นยนต์เพื่อสร้างคาแรกเตอร์บางอย่างเหมือนเด็กบ้านเรา
 
“ผมบอกเลย สื่อนี่สำคัญมาก เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าทำไมมีอะไรก็ด่าแต่สื่อ แต่ทุกวันนี้สื่อนี่ทำพังจริงๆ นะ คือทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มันจบแบบมี moral กับชีวิตนิดหนึ่งได้มั้ย มีคำสอนที่ดีได้มั้ย ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ถ้าไม่พูดเ_็ดแม่นี่มึงจะไม่ดูกันเลยใช่มั้ย คือจะต้องหยาบคายอะไรกันขนาดนั้นเหรอ ต้องเอาให้สุดเลยใช่มั้ย เด็กทุกวันนี้โตมาแล้วต้องเป็นอย่างนั้นเหรอ ช่วยดูแลกันนิดหนึ่ง อันนี้ก็ฝากไว้ด้วยความจริงใจจากเด็กเด็กไทยคนหนึ่งที่อยู่สังคมเมืองนอกมา เรายังรับไม่ได้เลยบางอย่าง เพลาๆ หน่อยเถอะ”