x

ว่าด้วยเรื่องความลักลั่นต่ออำนาจในการใช้คำ ที่ชวนหัวก็คือ ในสังคมเผด็จการ คำว่า “เผด็จการ” กลายเป็นคำที่ไม่ถูกใช้อย่างสะดวกปาก ไม่ต่างอะไรจากคำที่มีความชั่วร้ายอย่าง “ลอร์ดโวลเดอมอร์” ในวรรณกรรมเยาวชนระดับโลกอย่าง “แฮร์รี พอตเตอร์” ที่ห้ามพูดถึงเกือบตลอดทั้งเรื่องทั้งที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวในสังคมพ่อมดตามท้องเรื่อง
 
ในหนังสือ “เผด็จการวิทยา” (สำนักพิมพ์มติชน) ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับชวนปรับมุมมอง ชวนมารู้จักกับ “เผด็จการ” ในมุมมองที่สำนวนฝรั่งเรียกว่า in their shoes คือเข้าไปใส่รองเท้าของ “พวกเขา” เพื่อเข้าอกเข้าใจว่าวิธีคิดแบบเผด็จการนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำเสียงการเล่าเรื่องนี้จะเชิดชูการกดขี่แบบเผด็จการ ผ่านการสังเกตการณ์สังคมไทยในตลอด 4 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2557-2561)
 
ทำไมเราต้องเข้าใจเผด็จการ? เผด็จการที่ดีนำไปสู่สังคมที่ดีหรือไม่? อะไรคือข้อจำกัดของประชาธิปไตย? อะไรคือคำสัญญาของเผด็จการ? ฯลฯ เหล่านี้คือคำถามที่น่าสนใจที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ พยายามตอบอย่างเป็นระดับ ตามตรรกะของนักรัฐศาสตร์ที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง
 
แม้จะไม่รักเผด็จการ แต่เราอาจจะต้องทำความเข้าใจคำว่า “เผด็จการ” ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ร่วมกัน...
 
 
GM Live: ทำไมเราต้องเข้าใจเผด็จการ
 
พิชญ์: คือมันมีสองเรื่องนะ ผมคิดว่าเรื่องแรกคือเราชอบวิจารณ์คนอื่นว่าเป็นเผด็จการ แต่คำถามก็คือเราไม่ค่อยอธิบายว่าเผด็จการมันคืออะไร ในขณะเดียวกันเวลาที่ฝ่ายที่เป็นเผด็จการก็อาจจะอ้างว่าประชาธิปไตยก็มีความเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นการเป็นเผด็จการมันไม่ได้เป็นแค่ระบอบการเมือง มัน มีลักษณะทางวัฒนธรรมบางอย่างด้วย มันเหมือน ถ้าให้เทียบง่าย ๆ เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ มันเหมือนเชื้อบางอย่างที่มันอยู่ในทุกที่ ถ้าคุณควบคุมไม่ดีมันก็โผล่ขึ้นมาได้ ฉะนั้นเรื่องสำคัญก็คือว่าเราชอบศึกษาเรื่องประชาธิปไตย ชอบไปสอนคนเรื่องประชาธิปไตย แต่เราไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเผด็จการมันถึงเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่ตลอดเวลา จริง ๆ ในโลกตอนนี้การศึกษาจำนวนมากทางรัฐศาสตร์มันย้อนกลับไปศึกษาเผด็จการ เพราะว่าการย้อนกลับของเผด็จการในหลายรูปแบบมันเกิดขึ้น
 
GM Live: แล้วเวลาที่เรามีระบอบเผด็จการเกิดขึ้นในสังคมใด ๆ ก็ตาม ระบอบเผด็จการพยายามบอกว่า จะปูทางเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยในเวลาต่อมา คิดว่าประชาธิปไตยที่เกิดมาจากการปูทางของเผด็จการมันคือประชาธิปไตยที่ยั่งยืนหรือเปล่า
 
พิชญ์: ไม่นะ คืออย่างนี้ครับ มันไม่มีเผด็จการที่ปูทางไปสู่ประชาธิปไตย มันมีแต่เผด็จการที่รักษาอำนาจอยู่แต่ในขณะเดียวกันการรักษาอำนาจของเผด็จการมันเกิดการต่อรอง หมายความว่าเวลาที่เราพูดถึงเผด็จการเราพูดถึงเผด็จการในฐานะที่เราต้องระวัง เราไม่ได้พูดถึงเผด็จการในฐานะที่ โอว! เหมือนกับเราสู้มันไม่ได้เราก็เลยต้องยกยอมัน ทำความเข้าใจมัน จนกระทั่งยอมรับในสิ่งที่มันเป็นอยู่ ไม่ใช่นะ เผด็จการต่อให้มันเป็นเผด็จการอยู่เนี่ย เงื่อนไขสำคัญของเผด็จการบางข้อไม่ว่าจะเป็นระบบไหนสิ่งสำคัญก็คือมันต้องแสวงหาความชอบธรรม ฉะนั้นมันไม่มีเผด็จการที่มันเลวร้าย 100% เพราะมันต้องการการสนับสนุน ระบอบการเมืองมันต้องการการสนับสนุน 
 
ฉะนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือว่า ถ้าคุณเรียนเรื่องการเมือง เสรีภาพไม่ใช่เป้าหมายเดียวของระบบการเมือง ระบบการเมืองจำนวนมาก สิ่งสำคัญก็คือความมั่นคง จุดเด่นของเผด็จการก็คือการอ้างเรื่องความมั่นคง ในขณะที่ประชาธิปไตยเองบางครั้งไม่สามารถตอบเรื่องความมั่นคงได้ ทั้ง ๆ ที่ก็มีแนวทางที่ต้องคิดให้ได้ว่าจะไปสู่ตรงนั้นอย่างไร ฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงว่า เรามีรัฐบาลไว้ทำไม รัฐบาลอาจจะไม่ได้มีหน้าที่เดียวคือปกป้องเสรีภาพของเรา แต่มันต้องสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและทรัพย์สินของเราด้วย ฉะนั้นจุดเด่นของเผด็จการก็คือการอ้างเรื่องความมั่นคงเสมอ ในขณะที่ประชาธิปไตยเวลาเข้ามาจะชอบอ้างเรื่องเสรีภาพแต่อาจจะอ่อนเรื่องของความมั่นคง
 
ถ้าคุณจะทำให้ความเป็นประชาธิปไตยมันเวิร์ค คุณต้องตั้งคำถามเรื่องความมั่นคงได้ด้วย คุณต้องตั้งคำถามเรื่องการอยู่ร่วมกันที่ไม่ใช่เสียงข้างมากอย่างเดียว อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประชาธิปไตยสำหรับผม เวลาเราพูดเรื่องเผด็จการเราเรียนรู้มันเพื่อทำความเข้าใจว่าประชาธิปไตยมันมีจุดอ่อนอย่างไร เผด็จการมันถึงได้กลับมาหรือกลายเป็นเผด็จการได้ ฉะนั้นเราไม่ควรที่จะตั้งคำถามแค่ว่าเผด็จการมันแย่และประชาธิปไตยมันดีเพราะว่ามันดีโดยสมบูรณ์ของมัน ไม่ใช่นะ ประชาธิปไตยมันเด่นที่เรื่องเสรีภาพ จุดเด่นอยู่ที่เรื่องของการสามารถตั้งกฎ กติกาในการตัดสินใจได้ด้วยเสียงข้างมาก แต่ถ้าใช้เสียงข้างมากตลอดเวลาโดยไม่ใช้เสียงของคนอื่น คำว่าฟังเสียงคนอื่นไม่ได้หมายความว่าฟังไปอย่างนั้น แต่มันต้องมีหลักการพื้นฐาน เช่น ไม่ละเมิดสิทธิของทุกคนก่อนคือมันต้องมีเซนส์อื่น ๆ หมายความว่าประชาธิปไตยมันต้องมีเงื่อนไขขั้นต่ำอีกหลาย ๆ ตัวเพื่อที่จะให้ประชาธิปไตยมันอยู่ได้ 
 
ประชาธิปไตยมันไม่ได้อยู่ได้โดยเสียงพูดอย่างเดียวมันต้องอยู่ได้โดยการเคารพทุกคนก่อน มันต้องอยู่ได้โดยการที่มีกฎกติกาที่ทำให้คนที่เห็นต่างสามารถอยู่ได้ในสังคมนั้น ไม่งั้นประชาธิปไตยมันก็กลายเป็นเผด็จการได้ หนังสือของผมไม่ได้เขียนด่าเผด็จการอย่างเดียวในเล่มนี้ผมชี้ให้เห็นว่าถ้าคุณกลับไปสู่ประชาธิปไตยมันต้องกลับยังไง และอีกเรื่องสำคัญก็คือว่าในการเปลี่ยนผ่านของเผด็จการ มันไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนกลับไปสู่ประชาธิปไตย มันมักจะเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มันมีความเป็นเผด็จการที่ซับซ้อนขึ้นก็ได้หรือมันเป็นระบบลูกผสมก็ได้ 
 
ในการศึกษารัฐศาสตร์สมัยใหม่มันไม่ได้บอกว่าเผด็จการ เสร็จแล้วจะย้อนกลับไปเป็นประชาธิปไตยหลายครั้งมันออกจากเผด็จการไปสู่ระบบผสม หรือประชาธิปไตยบางครั้งมันกลายพันธุ์ไปเป็นระบบผสม เป็นการผสมแบบเอาส่วนมิติของเผด็จการเข้ามา เพื่อทำให้เสรีภาพของเรามีความหมายน้อยลง เพื่อทำให้ฝ่ายค้านไม่มีอำนาจ เพื่อทำให้กฎกติกามันดูไม่เท่าเทียม ฉะนั้นในการเปลี่ยนผ่านเราคาดหวังเฉย ๆ จากเผด็จการไม่ได้ ว่าเค้าจะให้ประชาธิปไตยกับเรา สิ่งที่คุณจะต้องทำก็คือมันจะมีวิถีทางเยอะแยะในการต่อรองกับเผด็จการแต่มันมีราคาต้องจ่าย เราพูดไม่ได้หรอกครับว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า เกิดขึ้นเพราะเผด็จการจะให้การเลือกตั้ง 4 ปีที่ผ่านมาเลื่อนไปกี่ครั้ง กลุ่มคนอยากเลือกตั้งโดนไปกี่คดี การที่มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งกล้าหาญลุกขึ้นมาตั้งคำถาม ลุกขึ้นมาพูดความจริงในสังคมแบบนี้เนี่ย เป็นราคาที่พวกเขาจ่าย เป็นราคาที่พวกเราได้โอกาสในการเลือกตั้งกลับมาส่วนหนึ่งด้วย และอีกอย่างหนึ่งคุณก็จะเริ่มเห็น เมื่อใกล้สู่การเลือกตั้งว่ามีกระบวนการจำนวนมากที่ทำให้เผด็จการสามารถที่จะมั่นใจว่า ตัวเองจะลงจากหลังเสือหรือว่าจะอยู่ต่อได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกลไกภายในของกรอบกฎหมาย หรือกลไกที่ไม่เป็นทางการ เช่น การใช้โอกาสในการหาเสียงก่อนคนอื่น หรือว่าการเข้าสู่ท้องถิ่นโดยการแสวงหาพันธมิตรในขณะที่ไม่ให้กลุ่มอื่นลงไปเล่นก่อน สิ่งเหล่านี้มันเห็นอยู่เสมอ แต่ผมไม่ได้ต้องการประณามว่านี่คือความเลวร้ายนะครับ นี่คือเกมที่เขาได้เปรียบ แต่ว่ามันเป็นเกมที่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แปลว่าสำหรับฝ่ายเขาเองมันก็เสี่ยง แต่ถ้าไม่เสี่ยงเกมนี้โอกาสที่จะอยู่ต่อบนความชอบธรรมแบบเดิมก็ลดลงอยู่ดี 
 
GM Live: คือมันมีคำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างคำว่า “เผด็จการรัฐสภา” คำ ๆ นี้เนื้อหามันคือเผด็จการหรือประชาธิปไตย
 
พิชญ์: มันเป็นเผด็จการ มันเป็นเผด็จการแน่นอนอยู่แล้ว เผด็จการรัฐสภา เพราะว่าเผด็จการรัฐสภามันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ คุณโหวตโดยไม่ฟังเสียงคนอื่นเลยคือ ไม่มีถูกไม่มีผิดอย่างอื่น คุณใช้เสียงข้างมากอย่างเดียว มันเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบไง แต่คำถามก็คือว่า คุณพร้อมที่จะพัฒนาสิ่งนี้อย่างไร? หรือคุณจะใช้สิ่งเดียวที่คุณมีในชีวิตก็คือทุบมันทิ้งอย่างเดียวใช่ไหม? ปัญหาก็คือว่าเกมบางเกมมันเป็นเกมเสียงข้างมาก แต่คุณต้องตั้งคำถามใหม่นะครับ การเมืองมันไม่จำเป็นต้องหมายถึงการได้รับชัยชนะการเมืองมันหมายถึงจะทำยังไงให้คนอยู่ด้วยกันได้ ดังนั้นในหลาย ๆ ครั้งในโลก ทำไมเผด็จการรัฐสภามันไม่เกิดในหลายที่ทั้งทางที่มันมีระบบรัฐสภา ก็เพราะว่าเค้ารู้ว่าถ้าเขาไปไกลกว่านี้ เขาก็เดือดร้อน เขาก็มีปัญหา
 
 
อันนี้มันคล้าย ๆ มันเป็น norm มันเป็นธรรมเนียมบางอย่างที่คุณจะไม่เสนอเรื่องบางเรื่อง เพราะว่าหมายความว่าคุณแคร์อีกฝ่ายหนึ่ง นึกออกไหมครับ หมายความว่าเวลาที่คุณตัดสินใจอะไรมันอยู่ที่คุณวางผลประโยชน์ทุกอย่างเป็นประโยชน์ของคุณ หรือคุณวางทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วย หมายความว่าคุณรู้ว่าคุณเอาฝ่ายเดียวคุณจะขาดการสนับสนุนจากคนอื่นที่เห็นต่างจากคุณหรือมีผลประโยชน์ต่างจากคุณ ฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมันไม่ควรที่จะหมายถึงเฉพาะเสียงข้างมาก คนคิดว่าคุณชนะในเกมเผด็จการรัฐสภาใช่ไหม แต่คุณอาจจะแพ้ในเกมอุดมการณ์ คุณอาจจะแพ้ในเกมของการชอบธรรม หรือทรัพยากรทางอำนาจอื่น นอกจากคะแนนเสียงคุณไม่มี คุณ mobilise อะไรไม่ได้เลย คุณขับเคลื่อนอะไรไม่ได้เลย ถึงเวลาผมคิดว่าสังคมตอนนี้มันไปถึงขั้นที่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับข้อวิจารณ์บางข้อแล้วเสนอการปรับปรุงสถาบันทางประชาธิปไตยของตนเองให้มันเข้มแข็งขึ้นคอร์รัปชันเนี่ยผมคิดว่าชัดเจนประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่ามาพูดว่าประชาธิปไตยมีคอร์รัปชันแต่ก็น้อยกว่าเผด็จการหรือเผด็จการก็มี ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณจะออกแบบประชาธิปไตยยังไงให้ปัญหาคอร์รัปชันมันหมดไป ปัญหาคอร์รัปชันมันเป็นปัญหาที่มีทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย ปัญหาใหญ่คือคุณจะแก้มันยังไง ไม่ใช่ปัญหาใหญ่คือการแก้ตัว 
 
ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้เวลาเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตยการรับฟังคำวิจารณ์จากคนซึ่งไม่ศรัทธาในประชาธิปไตย ยอมรับว่าประชาธิปไตยมันมีจุดอ่อนและพัฒนามันขึ้นไปผมคิดว่ามีความสำคัญนะครับ มันไม่ใช่ว่าคิดอย่างเดียวว่าทางประชาธิปไตยไม่เวิร์ค ก็ผ่านไปเอาเผด็จการเพราะปัญหาบางอย่างมันเป็นปัญหาร่วม คอร์รัปชันเป็นปัญหาร่วมทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการ เสียงข้างมากก็เป็นปัญหาร่วม เสียงข้างมากของประชาธิปไตยและเสียงข้างมากของเผด็จการ เผด็จการก็บอกว่ามีเสียงข้างมาก แต่คุณปิดปากไม่ให้คนอื่นพูดเลย คุณทำให้คนอื่นพูดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อไม่ได้เหมือนกัน อันนี้มันก็เป็นจุดอ่อนของเผด็จการเหมือนกัน ผมคิดว่าเผด็จการรัฐสภามี อันนี้เราคุยกันในหลักวิชานะไม่ได้คุยกันบนถนนที่ต้องมาเอาชนะคะคานกัน คำถามคือคุณจะลดความเป็นเผด็จการรัฐสภา ลดปัญหาของประชาธิปไตยแบบที่มันไร้คุณภาพลงได้ยังไง นั่นหมายความว่าในความเป็นจริงคุณต้องเปิดให้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้มากขึ้น ประชาสังคมมันต้องแข็งแรง สื่อมันต้องมีอิสระ เรื่องเหล่านี้เราพูดกันมาหมดแล้วตั้งแต่ปี 2540 เพียงแต่ว่ามันยังไปไม่ได้ มันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น ฉะนั้นเมื่อไปไม่ถึงขั้นนั้นความอดทนเราต่ำนะครับ มองอีกอย่างฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ไม่ฟังฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่มีอำนาจในหลายมิติก็สามารถที่จะกลับมายึดอำนาจแต่เขาก็อยู่ได้ไม่นานเหมือนกัน เห็นไหม เพราะฉะนั้นเกมมันผลักไปผลักมาแบบนี้ตลอดเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ แล้วทุกคนมันไม่มีความศรัทธาในประชาธิปไตย คือคำว่าศรัทธาในประชาธิปไตยมันหมายความว่า คุณต้องมีศรัทธาแล้วพัฒนามันขึ้นไปอีก ไม่ใช่ศรัทธาในประชาธิปไตยคือยอมรับประชาธิปไตยขั้นต่ำเฉพาะการเลือกตั้งอย่างเดียว แล้วก็บอกว่าการเลือกตั้งมันถูกทุกอย่าง มันไม่ใช่
 
GM Live: ที่ผ่านมาเวลามีรัฐประหารมันจะมีคำพูดหนึ่งว่า รัฐประหารแบบนี้ “เสียของ” แต่งมองกลับกัน ช่วงเวลาที่เราพอจะมีประชาธิปไตย คุณคิดว่ามันมีปัจจัยอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าประชาธิปไตยมัน “เสียของ” บ้างครับ
 
พิชญ์ : มันเสียของตลอดนะครับ ถ้าเกิดยังเล่นอยู่ในเกมเดิม ๆ ก็คือเกมที่เชื่อว่าถ้าเราหยุดตรงคะแนนเสียงข้างมากแล้วทุกอย่างที่เราทำคือทำได้ คือบางอย่างมันทำไม่ได้ บางอย่างมันเป็นเรื่องที่ทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่อยากอยู่กับคุณในระบบนี้ แต่คุณจะอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่เคารพกติกาไม่ได้ เพราะในเรื่องบางเรื่องมันต้องอาศัยการยับยั้งช่างใจของฝ่ายเราเอง ผมไม่อยากใช้คำว่าคุณธรรมให้มันใหญ่โตนะ แต่ว่าประชาธิปไตยเองมันมีเงื่อนไขขั้นต่ำอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องเสียงข้างมาก เรื่องชนะอย่างเดียวนะครับ ในประชาธิปไตยมันมีเรื่องของการเคารพว่ากฎหมายมันใช้เสมอกัน การไม่ใช้กฎหมายเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยทำให้คนอื่นเสียโอกาส การละเมิดสิทธิของคนอื่นที่เป็นสิทธิของคนอื่น สิทธิของความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ออกกฎหมายอยากทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่กฎหมายจัดการฝ่ายตัวเองไม่ได้ ของเหล่านี้มันเป็นเงื่อนไขที่ถ้ามันเหมือนกันดื่มยาวันละสองขวดไม่ได้อ่ะ ประชาธิปไตยมันก็มีเงื่อนไขของมันเหมือนกัน 
 
คือถามว่าเราต้องการใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายของเราได้ประโยชน์หรือเราต้องการให้ประชาธิปไตยเป็นกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ถ้าต้องการให้ทุกฝ่ายยอมรับประชาธิปไตย คุณก็ต้องยอมรับก่อนว่าคุณก็ต้องฟังอีกฝ่ายก่อนว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เพราะเขาสามารถที่จะออกจากเกมนี้ไปเล่นเกมอื่นได้ แปลว่ามันต้องเป็นระบบที่มันไม่คิดว่าคุณต้องได้ทุกอย่างไง มันเป็นระบอบแห่งการประนีประนอมมันเป็นระบบของการอยู่ด้วยกันเพราะฉะนั้นปัญหาที่มันกำลังเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายตอนนี้ในการเมืองบ้านเรา การเข้าสู่สนามเลือกตั้งรอบนี้ มันจะเป็นอะไรที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Extreme มันจะสุดขั้วหมดเลยเพราะว่าเงื่อนไขการหาเสียงแต่ละฝ่ายเป็นเงื่อนไขสุดขั้วที่ ไม่พร้อมจะร่วมงานกับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่พร้อมที่จะช่วงชิงคะแนนเสียง ทุกฝ่ายเชื่อว่าคะแนนเสียงของฝ่ายตัวเองเป็นคะแนนเสียงที่นิ่งและแน่นอน โดยไม่ได้มองว่า คนจะเปลี่ยนใจคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของความขัดแย้งมาอยู่ในฝ่ายตัวเองได้ยังไง ซึ่งถ้าคุณทำอย่างนั้นได้คุณต้องยอมรับข้อวิจารณ์ของเขาก่อน แล้วคุณต้องปรับปรุงตัวเองขึ้นไปก่อน มันไม่มีเลย รอบนี้คือคุณมองหาโอกาสใหม่ ๆ หา niche บางกลุ่มซึ่งยังไม่เคยเลือกตั้ง หรือคุณหาเฉพาะกลุ่มคนที่ยืนยันว่าเคยอยู่ฝ่ายตัวเองเท่านั้นเอง คุณยังไม่สามารถไปถึงขั้นที่มองว่าที่ผ่านมามันมีปัญหาอะไรที่ฝ่ายตัวเองคิดว่ามีปัญหาแล้วพร้อมจะปรับแก้พร้อมจะดึงให้อีกฝ่ายหนึ่งมาให้โอกาสฝ่ายเรามากขึ้น มันเหมือนทุกคนยืนยันความถูกต้องของตัวเอง ผมรู้สึกว่าอนาคตส่วนนี้จะมีปัญหาเหมือนกันนะ
 
GM Live: เผด็จการถ้ามองในเชิงเป้าหมายบางเผด็จการก็เป็นเผด็จการที่ดี ใช่หรือไม่
 
พิชญ์: ใช่ มันมีอยู่แล้ว เพราะว่าบางเรื่องมันใช้ความเป็นเผด็จการ เพราะว่าเผด็จการมันมากับภาวะสงครามมันชอบมากับสภาวะที่เกิดวิกฤติ แต่เราต้องระวังว่าสภาวะนั้นเป็นสภาวะเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นหรือว่าเป็นสภาวะวิกฤติที่แท้ ในทุกประเทศมันจะมีกล่อง ๆ หนึ่งที่พร้อมจะเปิดออกมาให้ใช้เงื่อนไขเผด็จการอยู่แล้ว เมื่อเกิดสภาวะสงคราม กฎอัยการศึกมีไว้เมื่อมันมีภาวะพิเศษบางอย่างที่คุณต้องใช้ แต่ในบางครั้งมันไม่ใช่ บางครั้งคุณใช้มันเพราะใช้ภายใต้เงื่อนไขที่คุณสร้างขึ้นเองแล้วทำให้คนอื่นเชื่อ มันไม่ใช่เงินไขที่เป็นเงื่อนไขที่แท้จริงไง 
 
ถามว่าเผด็จการเลวร้ายไปทุก ๆ เรื่องไหม ไม่ใช่นะครับ แบบประชาธิปไตยเนี่ยทุกอย่างมันมีข้อจำกัดของมันในเงื่อนไขบางเวลา ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของเผด็จการคือมันต้องใช้อำนาจอันเด็ดขาด แต่ว่ามันต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังไง เหมือนว่าทุกอย่างมันมีเงื่อนไขของมันไง ฉะนั้นเราไม่ได้อ่านหนังสือเผด็จการวิทยาเพื่อที่จะมองว่า โอ้ย! เผด็จการมันช่างเลวร้ายไปซะทุกอย่างแต่เราต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจ และเงื่อนไขใหม่ในการเข้าใจเผด็จการมันมีหลายรูปแบบ หนึ่งก็คือมันขึ้นมาได้ยังไง สองก็คือมันมีองค์ประกอบอะไร สามก็คือมันรักษาอำนาจอยู่ได้ยังไง และสี่เวลามันลง มันลงยังไง มันลงแบบดิ่งเลย หรือมันค่อย ๆ หาทางออกของมันแล้วมันมีทิศทางของมันยังไง คือเราต้องทำความเข้าใจ ก็เหมือนประชาธิปไตยเหมือนกัน เงื่อนไขของการมา เงื่อนไขของการอยู่ เงื่อนไขของการถอยหลังมันก็มีของมันนะครับ คือเราทำความเข้าใจกับมันก่อน คือเราไม่ได้มาถึงแล้วบอกว่าเผด็จการมันไม่ดีไปซะทั้งหมด แต่เราไม่ได้บอกว่าฉะนั้นต้องมีเผด็จการ เราต้องอธิบาย ต้องถามคำถามนี้ใหม่ ต้องถามว่าเผด็จการมันเกิดขึ้นมาได้ยังไงแปลว่ามันมีสภาวะบางอย่างในสังคมที่มันเอื้อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น สมมติเราเทียบมันเหมือนโรคภัยไข้เจ็บมันมีเงื่อนไของค์ประกอบอะไรที่ทำให้สิ่งนี้มันปรากฏตัวขึ้นมาได้
 
GM Live: เผด็จการที่ดีจะนำไปสู่การเมืองที่ดีหรือการเมืองที่ควรจะเป็นได้หรือเปล่า 
 
พิชญ์ : ไม่อ่ะ เงื่อนไขใหญ่ของเผด็จการคือมันต้องจำกัดเสรีภาพ หรือว่าเสรีภาพที่มีในเผด็จการมันไม่ใช่เสรีภาพที่จริงแท้ ในสังคมซึ่งเสรีภาพมันเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง โอกาสที่เผด็จการมันจะอยู่ได้ในระยะยาวมันอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นเผด็จการที่ดีเราไม่ควรตั้งคำถามนี้ เราควรตั้งคำถามว่าเผด็จการที่มันต้องการเอาตัวรอดให้อยู่ได้มันจะเทคเงื่อนไขของประชาธิปไตยแค่ไหน ภายใต้ระบบเผด็จการมันต้องสร้างสภาวะบางอย่างให้มันแฟร์ อย่างเช่น แม้ว่าจะเลือกได้พรรคเดียวมันก็ต้องมีชอยส์ให้ประชาชนเลือกพรรคนั้นมากกว่าหนึ่งคน แม้ว่าปิดกั้นการมีส่วนร่วมและองค์กรอื่นในการมีส่วนร่วม มันก็ต้องสร้างศูนย์ดำรงธรรม คือหัวใจสำคัญคือปัญหา ที่มันเป็นจุดอ่อนของเผด็จการมันอยู่ที่ มันต้องการข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แต่บางครั้งมันรับข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ได้ มันก็จะมีภาวะที่มันกระอักกระอ่วนของมันอยู่ตลอดเวลา 
 
ส่วนหนึ่งของทฤษฎีระบบในเชิงรัฐศาสตร์ สิ่งเหล่านี้มันจะอยู่ไม่ได้ถ้าการ flow ของข้อมูลข่าวสารมันไม่กลับไปสู่ระบบ ระบบมันจะไปไม่ถูกทิศทาง ในทางกลับกันเผด็จการมันมีเงื่อนไขสำคัญ คือมันจำกัดเสรีภาพ ฉะนั้นข้อมูลที่มันได้มาจะเป็นข้อมูลที่บิดเบี้ยว แล้วก็เชื่อว่าอาจจะใส่ข้อมูลที่ถูกต้องลงไป คำถามคือข้อมูลนั้นหากมันไม่แมตช์กับความเป็นจริง มันก็จะมีภาวะกระอักกระอ่วนของมันอยู่ มันไปต่อไม่ได้ มันอยู่ได้ในระยะสั้น พอระยะยาวมันก็จะเกิดปัญหาเพราะว่าการตัดสินใจมันไม่ได้อยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง 
 
 
มองอีกมุม ประชาธิปไตยข้อมูลมันเยอะ แต่บางครั้งประชาธิปไตยที่มันไม่มีคุณภาพ ข้อมูลมันก็เข้าสู่ระบบไม่ได้อีก เพราะว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกฉะนั้นเวลาเผด็จการเข้ามามันจะต้องปิดการข้อมูลก่อนเพราะว่าในสภาวะที่ประชาธิปไตยมันไปไม่รอด บางครั้งข้อมูลมันกระจัดกระจายและเต็มไปด้วยอะไรที่มันเละเทะไปหมด เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งสติกับมันนิดนึง เผด็จการรอบแรก ๆ มันจะปิดข้อมูลก่อน แต่พอปิดสักพักมันก็จะบังคับข้อมูล แต่ข้อมูลที่ได้มามันก็มีปัญหาว่ามันไม่สะท้อนความเป็นจริงอีก ฉะนั้นปัญหาเผด็จการระยะยาวมันก็จะอยู่ยากถ้ามันไม่บริหารจัดการข้อมูลให้ดี คุณเห็นอย่างจีนอย่างอะไรมันก็ต้องฟิลเตอร์ข้อมูล แต่มันปิดทั้งหมดก็ไม่ได้ถูกไหมฮะ เพราะว่าปิดทั้งหมดมันไม่มีข้อมูลที่ทำให้ตัวมันรอดไงเข้าใจไหม มันเป็นสภาวะก้ำกึ่ง
 
GM Live: คุณพยายามจะบอกว่าสังคมเผด็จการข้อมูลที่เปิดเป็น propaganda ใช่หรือไม่
 
พิชญ์: ข้อมูลที่เปิดหมายความว่าข้อมูลที่ถูกต้องกับข้อมูลที่มันต้องใส่ลงไป ต่อให้มันใส่ propaganda ไปมาก ๆ หรือมันไม่แมตช์กับข้อมูลที่เป็นจริงในสังคมมันก็ไปไม่รอด เราปกครองด้วยไอโอไม่ได้ แต่มันมีบางคนในรัฐบาลนี้เชื่อว่ามันปกครองด้วยไอโอได้ ใครพูดอะไรมามันก็บอกบิดเบือนไว้ก่อนเดี๋ยวสักพักหนึ่งก็เปลี่ยนเพราะข้อมูลที่มันได้หรือข้อมูลที่มันให้ประชาชนมันไม่ตรงกับข้อมูลที่แท้จริงไง แต่ข้อมูลที่แท้จริงมันไม่ใช่ข้อมูลที่เก็บได้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวนะมันเป็นข้อมูลทางความรู้สึกทางอารมณ์หลายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องในสังคมด้วย 
 
บางทีคุณไปอ่านปรากฏการณ์นี้ไม่ขาด แต่ไม่ปล่อยให้ข้อมูลมีชีวิตของมัน คุณก็มีปัญหาเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ล่าสุดคุณเปิดให้มีกิจกรรมทางการเมืองได้ในระดับหนึ่งที่เรียกว่า คลายล็อค แต่คุณห้ามหาเสียงทางอินเตอร์เน็ต คุณคิดว่าคุณทำฉลาดแล้ว คุณคิดว่าคุณทำถูกแล้ว คุณคิดว่าถ้าคุณทำแบบนั้นแล้วพรรคการเมืองจะหยุดโจมตีคุณหรือสร้างความวุ่นวายในสังคม คุณก็จะเจอสื่อแบบที่คุณควบคุมไม่ได้ เขาแค่ทำโพลล์ ถามว่าคนพอใจการบริหารของคุณหรืออยากเลือกคุณไหม คุณเจอข้อมูลที่ตรงกันหมดว่าเขาเลือกคุณน้อยกว่า ถามว่านี่ไงนี่คือตัวอย่างที่เห็นว่าคุณคิดว่าคุณจะปิดข้อมูลได้ คุณคิดจะยับยั้งข้อมูลได้ คุณก็เจออีกแบบหนึ่งไง ไม่มีใครโจมตีคุณหรอก เขาแค่ถามคำถามตรง ๆ ว่าคนจะเอาคุณหรือเปล่า แค่นี้คุณก็เจอความเป็นจริงอีกชุดหนึ่งแล้ว เห็นไหม คุณคิดง่าย ๆ ว่าคุณจะปิดข้อมูลคุณปิดไม่ได้หรอก คุณคิดง่าย ๆ ว่าคุณมีไอโอ อีกฝ่ายหนึ่งเค้าก็ตรวจสอบไอโอคุณได้ อันนี้มันเป็นปัญหา ยิ่งคุณอยู่ยาวยิ่งเอาไม่อยู่หรือคุณอยู่ด้วยความง่อนแง่นแล้วอยู่ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดไปเรื่อย ๆ 
 
GM Live: แล้วเผด็จการที่คุมเรื่องการเมืองแต่ปล่อยเสรีเรื่องเศรษฐกิจแบบนี้มันโอเคไหม
 
พิชญ์: ผมว่ามันเป็นโจทย์ที่ไม่ชัดเจนนะคนชอบแบบนี้ในเผด็จการที่คุ้มกันเมืองแล้วปล่อย flow ทางเศรษฐกิจเนี่ย สิ่งสำคัญที่ทำให้เผด็จการเรานั้นอยู่ได้ คือหนึ่งผลงานทางเศรษฐกิจคุณต้องดีจริง สอง การได้ซึ่งผลงานทางเศรษฐกิจจริง ๆ คุณต้องเปิดให้คนที่มีความรู้จริงและข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมันไหลเข้าไปในสังคมนั้นด้วย มันถึงทำให้คนจำนวนหนึ่งยอมที่จะสูญเสียเสรีภาพส่วนหนึ่งเพราะเขาได้รับเศรษฐกิจที่ถูกต้องเขาได้รับความเป็นไปได้จริงในทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าคนไม่มีฝีมือทางเศรษฐกิจด้วยแล้วคุณยังปิดทางการเมืองด้วยมันไปไม่ได้ไง แต่ถ้าคนมีฝีมือพอคนมีระบบราชการที่เข้มแข็งจริงคุณมีระบบราชการที่วางอยู่บนระบบ merit system (ระบบคุณธรรม) 
 
จริง ๆ หลาย ๆ ที่ในโลกมันเป็นไปได้ อันนี้มันเป็นไปได้ว่าคุณมีเผด็จการทางการเมืองแล้วคุณเปิดทางเศรษฐกิจ แต่ว่าเผด็จการทางการเมืองมันต้องมีระบบตรวจสอบภายใน คุณคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมันไม่มีระบบเหรอ ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน พี่คนนี้ก็มาได้น้องคนนี้ก็มาได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันขึ้นสู่อำนาจอย่างเดียวป่านนี้มันเจ๊งไปนานแล้ว คุณต้องเข้าไปดูว่าในระบบพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในรายละเอียดกว่าคนจะเข้ามามีอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องผ่านการกลั่นกรองมากี่ขั้น คนไม่มีฝีมือ มันขึ้นมาได้จริงหรือเปล่าอันนี้มันก็เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจก่อน แต่มันไม่ได้หมายความว่าทุกที่มันจะมีสูตรสำเร็จนี้ ในขณะเดียวกันเราไม่ได้พัฒนาระบบเผด็จการจากภายในของระบบเผด็จการด้วย แล้วผลงานทางเศรษฐกิจของเราก็ไม่ได้ดี มันก็พิสูจน์มาแล้วล่ะส่วนหนึ่ง ใช่ ระบบเศรษฐกิจที่ดีทำให้ระบบเผด็จการอยู่รอด แต่ประเด็นก็คือระบบเศรษฐกิจมันขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจภายนอก โดยเฉพาะในประเทศเล็ก ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะบอกว่าเศรษฐกิจมันจะดีตลอดเวลา และเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีปุ๊บการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยเนี่ยมันก็ยิ่งทำให้พังเร็วขึ้น ฉะนั้นคุณจะพนันชีวิตของคุณเองจากผลงานทางเศรษฐกิจได้ไหมล่ะ
 
GM Live: การเมืองส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการให้สัญญา ในระบบประชาธิปไตยคำสัญญา ก็คือนโยบายเศรษฐกิจของพรรคอะไรก็ว่าไป แล้วคนที่เล่นการเมืองในระบบเผด็จการอะไรคือสัญญาของผู้นำเผด็จการ
 
พิชญ์: ความมั่นคงไง ความมั่นคง ทีนี้ไอ้ความมั่นคงเนี่ยมันจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคุณยังคงสภาวะความเป็นกลางอยู่ได้ ฟังดี ๆ นะ ความมั่นคงมันจะคงอยู่ได้เมื่อทุกคนรู้ว่าคุณไม่เป็นศัตรูกับใครในประเทศของคุณ แต่ถ้าเผด็จการมันมาในแบบที่สุดท้ายแล้วคุณมองว่าคนในประเทศคุณเองทำให้ระบบมันไม่มั่นคง แล้วคุณแยกไม่ออกระหว่างความมั่นคงของประเทศกับความมั่นคงของตัวคุณ เวลามันพังมันพังจริง ๆ ผมนึกถึงคนรุ่นเราดู The Terminator นึกถึงสกายเน็ตออกไหม คือในหนังมันเป็นระบบหนึ่งที่คิดว่าอัจฉริยะมาก แต่สุดท้ายมันมองว่าตัวคุณเป็นไวรัสแล้วมันก็กำจัดตัวคุณเพราะมันคือมันเป็นข้ออ้างที่ง่ายที่สุด คนที่คิดต่างกับคุณกลายเป็นศัตรูของประเทศ อย่าลืมนะครับองค์กรบางองค์กรเป้าหมายสำคัญขององค์กรนั้นคือมีไว้ต่อต้านศัตรู แต่ถ้าคุณปล่อยให้องค์กรที่มีหน้าที่ต่อต้านศัตรูกลายเป็นองค์กรที่กำหนดว่าใครเป็นศัตรูได้เอง เมื่อนั้นหายนะมันมาครับ คนที่ทำหน้าที่ปกป้องเรามองว่าเราเป็นภัย เมื่อนั้น องค์กรนั้นมันจะหันมาจัดการเรา ถูกไหมฮะ แล้วสุดท้ายแล้วเราจะกลายเป็นศัตรูของประเทศ ทั้งๆ ที่องค์กรนั้นมีหน้าที่ป้องกันเราจากศัตรูภายนอก 
 
นั่นแหละผมอยากให้คุณคิดเอาเองว่าองค์กรไหนที่มันมีหน้าที่ป้องกันประเทศนี้ แต่สุดท้ายคุณกลับมองว่าภัยที่สำคัญที่สุดของประเทศคือประชาชนตัวเอง นั่นแหละมันจะทำให้องค์กรนั้นมันเสื่อม แต่ก่อนที่จะเสื่อมราคาที่จะต้องจ่ายมันจะเยอะมาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดแล้วในการประกาศว่าสิ่งที่อ่อนแอที่สุดในสังคมนี้คือศัตรู กำจัดสิ่งนี้มันนับแต้มได้ง่ายที่สุด และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญผมคิดว่าบางครั้งฝ่ายประชาธิปไตยชอบหลงผิดคิดว่าเผด็จการกลัว ไม่ใช่นะฮะ อันนี้เป็นตรรกะที่มีปัญหามาก เขากลัวเขาเลยปิดเรา เขากลัวเขาเลยมาเยี่ยมเรา
 
ในโลกเผด็จการบางครั้งสายการบังคับบัญชามันไม่ชัดเจน หมายความว่าบางครั้งการทำงานเอาใจนายเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งหัวยังไม่รู้เลยว่าลูกน้องตัวเองทำอะไร ส่วนหนึ่งของระบบเขมรแดงเป็นอย่างนั้นนะครับ คนที่มันเริ่มฆ่ากันเองนี่มันไม่รู้นะครับ ว่าพอย้อนกลับไปแล้วใครสั่ง ระบบมันมีชีวิตของมันเอง ฉะนั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระบบเผด็จการจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่เกิดเพราะเราคิดว่าเราโคตรสำคัญเลย เขาเลยจัดการเรา เปล่า…บางครั้งมันเป็นการจัดการเพื่อเอาใจนายขึ้นไปหรือบางครั้งมันเป็นความรุนแรงซึ่งทางจงใจและไม่จงใจให้มันเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครรับผิดชอบแต่มีคนตั้งคำถามว่าอีกคนเป็นคนทำทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่ใช่ 
 
 
ฉะนั้นปัญหาของเผด็จการบางครั้ง คำว่าเผด็จการมันไม่ได้เป็นเผด็จการในความหมายที่ว่า อำนาจมันมีลำดับชั้นที่ชัดเจนนะ อำนาจมันกระจายตัวจนไม่รู้ว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้น มันจงใจหรือไม่จงใจ ใครหาประโยชน์จากสิ่งนี้ จริง ๆ ทำขึ้นไปเองคิดไปเองว่าควรทำอย่างนี้ บางครั้งเผด็จการมันปกครองแบบนี้เพราะเป้าหมายมันคืออะไร เป้าหมายสำคัญอย่างไร มันปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตราบใดที่มันมีความกลัวเกิดขึ้นในสังคมเผด็จการมันอยู่ได้ ฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าเราทำแบบนี้แล้วเผด็จการมาหาเราแปลว่าเรามีความสำคัญ เปล่า คุณอาจจะตายโดยไม่มีราคาอะไรเลยก็ได้ เพราะระบบมันเปิดให้สิ่งเหล่านี้กระจัดกระจายไปเองก็ได้ตราบใดที่มันบรรลุเป้าหมายสำคัญที่สุดของมันคือ ความกลัว คือข้อหนึ่งที่จะนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดความมั่นคงหรือการยินยอมที่จะอยู่ในระบบนี้ก็คือ ความกลัว ความกลัวมันก็เกิดขึ้นได้นะครับ
 
GM Live: คนที่มองสังคมแบบอนุรักษ์นิยม มีแนวโน้มที่จะเป็นเผด็จการมากกว่ามองสังคมแบบก้าวหน้าหรือไม่
 
พิชญ์: คิดใหม่นะ เราต้องหยุดมองอนุรักษ์นิยมว่าเป็นของเก่านะครับ ไม่ใช่เลยนะ อนุรักษ์นิยมและเผด็จการทั้งสองอย่างเป็นปรากฏการณ์สมัยใหม่เช่นกัน หมายความว่าถ้าประชาธิปไตยเสรีนิยมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นสมัยใหม่ อนุรักษ์นิยมก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยใหม่เช่นกัน เวลาคุณจะอนุรักษ์อะไรคุณไม่ได้อนุรักษ์ทุกอย่างนะ คุณสร้างมันขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ เช่นความเป็นไทย คุณก็รู้ว่าความเป็นไทยบางอย่างมันเป็นของใหม่ทั้งสิ้นหรือคนเป็นอนุรักษ์นิยมเขาไม่ใช้ช้อนส้อมทานข้าวเหรอครับ คำอธิบายของพวกอนุรักษ์นิยมมันจึงมีเสน่ห์เสมอเพราะมันพยายามอธิบายว่ามันเลือกรับและปรับเปลี่ยน ในขณะที่มันจะโจมตีฝ่ายที่อ้างตัวเองว่าก้าวหน้าว่าตกเป็นทาสของคนภายนอก ในขณะที่อีกด้านหนึ่งอำนาจของคนที่เลือกรับและปรับเปลี่ยนคืออำนาจของคนชั้นสูงในอดีตมากกว่า
 
อนุรักษ์นิยมมันจึงมีเสน่ห์เสมอเพราะมันก็เป็นความสมัยใหม่อีกแบบหนึ่ง เผด็จการก็เป็นเรื่องสมัยใหม่ เผด็จการสมัยใหม่ที่เอ็กซ์ตรีมสุดคือฟาสซิสต์ คือคอมมิวนิสต์ เผด็จการทหารก็เป็นเผด็จการสมัยใหม่ ในหลายสังคมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เผด็จการทหารเพราะทหารเป็นผู้ที่ได้รู้จักโลกเข้าใจสงครามไปเรียนต่อต่างประเทศ ฝ่ายก้าวหน้าในอดีตก็ต้องการเป็นเผด็จการเพื่อชาติเหมือนกัน ดังนั้นอย่าหลงประเด็นว่าพวกอนุรักษ์นิยมเป็นเต่าล้านปี เขาเป็นคนที่อยู่ในโลกสมัยใหม่เหมือนกับคุณแต่เขามีทางบางอย่างที่เขาเชื่อว่าการทำเช่นนั้นแล้วเขาจะอยู่ในอำนาจได้มากกว่า บางครั้งฝ่ายที่อ้างว่าตัวเองก้าวหน้าอาจจะมีปัญหาเหมือนกันเพราะว่าตอบคำถามไม่ได้ ตอบคำถามบางอย่างที่มีความหมายสำคัญในชุมชนที่อยู่ด้วยกันไม่ได้มันเป็นจุดอ่อนของฝ่ายก้าวหน้าเสมอที่ถูกมองว่าเป็น ฝ่ายที่ตกเป็นทาสของตะวันตก เพราะฉะนั้นเราต้องระวังสิ่งนี้ ต้องแยกก่อนว่า อนุรักษ์นิยม เผด็จการ เป็นเรื่องสมัยใหม่ แต่คนที่สมาทาน อนุรักษ์นิยมและเผด็จการอาจจะอยู่ในชนชั้นที่อยู่ในอำนาจมากกว่า ต้องแยกตรงนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเหมารวมว่าเผด็จการคือความเก่า ไม่ใช่ คนเรามันจะเก่าไม่เก่ามันขึ้นอยู่กับว่าอะไรทำให้ได้อำนาจมากกว่ากัน ถ้าเขาอ้างอิงความเก่าที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่ ประเพณีบางอย่างมันก็สร้างขึ้นมาใหม่ทำให้เขาอยู่ในอำนาจได้เขาก็เลือกไปเป็นอนุรักษ์นิยม
 
GM Live: คิดว่าสังคมไทย ระบบการศึกษา เรื่องการเมืองและสังคมไทยเป็นไปในรูปแบบไหน 
 
พิชญ์: เรื่องใหญ่มันคงอยู่ที่สองเรื่องครับ คือเรื่องของความสามัคคีและความมั่นคง ซึ่งไม่ผิดนะครับ ทุกประเทศมันก็ต้องมีเรื่องความสามัคคีและความมั่นคง แต่สิ่งที่มันจะเชื่อมโยงก็คือว่ามันเป็นจุดอ่อนของฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่าที่อธิบายไม่ได้ว่าประชาธิปไตยจะสร้างความสามัคคีและความมั่นคงได้อย่างไร  คือเราต้องดึงประเด็นที่ถูกจับเป็นตัวประกันถูกอ้างอิงโดยฝ่ายเดียวว่า ความมั่นคงและสมรรถภาพ ประสิทธิภาพ ความสามัคคีนั้นเกิดได้โดยระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย  ฝ่ายประชาธิปไตยต้องอธิบายให้ได้ว่าความมั่นคง สมรรถภาพ ประสิทธิภาพและความสามัคคีสามารถเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตยได้ และเมื่อมันเกิดขึ้นได้ คิดแบบ extreme แปลว่า เราต้องสามารถประนีประนอมกับอีกฝ่ายหนึ่งได้เราต้องสร้างเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยมันอยู่รอด โดยการช่วงชิงเอาจุดเด่นสมรรถภาพ ประสิทธิภาพและความสามัคคี สามารถเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตยได้ 
 
เราต้องสร้างเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยมันอยู่รอด โดยการช่วงชิงเอาจุดเด่นของเผด็จการมาปรับใช้ แล้วก็ทำให้ประชาธิปไตยมันเข้มแข็งขึ้น แต่การเข้มแข็งขึ้นมันต้องไม่เข้มแข็งแบบเผด็จการ หมายความว่าไปบังคับเขาอย่างเดียวว่าต้องเป็นประชาธิปไตย แต่คุณต้องเดลิเวอร์ หรือนำเสนอทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ว่าประชาธิปไตยสามารถทำให้สิ่งซึ่งเผด็จการอ้างว่าฝ่ายเขาทำได้ฝ่ายเดียวนั้นขึ้นได้จริงครับ
 
GM Live: ถ้าเผด็จการเป็นคน เผด็จการมันจะเป็นคนนิสัยอย่างไร มีคาแรกเตอร์แบบไหน
 
พิชญ์: มันมีหลายแบบคนดีก็มี คนไม่ดีก็มี เหมือนประชาธิปไตยอ่ะ สมมติคุณมีเพื่อนเป็นทหาร เพื่อนที่เป็นทหารของคุณไม่ดีทุกคนป่ะล่ะ เพื่อนที่เป็นทหารคบได้เปล่าล่ะ คุณมีเพื่อนที่ดูเป็นแบบฮิปๆ ดูเหมือนเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจทุกคน แต่คุณไม่อยากคบกับมันอ่ะ มันก็มีไง
 
คำถามก็คือว่า มันมีหลาย personality คำถามคือควรจะต้องทำยังไง ให้เขาเข้าใจว่าเขาทำหน้าที่อะไรในบางเรื่องไง เหมือนคนเป็นทหารแต่ไม่ใช่ทหารทุกคนที่เป็นเผด็จการนะครับ ผมยกตัวอย่างคนหนึ่งที่ผมเคารพเป็นทหาร ผมเจอท่านนี้ท่านนี้ตอนอายุมากแล้ว มันทำให้ผมเข้าใจความเป็นทหารมากกว่าตอนที่ผมเรียนฝึกร.ด.3 ปี ด้วยซ้ำ ผมชอบคำตอบเขามาก ผมถามว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง แล้วอาวุธของเรามีพอที่จะรบกับเขาไหม ผมไม่ใช่เป็นประเภทที่ไม่ต้องการทหารเลย ผมถามเขาตรงๆ ว่าสมรรถภาพของกองทัพเราเป็นยังไง เราจะสู้เขาได้ไหมผู้ใหญ่ท่านนี้ในวงการทหารตอบผมมาคำหนึ่งว่า “ถ้าเราจะรบใครจริง ๆ เราจะสูญเสียเยอะมากนะ แล้วมันไม่พอหรอกสิ่งที่เรามี ที่สำคัญคือเราต้องเป็นมิตรกับคนอื่น” คุณเห็นไหมฮะ คุณมีทหารที่ทำหน้าที่รู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ปกป้องประเทศ แต่สิ่งที่เขาเข้าใจสูงสุดคืออะไร เขาเข้าใจว่าคุณต้องเป็นมิตรกับคนอื่น และตรงนั้นต่างหากที่ทำให้ความมั่นคงมันเกิดขึ้นได้ นึกออกไหมฮะ 
 
ฉะนั้นมันเหมือนกัน คุณอาจจะมีคนในประเทศนี้ที่สมาทานเผด็จการ แต่คุณต้องทำให้เขาเข้าใจด้วยว่าเผด็จการมันอาจจะเป็นเงื่อนไขที่เป็นทางออปชัน แต่ถ้าอีกระบบมันเวิร์ก มันก็อยู่ได้ไง แปลว่าคนเป็นทหารทุกคนไม่ได้อยากรบ ไม่ใช่ว่าเขากลัว เขาพร้อมรบ แต่เพราะเขารู้ว่ามันเป็นออปชันที่สอง ออปชันแรกก็คือถ้าคุณอยู่กันได้ตามปกติไม่ต้องรบ คุณต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน คุณต้องไม่มองเพื่อนเป็นศัตรูแล้ว เมื่อนั้นมันจะเหมือนคนมีรั้วบ้าน แต่คุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านมันก็เหมือนกัน คุณมีรั้วบ้านแล้วคุณคุยกับคนข้างบ้านป่ะล่ะ คุณก็คุย เพราะฉะนั้นรั้วบ้านคุณก็ไม่ต้องเข้มแข็งมาก มันก็เป็นแค่การมาร์กระยะเท่านั้นเอง หรือมันอาจมีวัตถุประสงค์อื่นเยอะแยะที่คุณจะทำได้เหมือนกัน ฉะนั้นผมคิดว่ามันมีเงื่อนไขภายในหลายอย่าง ผมยังเชื่อนะว่าคนบางคนไม่ได้อยากยึดอำนาจนะ แต่สถานการณ์มันพาไป 
 
บางครั้งเราพูดถึงเผด็จการในหนังสือผมพยายามอธิบายอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญว่า มันมีกองเชียร์เผด็จการคือคนกลุ่มนี้ลงทุนต่ำกว่าเดือดร้อนต่ำกว่า ก็คือเผด็จการมันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีมวลชนแต่บางครั้งมวลชนมันผลักให้เกิดก็ได้ ฉะนั้นเวลาเราไปโฟกัส เราโฟกัสเฉพาะตัวผู้นำเผด็จการอย่างเดียวไม่ได้หรอก การสนับสนุนเผด็จการจากกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มมันอันตรายมาก เพราะมันผลักเผด็จการไปให้เดือดร้อน พอถึงเวลามันก็อยู่ได้ ฉะนั้นเวลาเราวิเคราะห์กายวิภาคของเผด็จการ มันไม่ได้มีแต่ตัวของเผด็จการ มันมีระบอบ มันมีกลุ่มคนที่สนับสนุน มันไม่ใช่แค่ถูกระดมให้ไปสนับสนุนนะ มันมีผลประโยชน์บางอย่างที่มันทำให้เผด็จการมันต้องขึ้นมามันก็มี ในการทำรัฐประหารหลายครั้ง ใช่ครับทหารเป็นคนวางแผนเพราะตัวเองเสียประโยชน์ในบางครั้ง มันมีกลุ่มคนที่เสียประโยชน์มันพล็อตสร้างสถานการณ์ไปจนถึงทำให้ทหารต้องออกมามันก็มี ผมไม่ได้บอกว่าทหารออกมา ทหารบริสุทธิ์มากเลยนะครับไม่เอาอะไรเลย บางครั้งสถานการณ์มันก็พาไปเหมือนกันเพราะฉะนั้นผมคิดว่าพอเราเข้าใจเรื่องนี้อย่าไปโจมตีเป็นรายบุคคลอย่างเดียวต้องมองภาพรวมว่าใครทำอะไร อย่างไร ที่ผ่านมานะครับ มันมีระบบที่มันนำพาสิ่งนี้ให้มันเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันน่าเกิดจากการที่ตอนที่คุณมีประชาธิปไตยเองคุณไม่พยายามรักษามันเอาไว้นะครับ ไปถามได้เลยคนจำนวนมากซึ่งเลือกพรรคเสียงข้างมากในรอบที่แล้ว ไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่อง พ.ร.บ.สุดซอย 
 
ฉะนั้นมันมีหลายอย่างไอ้ตอนสุดซอยเนี่ยมันเป็นส่วนที่เป็นตัวชี้วัดบางประการ ว่าสุดท้ายแล้วคุณใช้ประชาธิปไตยในขั้นที่คุณมีในสิ่งที่เรียกว่า self restrain การควบคุมตัวเองหรือเปล่า หรือผมขอพูดให้มันดูซับซ้อนนิดหนึ่งเวลาเราพูดถึงประชาธิปไตย สำหรับผมคำจำกัดความที่สำคัญของประชาธิปไตยอาจจะดูเพ้อฝันนิดหนึ่งนะครับ และไม่ควรจำกัดความมันว่าเป็นแค่การปกครองเสียงข้างมาก ประชาธิปไตยสำหรับผม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ self government คือการปกครองตัวเอง ถามว่าในการปกครองตัวเองของคุณทุกวันนี้มีวินัยไหม ในการปกครองตัวเองคุณตามใจตัวเองทุกอย่างไหม ถ้ามันไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มันมีคุณภาพมันก็ต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า self restrain แปลว่าคุณต้องปกครองให้ได้ เวลาคุณปกครองตัวเองคุณเข้มงวดกับตัวเองไหม คุณทำทุกอย่างตามใจคุณไหมล่ะ หรือคุณคำนึงถึงสิ่งโน้นสิ่งนี้ เวลาคุณปกครองตัวเองแล้วคุณอยู่ร่วมกับคนอื่น ฟังคนอื่นไหมล่ะ ไม่งั้นคุณจะมีเพื่อนไหมล่ะ คุณจะเอาใจตัวเองตลอดไหมล่ะ คุณจะเอาเปรียบเขาทุกอย่างไหมล่ะ ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้ในนามคุณธรรมอันยิ่งใหญ่นะ ผมพูดในฐานะว่ามันจะทำให้คุณรอดอยู่ได้ยังไง นั่นแหละมันเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสำหรับผมประชาธิปไตยไม่ใช่เสียงข้างมาก เสียงข้างมากเป็นเพียงมิติหนึ่งของประชาธิปไตย แต่เป้าหมายสูงสุดก็คือคุณจะปกครองตัวเอง แล้วถ้าสังคมมันเป็นตัวเองคุณจะปกครองกันยังไง เวลาที่เราบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มันไม่ใช่เป็นของประชาชน against ต่อต้านกับคนอื่น มันคือเมื่ออำนาจเป็นของเรา เราจะดูแลตัวเองอย่างไร การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญเพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องใช้คนอื่นมาสอน เรียนรู้เองว่าถ้าทำแบบนี้แล้ว มันไม่รอดจะทำไหมอันนี้คือเงื่อนไขขั้นต่ำสุดของประชาธิปไตย 
 
สำหรับผมประชาธิปไตยคือ self government แล้วเซลฟ์เนี่ย เป็นเซลฟ์ที่ใหญ่กว่าตัวเรา ตัวตนตัวนี้มันใหญ่กว่าตัวเรามันเป็นตัวตนของทั้งสังคม และเมื่อสังคมเป็นตัวตนเนี่ย จะทำอย่างไรให้ทั้งสังคมมันรอดล่ะ ใช่ไหม บางครั้งอาจจะต้องมีตัวแทน แต่ทั้งหมดทั้งปวงมันต้องกลับมาสู่การยินยอมพร้อมใจกันในสังคมไงครับ  ผมไม่รู้อธิบายยังไงผมอายุเท่านี้ ผมคิดได้ประมาณนี้ มันไม่ได้หมายความว่า ผมไม่เห็นคุณค่าของเสียงข้างมาก เสียงข้างมากมันเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เราปกครองตัวเองได้ แล้วการปกครองตัวเองได้ก็คือถามคำถามเดียวกัน คือเราต้องมีเสรีภาพที่เราจะต้องปกครองตัวเอง แต่เสรีภาพของเรา เราจะใช้อย่างไรให้เราปกครองตัวเองได้ คุณมีเสรีภาพในการกินของ 20 อย่างแต่ทำไมคุณไม่กินสิ่งนี้ล่ะ เพราะมันแย่กับตัว คุณก็ควรรู้ไงว่ามันแย่คุณไม่ต้องรู้เพราะคุณฉลาด แต่รู้เพราะคุณเคยพลาดกับมันมาเลยรู้ ใช่ป่ะ มันไม่ต้องการคนที่มีความรู้สูงสุด แต่มันต้องการคนที่กล้ายอมรับว่า เฮ้ย! กูผิดมาแล้ว กูพลาดมาแล้ว
 
GM Live: หลังจากตอนที่สิ้นสุดสงครามเย็นใหม่ ๆ หลายคนเชื่อว่า Liberalism เสรีนิยม คืออุดมการณ์สุดท้ายที่ดำรงอยู่ แต่ตอนนี้นักคิดนักเขียนนักประวัติศาสตร์หลายคนบอกว่า ลิเบอรัล เหมือนกับว่าตอนนี้มันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแล้ว คำถามก็คือว่าอะไรคือความหวังหรือพื้นที่สำหรับอนาคตของพวกเรา
 
พิชญ์: ผมไม่เคยศรัทธาในลิเบอรัลลิซึ่มนะ หรือผมคิดว่าเรื่องใหญ่ คือคิดว่าประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องอยู่คู่กับลิเบอรัลเสมออย่างนี้นะ มีสองเงื่อนไขคือเรื่องของเสรีภาพ แต่ว่ามันมีเงื่อนไขอื่นอีกที่เกี่ยวข้องเช่น หัวใจที่สำคัญที่สุดของผมไม่ใช่เสรีภาพอย่างเดียว ประชาธิปไตยมันต้องประสานทั้งเสรีภาพและการอยู่ร่วมกันไง 
 
เงื่อนไขใหญ่คือการอยู่ร่วมกันคือชุมชน คุณมีเสรีภาพโดยที่คุณไม่เข้าใจชุมชนไม่ได้ ชุมชนไม่ใช่ในความหมายสวยหรูนะ ชุมชนในความหมายที่ว่าคุณรู้สึกว่าคุณ connect กับทุกคน คุณเชื่อมโยงกับทุกคน คุณรู้สึก คุณเชื่อมโยงกับทุกคนหรือเปล่าล่ะ การกระทำของคุณมันไปมีผลกับคนอื่นหรือเปล่า สิ่งนั้นคือสิ่งที่ลิเบอรัลลิซึ่มมันพูดน้อยไง พูดแต่ว่ามันจะ fulfill มันจะทำให้มันเคารพตัวตนของคุณเท่ากับคนอื่นมันมองว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรในส่วนของคุณ ถามว่าคุณต้องรับรู้เพิ่มเติมไหมว่าผลของการกระทำของคุณมันกระทบต่อคนอื่นแล้วคุณกับเขาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนี้ นั่นคือสิ่งที่คุณต้องถามด้วยว่าในเมื่อตัวคุณกับเขามันเชื่อมโยงกัน 
 
สิ่งที่สำคัญ ขอใช้ภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง แล้วแปลล่ะกัน คิดไม่ทัน คือมันไม่ใช่แค่ living with others อยู่กับคนอื่น living through others ด้วยหมายความว่าตัวคุณอยู่ได้เพราะคนอื่นอยู่ได้ด้วยหรือเปล่า ตัวอย่างเช่นคุณรู้หรือเปล่าว่าถนนที่มันสะอาดเพราะมันมีคนอื่นทำให้คุณอยู่ คุณรู้ไหมว่าเวลาที่คุณได้เงินเดือนที่ราคาเท่านี้เพราะอีกคนหนึ่งมันได้เงินเดือนน้อยกว่าคุณ สิ่งที่คุณทานอยู่มันมาจากคนกี่คน การ connect ตัวเองกับคนอื่นเนี่ยมันเป็นอีกด้านหนึ่งที่จะทำให้ลิเบอรัลลิซึ่มมันไม่สุดโต่งไง
 
ลิเบอรัลลิซึ่ม มันมีเสน่ห์ของมันไงเพราะมันทำให้คุณ exercise เสรีภาพได้ จำกัดอำนาจของสิ่งอื่นที่มันจะมาจัดการคุณ แต่อีกทางหนึ่งคุณอยู่ท่ามกลางทุกคน ผลของการกระทำของคุณมันไปมีส่วนในโอกาสชีวิตของคนอื่น ฉะนั้นมันจะชดเชยสิ่งนี้ยังไง เราจะอยู่ร่วมกันยังไง คำถามคือเราจะอยู่ร่วมกัน แต่ผมก็ไม่ได้เว่อร์ชุมชนนิยมจนละเลยเสรีภาพนะ แต่หมายความว่ามันต้องมีการบาลานซ์ เสรีภาพไม่ใช่คำตอบเดียวของการมีชีวิตในชีวิตของคุณ คุณต้องการอีกหลายอย่างที่ทำให้คุณต้อง give up หรือยอม ละเว้นเสรีภาพบางอย่างของคุณ ก็แปลว่ามันต้องมีอีกหลาย ๆ อย่างที่มันต้องอยู่ร่วมกัน คำถามก็คือเราหาสูตรสำเร็จสูตรนี้ ในห้วงเวลาหนึ่งของสังคมนี้ได้ไหมล่ะ ฉะนั้นถ้าเรามัวแต่เชื่อว่า โอ้โห! ลิเบอรอลลิซึ่มมันคือทางออก ไม่ใช่ แต่ในขณะเดียวกันอย่าเอาลิเบอรัลลิซึ่มเป็นเหยื่อสิ่งที่เรียกว่าตลอดเวลา พูดอะไรไม่ได้ก็โยนไป นี่เป็นปัญหาของเสรีนิยมเสรีนิยมใหม่ เหมือนยุครุ่นน้า รุ่นอาเรา เอะอะอะไรก็เป็นปัญหาของทุนนิยม มันไม่ใช่ คุณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นไง คำถามสำคัญก็คือ คุณเข้าใจไหมว่าตัวของคุณเชื่อมโยงกับคนอื่นยังไง ถ้าคุณยังอธิบายความเชื่อมโยงของตัวคุณกับคนอื่นไม่ได้คุณจะมี self government ในความหมายที่ว่าทุกคนเป็นตัวตนเป็นองคาพยพหนึ่งของสังคมยังไง หมายความว่าคุณจะอยู่ร่วมกันได้ยังไง สังคมคือการประกอบกันของหนึ่งสองสามสี่ หรือสังคมที่มีการประกอบกัน มันมีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน เราจะลดปัญหาตรงนี้ลงแล้วอยู่ด้วยกันยังไง
 
ผมว่านั่นคือคำถามใหญ่ ผมอธิบายให้คุณฟังง่าย ๆ แบบนี้ ถ้าเราจะอยู่ด้วยกันเราจะอยู่ยังไงใช่ไหม คุณอาจจะเกลียดกันฉิบหายเลยแต่คุณต้องอยู่ด้วยกันอ่ะ มันอาจจะมีกติกาขั้นต่ำอะไรบางอย่าง ซึ่งเราจะไม่พูดกัน บางเรื่องเราทำได้เท่านี้เราก็ต้องทำได้เท่านี้อ่ะใช่ไหม คือผมไม่ได้บอกว่าการประนีประนอมคือการไม่แท้นะ แต่หมายความว่าการประนีประนอมคือเงื่อนไขที่คุณจะต้องอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ถ้าคุณยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ยากนะครับ
 
GM Live: คำถามสุดท้าย ทำไมเราต้องอ่าน “เผด็จการวิทยา”
 
พิชญ์: เพราะผมเขียนฮะ ไม่ใช่ฮะ เป้าหมายสำคัญที่สุดที่เขียนเรื่องนี้ ผมว่ามีสองเป้าหมาย เป้าหมายแรกคือพูดมาตลอดทั้งการสัมภาษณ์ก็คือว่าเราต้องเทคเผด็จการ seriously ทำความเข้าใจกับเขาให้ชัดเจนแล้วว่าเผด็จการสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเผด็จการสุดโต่ง เป็นการที่กลมกลืนแล้วเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เป็นระบบผสม หยิบบางอย่างไปใช้เป็นระบบสมัยใหม่ที่มาที่ไปของมัน สองผมตั้งชื่อนี้ขึ้นมาก็คือว่าผมอยากให้คนพูดคำนี้ได้โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นคำต้องห้าม เพราะสังคมเผด็จการเป็นสังคมที่คุณพูดคำว่าเผด็จการไม่ได้ เพราะฉะนั้นการอยู่รอดของหนังสือเล่มนี้ในสังคมนี้ ก็คือเราสามารถพูดคำว่าเผด็จการในสังคมเผด็จการได้ โดยมีท่าทีแห่งความเข้าอกเข้าใจด้วย แต่เราไม่ได้ละเลยหรือสรรเสริญระบบเผด็จการ แต่เราต้องทำความเข้าใจกับมัน ผมยกตัวอย่างเสมอในทุก ๆ สื่อก็คือ คุณไม่ชอบแมงสาบคุณก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องแมงสาบใช่ไหม หรือคุณจะบอกว่าไม่มี คุณไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องแมงสาบ แมงสาบมันเข้าใจตัวมันเองคุณก็ต้องทำการศึกษาแมงสาบ คุณไม่ชอบเชื้อโรค ก็ต้องมีคนที่ศึกษาเรื่องเชื้อโรค แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเชิดชูว่าเชื้อโรคมันคือทางออกของสังคม หรือแมลงสาบมันคือทางออกของสังคม มันก็ไม่ใช่ไง ฉะนั้นคุณต้องทำความเข้าใจกับมันสิ่งนี้อาจไม่ใช่หนังสือวิชาการแท้ ๆ แต่เป็นหนังสืออ่านเล่นทีโคตรวิชาการเลยหรือเป็นหนังสือวิชาการที่ทำไมมันเขียนแบบนี้วะ คุณอ่านแล้วคุณก็จะรู้ แต่ว่าควรมีไว้ประจำบ้านอย่างน้อยมันก็เป็นบันทึกในช่วงสี่ปีที่ผ่านมานะครับ