x

เราคงได้ฟังเรื่องราวหลากหลายทั้งสุข เหงา เศร้า ผิดหวังจนปวดใจผ่านเสียงเพลงและดนตรีอันหลากหลาย  แต่เพลงที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวอันบาดลึกได้อย่างสวยงามเพราะภาษาและการเปรียบเปรยที่คมคายคงหาได้ไม่ง่ายนัก ถ้าเพลงนั้นไม่ได้ถูกกลั่นกรองจากคนที่ผ่านประสบการณ์และเรื่องราวในชีวิตมามากมาย 
 
จนได้เพลงเข้มข้นอย่างเช่น อุบัติเหตุ ฝืน ความเลือนราง ร่องน้ำตา ประโยคบอกเล่า สิ่งเหล่านี้ ป่าสนในห้องหมายเลข1 ระเบิดเวลา ความบังเอิญ นิรันดร์ และอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่หลายครั้งต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เพลงต้องการบอกอะไรกับเรา 
 
อันเป็นเงาสะท้อนให้ย้อนคิดว่า ชีวิตเราเป็นแบบไหนผ่านเงาเสียงเพลงของชายคนนี้...
 
หากเปรียบเทียบเพลงกับช่วงวัย เพลงของ เล็ก-อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร หรือ เล็ก Greasy Café ไม่ต่างอะไรกับกาแฟเอสเพรสโซชั้นดีที่แม้แรกเริ่มจะขม แต่ที่สุดเราก็จะสามารถลิ้มรสความเปรี้ยวสดชื่นของผลไม้และความหวานที่แทรกอยู่ในกาแฟสีดำดุจปิศาจได้ในที่สุด
 
จากอัลบั้ม “สิ่งเหล่านี้” ที่นำเสนอสู่ผู้ฟังเมื่อปี 2551 ถึงวันนี้ผ่านไป 10 ปี “เล็ก Greasy Café” ได้ทำงานเพลงอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 4 อัลบั้ม การเริ่มต้นทำเพลงของเขาเป็นช่วงวัยผู้ใหญ่ที่ผ่านพ้นประสบการณ์จนหยุดดิ้นรนไล่ตาม แต่เลือกที่จะนั่งมองสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้ดำเนินไปตามความจริงแม้จะต้องเจ็บปวดหรือผิดหวังบ้างก็ตาม ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงมองว่าบทเพลงของเล็กมีปรัชญาแฝงอยู่ด้วยเสมอ
 
10 ปีที่เรารู้จักกับเขา(ในการทำงานเพลงอัลบั้มเต็ม ถ้าย้อนไปถึงตอนเริ่มต้นอาชีพนักดนตรี คงนานกว่านี้อีกสักนิด) เราจึงอยากทักทาย ถามไถ่ ในฐานะแฟนเพลงและสื่อมวลชนว่า อะไรคือสิ่งที่เขาค้นพบและเติบโตกับมันบนเส้นทางสายนี้
 
 
GM LIVE : อัพเดตผลงานหน่อยว่ามีอะไรบ้าง
 
เล็ก : ล่าสุดก็คืออัลบั้มที่ 4 Technicolor และก็ตอนนี้ก็ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 4 ไปแล้วในชื่อ “รอยกระพริบตา” และก็จะมีทัวร์กับ Jack Daniel ทั่วประเทศตลอดทั้งเดือนนี้ และก็มีเดือนหน้านิดหน่อย
 
GM LIVE : การทัวร์ทั่วประเทศถือว่าเป็นเรื่องใหม่หรือเปล่า
 
เล็ก : ไม่ได้ใหม่ครับ แต่ที่ใหม่ก็คือจะต้องไปให้ครบในเดือนเดียว ซึ่งยังไม่ค่อยเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นเดือนนี้ไปใต้ เดือนนี้ไปเหนือมากกว่า เราก็ไปหลายจังหวัด แต่ก็ไม่ได้ไปครบทุกจังหวัดขนาดนั้น
 
GM LIVE : เรียนรู้อะไรบ้างจากการเดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตแต่ละที่
 
เล็ก : เราได้เรียนรู้ว่าอย่างบางจังหวัดไม่เคยไปเลย ก็สงสัยว่าจะมีคนฟังเพลงของเราไหม แต่พอไปจริง ๆ ก็พบว่ามีและก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเมื่อกลับไปอีกครั้ง
 
GM LIVE : มีประสบการณ์ดี ๆ หรือเจอฟีดแบ็คอะไรบ้างไหม
 
เล็ก : มีหลายเรื่องเลย แต่เรื่องหนึ่งที่ประทับใจคือที่ “มหาสารคาม” ตอนนั้นไปทัวร์ที่งาน ๆ หนึ่ง ฝนตกหนักมากจนพื้นข้างล่างกลายเป็นโคลนเลย เราก็ขึ้นไปเล่นก็รู้สึกว่าเราแห้งมาก แต่คนที่มาดูเราเปียกโชกเลย ซึ่งก่อนที่จะถึงเวลาเล่น ช่วงเย็น ๆ ก็ยังคิดว่าจะเล่นได้หรือเปล่า เพราะว่าเป็นงานใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามเล่นไปเล่นมาจนเสร็จก็บอกคนดูว่าขอลงไปหาได้ไหม เราก็ถอดรองเท้าและก็เดินลุยโคลนลงไป คนก็เข้ามากอดเยอะมาก
 
พอเสร็จจากตรงนั้นเราก็กลับ ระหว่างที่กำลังจะกลับโรงแรมก็มีน้องคนหนึ่งขอลงไปซื้อของ ก็พลิกนาฬิกาดูปรากฏว่านาฬิกาหาย แล้วเราก็ไม่ได้ฝากไว้กับใคร มีบางคนก็บอกว่าให้ลองเช็คจากรูปดูสิ เพราะมีน้องคนหนึ่งที่ตามถ่ายมาตลอด พอเช็คดูปรากฏว่าตอนก่อนลงไปและตอนลงไปช่วงแรกก็ยังอยู่ แต่พอผ่านไปสักพัก มือเปล่าแล้ว ก็รู้สึกเสียดายมากและไม่รู้จะทำยังไงดี พอดีมี Technician ที่ยังอยู่ก็บอกให้ช่วยหากัน
 
เราก็กลับมาโรงแรม ก่อนนอนเราก็คิดแล้วว่ายังไงก็หาไม่เจอ เพราะคนเยอะมากและก็เป็นโคลน ถ้าตกลงไปยังไงก็หายแน่ ๆ พอเช้าวันรุ่งขึ้น น้องที่เป็น AR ก็บอกว่าให้เช็คเฟสบุ๊คดู เพราะว่ามีคนทักมาเรื่องนาฬิกา ก็ลองเปิดเข้าไปดู น้องคนนั้นบอกว่าตอนหล่นมีผู้ชายคนหนึ่งเก็บได้ เราคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่หายแล้ว แต่ว่าอยู่กับใครสักคน 
 
เลยลองติดต่อจนพบเจ้าตัวที่เก็บได้ ก็โทรไปหาเขา เขาก็บอกว่าผมเก็บนาฬิกาของพี่ได้ เลยถามว่าอยู่ที่ไหน จะให้ไปหาไหม เขาก็บอกว่าให้ผมไปหาก็ได้พี่ พี่อยู่ที่ไหน เราก็เกรงใจเขามาก ก็เลยบอกให้รถตู้ขับไปหาที่นั่น พอไปถึงเขาก็คืนนาฬิกาที่ทำความสะอาดมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับภาพเขียนที่เขาบอกว่าเป็นงานภาพวาดที่มีน้อยชิ้นมาก ซึ่งประทับใจมากเลย คือไม่มีทางที่จะเจอแน่ ๆ แล้วคนนั้นก็เก็บไว้ให้เรา เป็นหนึ่งในเรื่องที่เราประทับใจมาก 
 
GM LIVE : มีเรื่องความประทับใจอื่น ๆ อีกไหม
 
เล็ก : ก็จะมีเรื่องของคนบางคนที่เจอในช่วงแรก ๆ ที่สภาพจิตใจอาจจะแย่หน่อย พอกลับไปอีกทีเขาก็ดีขึ้น หรือมีบางคนที่ถามว่าจำที่น้องกับผมมาดูได้ไหม ตอนนี้จะแต่งงานกันแล้ว เป็นเหมือนครอบครัวดีครับ
 
 
GM LIVE : แล้วอัลบั้มล่าสุดทำยอดได้ดีไหม เพราะเท่าที่รู้มาคือกลายเป็นอัลบั้มหายากไปแล้ว
 
เล็ก : ดีครับและก็หมดแล้วด้วย แต่เราก็ไม่ได้ทำเยอะมาก และผมว่าก็ไม่ได้หายากขนาดนั้น เพราะว่าเราทำไม่เยอะ และบังเอิญยอดจำนวนอัลบั้มเท่ากับยอดจำนวนคนที่อยากฟังพอดี ก็เลยดูพอเหมาะ จำไม่ได้แล้วว่าประมาณสองพันหรือสองพันห้า แต่จำนวนไม่ได้เยอะ
 
GM LIVE : ทราบว่า MV และเพลงล่าสุดได้ลงในช่องของเล็กเอง ตอนนี้ยังอยู่ SmallRoom อยู่ไหม หรือมีแผนจะแยกตัวออกมาทำคนเดียวหรือเปล่า
 
เล็ก : ยังอยู่ครับ แต่แค่รู้สึกว่าเวลาเข้ามาแล้วได้เข้าใน Channel ใครที่เขาสนใจแค่คนเดียวดีกว่า ถ้าเป็นของค่ายก็จะมีศิลปินอื่น ๆ จังหวะนั้นอาจจะมีซิงเกิลใหม่ของศิลปินคนอื่นมาแทรก แต่ถ้าเป็น Channel ของเราเองก็เหมือนกับเราชอบวง Coldplay เราก็อยากดูแค่ Coldplay แต่สรุปก็คือยังอยู่กับ SmallRoom
 
GM LIVE : ในแง่ของความแมสคิดว่าจะไปได้ไกลกว่านี้ไหม
 
เล็ก : ตอบไม่ได้ ไม่ทราบจริง ๆ แต่เท่าที่รู้และสัมผัสได้คือกลุ่มเริ่มโตขึ้น สมมติเราไปมหาสารคามเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีคนประมาณนี้ พอกลับไปเล่นอีกครั้งจำนวนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ว่าแมสหรือเปล่า ไม่แน่ใจครับ ไม่ได้คิดว่าเพลงของเราจะแมสหรืออินดี้ เพียงแต่เป็นสิ่งที่เรารู้สึกแล้วเราก็นำออกมาโดยที่ไม่ได้คิดว่าจะมาได้ขนาดนี้ เพราะเราไม่ได้คิดว่าวันนี้เราจะทำเพลงฮิต 3 เพลงอัลบั้มนี้ เราก็ทำไม่เป็น เราไม่ได้มีความสามารถพอที่จะรู้ว่าทำเพลงฮิตยังไง เราก็ทำตามที่เรารู้สึก
 
เพราะฉะนั้นจากที่เราเคยคุยกับคนที่เคยเจอ เขาบอกว่าช่วงแรก ๆ อาจจะเป็นแฟนหรือพี่แนะนำให้ฟัง เขาก็ไม่ค่อยได้เข้าใจ จนวันหนึ่งสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตเขาดันใกล้เคียงกับเพลงของเรา เขาก็เลยเริ่มฟัง และสิ่งที่เรารู้สึกและได้ยินมา คือ เหมือนกับเขารู้สึกว่ามีคนที่เข้าใจเขาและพูดเรื่องเขาให้ฟัง ทีนี้จะแมสหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ จะเติบโตไปได้มากกว่านี้หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจจริง ๆ
 
GM LIVE : รู้สึกยังไงที่มีคนมองเป็นไอดอลด้านปรัชญาชีวิต เพราะแต่ละเพลงที่ออกมาต้องมีปรัชญาแอบแฝงอยู่ด้วย
 
เล็ก : เราไม่เคยเป็นไอดอลใครได้เลย เราไม่ได้ดีพอขนาดนั้น ตัวเราเองเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอัลบั้มที่ 5 จะเป็นยังไง และเราก็ไม่เคยคิดว่าเราเขียนเชิงปรัชญา แค่พูดเรื่องที่เราเจอมา ไม่ว่าจะตัวเราโดยตรงหรือคนรอบข้างเจอ แต่ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราพูดเป็นปรัชญา เพียงแต่ว่าอาจจะมีการเปรียบเปรียบกับสิ่งต่าง ๆ และวิธีการเล่าที่เราถนัดเท่านี้เอง ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นแบบนั้น
 
GM LIVE : เคยมีแฟนคลับมาขอปรึกษาตามเพจหรือช่องทางต่าง ๆ ไหม
 
เล็ก : มีตลอดครับ คนจะ Inbox เข้ามาเล่าเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องชีวิตเขาเองหรือเรื่องส่วนตัวมาก ๆ จะมีบ้างที่มาบอกว่า ผมอยากแต่งเพลง มีวิธีการยังไงบ้าง เราก็จะตอบเรื่อย ๆ และก็ตอบตลอด แต่ก็มีบางคนที่บอกว่า ผมอยากแต่งเพลงแบบพี่ ต้องเริ่มยังไง ก็จะตอบว่าเริ่มเลยสิ ก็แค่นำกีตาร์กับปากกามาเท่านั้นเอง ไม่ได้ต้องลงทุนอะไรเลย แค่กีตาร์โปร่ง คีย์บอร์ด เปียโนกับกระดาษแผ่นหนึ่งก็แต่งได้แล้ว
 
 
GM LIVE : ถ้าย้อนกลับที่ตัวเอง คิดว่าจุดเริ่มต้นของตัวเองเริ่มจากอะไร
 
เล็ก : ส่วนใหญ่เราจะโตมากับเพลงในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะโตมาในช่วง Rock ยุค 70 ปลาย ๆ กับความเป็น Acoustic ซึ่งเคยมีคนถามว่าแนวเพลงของเราคืออะไร ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะเรียกว่าอะไร แต่คงเป็นความชอบหลาย ๆ อย่างที่นำมารวมกัน แล้วทำออกไปโดยที่เราก็ไม่แน่ใจว่าเป็นแนวอะไรแน่ เพราะว่าก็ไม่ได้ Rock หรือ Folk ขนาดนั้น อย่างอัลบั้มที่ 4 ก็ไม่แน่ใจว่าแนวไหน เราก็ทดลองทำไปเรื่อย ๆ
 
GM LIVE : เท่าที่สังเกตวงทั่วไป เวลาเริ่มต้นก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นเพลงวัยรุ่นมาก่อน แต่สำหรับเล็กกลายเป็นว่าเริ่มต้นจากความรู้สึกที่เป็นเพลงผู้ใหญ่เลย
 
เล็ก : คงเป็นความบังเอิญที่มาทำเพลงในช่วงเวลาที่เราอายุเท่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องที่เราเล่าเป็นเรื่องในวัยนั้นไหม ไม่แน่ใจนะ เพราะว่าในช่วงเวลาการทำเพลง ก็คงเป็นช่วงเวลาที่เราอายุเท่านั้นไปแล้ว
 
GM LIVE : ตอนอัลบั้มแรก อายุเท่าไหร่
 
เล็ก : จำไม่ได้ครับ ประมาณ 20 กว่า ๆ มั้ง  แต่ตอนที่ทำซิงเกิลกับ Completion น่าจะกลับมาไม่นานเท่าไหร่ ที่ทำเพลงลงในอัลบั้ม Smallroom 001
 
GM LIVE : จากอัลบั้มแรก (พ.ศ.2551) จนถึงตอนนี้ก็ครบรอบ 10 ปีแล้ว มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของการทำงานเพลงอย่างไรบ้าง
 
เล็ก : เรื่องแรกคือ ย้ำเตือนให้เรารู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว หมายความว่าที่เราตัดสินใจว่าเราหยุดถ่ายรูปและมาร้องเพลง นั้นโอเคและได้พิสูจน์อะไรบางอย่างแล้ว เราสามารถมีข้าวกินจากการทำงานนี้ได้ แล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่ทำออกไปตั้งแต่อัลบั้มแรก คนเริ่มเข้าใจว่าเราพูดเรื่องอะไร หรือดนตรีที่เราสื่อคืออะไรบ้างแล้ว เรายังได้เห็นการเจริญเติบโตของคนที่เราเจอที่เริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
 
GM LIVE : การถ่ายภาพของเล็กมีผลต่อการเขียนเพลงไหม
 
เล็ก : ตอนที่กลับมาจากอังกฤษใหม่ ๆ ผมเรียนจบการถ่ายภาพมา ก็จะถ่ายแต่พวกแฟชั่น และก็ถ่ายคน แต่ช่วงสิบปีหลังหน่อย ๆ ก่อนที่จะเริ่มถ่าย ผมถ่ายแต่ภาพนิ่งกับภาพยนตร์ เพราะฉะนั้นวิธีการเล่าอาจจะติดมาจากการถ่ายภาพ หมายความภาพยนตร์ส่วนใหญ่อย่างเช่นหนังผี ไม่ได้เปิดมาแล้วจะตกใจเลย จะมีบรรยากาศหรือสิ่งเร้าบางอย่างที่อาจจะเกิดจากการจัดแสงหรือการถ่ายกลางคืนมาห้อมล้อมให้เริ่มรู้สึกกลัว ทั้ง ๆ ที่ผียังไม่ได้โผล่ออกมา 
 
วิธีการเล่าเรื่องเพลงของก็จะเริ่มด้วยบรรยากาศที่ห้อมล้อมอยู่ สมมติเริ่มต้นว่า “เช้าที่ไม่มีฝนพรำมา” หรือ “มุ้งหลังนั้นที่แขวนอยู่บนเพดาน” ซึ่งเป็นภาพที่เห็นและเราเจอ ส่วนใหญ่จะเล่าจากภาพกว้าง ๆ และค่อย ๆ เข้าไปหาตัวละคร
 
GM LIVE : เห็นว่าไปทำงานเป็นดีเจด้วย สกิลการทำงานดีเจกับการแสดงคอนเสิร์ตแตกต่างกันอย่างไร
 
เล็ก : เราว่ายากด้วยกันทั้งคู่ในตอนเริ่มต้น แต่โชคดีตรงที่เวลาเราเล่นวง ก็จะมีคนอื่นมาเล่นด้วยกัน เวลาเราอ่านจดหมายก็จะมีพี่บอย พี่คมสันต์ มาอยู่ด้วยกัน ไม่ได้เป็นการจัดรายการคนเดียว แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พี่บอยกับพี่คมสันต์ไม่ว่าง เราก็เลยเข้าไปจัดคนเดียว แต่ก็โอเคมีคนอื่นมาช่วย ก็สนุกดี ผมว่าอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เราไม่ได้ตั้งใจว่าเราอยากจะเป็น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นดีเจหรือนักดนตรีอะไร แต่เป็นเรื่องของโอกาสมากกว่า และรู้สึกว่ามีโอกาสอย่างนี้เข้ามาเรื่อย ๆ ก็ลองทำให้ดีที่สุดแล้วกัน
 
GM LIVE : ในชีวิตเคยเจอเหตุการณ์ Midlife Crisis หรือรู้สึกหมดไฟจนไม่อยากทำอะไรเลยไหม
 
เล็ก : ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เคยมีช่วงที่ใกล้เคียงอยู่ก็คือช่วงที่กรุงเทพฯ น้ำท่วมใหญ่และเราต้องไปอังกฤษนั่นแหละ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเราต้องตายแน่ ๆ ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น
 
GM LIVE : จากที่ได้อ่านประวัติมา จุดวิกฤติที่สุดก็คือ ช่วงหลังจากอัลบั้มที่ 2 ที่ไปประเทศอังกฤษ และทำให้เกิดความคิดว่าเราจะเป็นนักดนตรีทำไม ถ้าย้อนกลับไปในวันนั้น คิดว่าจะเป็นเฉดอารมณ์ไหน
 
เล็ก : ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เพลงอาจจะไม่ได้ทำงานมากเท่าไหร่นัก ในขณะที่อัลบั้มที่ 2 ออกไปได้สักพัก ก็ยังไม่ได้ถึงกับทำงานมาก และในยุคสมัยนี้ที่เราเข้าใจคือ เราจะหวังพึ่งจากยอดขายซีดี ซึ่งขึ้นได้น้อยมากจริง ๆ และจะวัดได้จากงานโชว์ ซึ่งในช่วงนั้นกระท่อนกระแท่นสุด ๆ เลย จนต้องมาคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดี และก็เป็นช่วงที่กรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมใหญ่ เราอยู่บ้านไม่ได้เพราะน้ำท่วมมาประมาณเลยครึ่งแข้ง และก็มีปัญหาบางอย่างในใจ สมาธิไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจว่าไปที่อื่นดีกว่า
 
เราอยู่ตรงนี้เพื่อที่จะสร้างงานขึ้นมาไม่ได้ เลยคิดว่าไปอังกฤษแล้วกัน ซึ่งก็ได้บอกกับทาง Smallroom ว่าอย่าคาดหวังว่าเราจะได้อะไรกลับมาจากการไปครั้งนี้นะ  ในช่วงเวลานั้นเรารู้สึกว่ามีอะไรทำได้อีกนอกจากเล่นดนตรี หมายความว่าถ้าเราไม่เล่นดนตรี ก็จะไม่สามารถเลี้ยงชีพเราได้ และต้องไปทำอย่างอื่นแทน
 
 
GM LIVE : สุดท้ายคำตอบก็คือดนตรี ?
 
เล็ก : ก็ดื้อจนได้ พอได้ไปแล้วก็สบายใจขึ้น งานก็ค่อย ๆ เริ่มออกมา เริ่มทำงานได้ เริ่มสร้างงานขึ้นมาได้
 
GM LIVE : ถ้าพูดในแง่นักบุญ การไปครั้งนั้นถือว่าเป็นการจารึกบุญทางดนตรีเลยใช่ไหม
 
เล็ก : ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมว่าก็เหมือนกับคนเรา พอใจนิ่ง ๆ และสมาธิดี ๆ ก็จะสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ง่ายขื้น ในขณะเดียวกัน ถ้าตอนนั้นไม่ได้ไปไหน ตอนนี้ก็คงจะยังไม่มีอัลบั้ม 4 ก็ได้ แต่ตอนนั้นก็ทำให้คิดได้หลายอย่าง ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้เชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตว่าไม่ได้สิ่งนี้จะได้สิ่งไหน หรือทำสิ่งนี้แต่กลับได้อีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าการไปอังกฤษครั้งนั้นจะได้อะไรกลับมาเลย แต่ก็เป็นการทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในสายอาชีพการทำงานของเรา ได้รู้ทิศทางของตัวเองว่าจะไปยังไงต่อ
 
GM LIVE : ในวงการนักเขียนจะมีคำหนึ่งที่เรียกว่า Writer Block คืออาการที่เราไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย หรือตี่นมาแล้วไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ในฐานะคนเขียนเพลง เคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหม
 
เล็ก : เคยครับ ยกตัวอย่างอัลบั้ม 4 ในอัลบั้มที่ผ่านมาเหมือนกับเป็นการขึ้นเพลงพร้อมกับกีตาร์และสมุดจด แต่อัลบั้ม 4 มีเรื่องที่อยากพูด แต่เรามองตัวเราไม่เห็นว่าจะพูดเรื่องอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือถ้าอย่างนั้นเราไม่รอแล้ว เราขึ้นเพลงเลย แล้วค่อยฮัมเมโลดี้มั่ว ๆ เอา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในการฮัมเมโลดี้หลาย ๆ เพลง มีบางคำ บางประโยคหลุดออกมา ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ได้ถึง 90% เลย อยู่ดี ๆ ก็พูดเรื่องอะไรออกมาก็ไม่รู้ เลยทำให้รู้สึกว่าอาจจะมีบางอย่างที่เรารู้สึกแต่เราไม่ทันได้เห็นหรือเปล่า
 
ถามว่ามีช่วงตันไหม ก็มีนะ แต่แค่เราก็หันไปทำอย่างอื่นบ้าง ทำอะไรที่แตกต่างออกไป ดูหนังฟังเพลงบ้าง ซึ่งปกติไม่ค่อยได้ทำมากเท่าไหร่ บางทีก็ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งเหล่านี้กลับมาเหมือนกัน บางทีเราอาจมีเรื่องที่เราอยากจะพูดแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าจะเอาออกมายังไง พอไปเจอบางประโยค บางคำจากหนังบางเรื่อง ก็เหมือนไปสะกิดตรงนั้นขึ้นมาได้
 
GM LIVE : มีหนังเรื่องไหนที่นำมาเป็นคำสำคัญในบทเพลงบ้าง
 
เล็ก : จำไม่ได้ แต่จำได้ว่าตอนทำอัลบั้มแรก ตอนที่เขียนเพลง “อุบัติเหตุ” แล้วท่อนฮุคที่บอกว่า “ก็เวลามันไม่เดินเป็นเส้นตรง” ในตอนนั้นท่อน Verse กับ Pre ได้แล้ว แต่ท่อนนี้ยังไม่ได้สักที แล้วเราก็ไปเจอคน ๆ หนึ่งที่เป็นชาวต่างชาติ ก็นั่งคุยกันและเขาพูดเรื่องชีวิตในลักษณะที่บอกว่าจะไปเอาอะไรมาก เวลายังเดินเป็นวงกลมเลย ซึ่งเราจำได้แม่นเลย และเป็นที่มาของประโยคที่บอกว่าในที่สุดแล้วเวลาก็ยังไม่เดินเป็นเส้นตรง เพราะฉะนั้นเราจะเอาความมั่นคงมาจากไหน บางทีเกิดจากการที่เราไปคุยกับคนอื่น ๆ ด้วย
 
GM LIVE : ด้วยความที่ทำงานมาหลายปีแล้ว มีวิธีการปรับสมดุลระหว่าง Public Figure กับสภาพจิตใจอย่างไร
                     
เล็ก : เราไม่เคยรู้สึกว่าเป็นอะไร เรายังทำตัวสบาย ๆ ได้เหมือนเดิม เรารู้ว่าเราทำวงชื่อนี้ แต่ไม่เคยคิดว่าเราเป็นอะไร คือเราก็ยังสามารถไปเดินตลาดรถไฟแล้วก็นั่งพื้นดูกล้องได้ ไม่เห็นรู้สึกว่าทำไม่ได้ ก็เราไม่ได้เป็นใครมาตั้งแต่แรก ทำไมเราต้องรู้สึกพิเศษ แต่เวลาไปเที่ยวแล้วมีคนมาขอถ่ายรูป ก็จะเขิน ๆ แต่ก็ดีใจที่เขาอุตส่าห์มาถ่ายกับเรา เพราะฉะนั้นตอนไปเล่นคอนฯ กับตอนไม่ได้เล่นจึงไม่รู้สึกแตกต่างกันมาก เพียงแต่ว่าตอนเล่นต้องใช้สมาธิ ใช้พลังมากเท่านั้นเอง แต่ในชีวิตปกติเราไม่เห็นรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรเลย อาจจะใส่หมวกตอนเล่น แต่เวลาอยู่บ้านไม่ใส่หมวก
 
GM LIVE : สิ่งที่ทุกคนเห็นในตัวคุณคือ เราจะได้เรื่องราวมากมายบนร่างกายผ่านรอยสัก เล่าหน่อยว่ารอยสักเหล่านี้มีเรื่องราวอย่างไรบ้าง
 
เล็ก : อาจจะเกิดจากตอนวัยรุ่นที่แค่คิดว่าการมีรอยสักทำให้ดูเท่ ก็น่าจะเริ่มจากตอนนั้น โดยเริ่มจากสักแซ่ของพ่อและของแม่ที่ต้นแขนซ้าย ส่วนที่ท้องแขนขวาเป็นตัวหนังสือจีนโบราณแปลว่า “สายเลือดมังกร” เพราะว่าเราเป็นคนจีน พ่อแม่เราก็เป็นคนจีน ส่วนปลาเท่าที่เค้าบอกกันก็เหมือนจะให้ความร่มเย็น ส่วนมากเราจะชอบลายสักที่เป็นเหมือน Papercut งานโบราณของจีน
  
GM LIVE : ถามเรื่องร้านกันบ้าง การทำร้าน Origanic Supply ของที่เห็นในร้านส่วนใหญ่เป็นแนว Natural หมดเลย อยากให้เล่าหน่อยว่ามีที่มาที่ไปยังไง
 
เล็ก : เริ่มจากมีรุ่นน้อง 2 คนที่สนิทกัน ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของทรายแฟนเราที่อยู่อังกฤษด้วยกัน เราก็มีโอกาสไปหาทรายอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และก็สนิทกัน เขาชื่อก๊อตกับน้ำตาล แล้วพอต่างคนต่างเรียนจบก็ทยอยกลับมา เจอกันสังสรรค์กันบ้าง จนวันหนึ่งก๊อตกับน้ำตาลเสนอโปรเจกต์ให้ฟังว่า อยากจะทำที่ ๆ หนึ่ง ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นออร์แกนิค หรือใช้สารเคมีน้อยที่สุดเท่าที่จะหาได้ ก็เลยสนใจว่าถ้าทำเรื่องแบบนี้ก็น่าสนใจดี  คล้ายๆ เป็นร้านขนาดเล็กที่รวบรวมของที่ดีต่อตัวเราและคนอื่นไว้ในที่เดียวกัน ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นสถานที่แบบนั้นแล้ว น่าจะมีที่นั่งเล่นในร้านด้วย เป็นมุมเล็ก ๆ เสิร์ฟสมูตตี้ผักผลไม้ มีขนมเค้ก เบเกอรี่ เป็นทางเลือกให้กับคนชอบแฮงค์เอาท์ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ อยากให้เค้ารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หรือยากเย็นอะไรในการเริ่มต้น
 
GM LIVE : แสดงว่าของในร้านทั้งหมดก็มาจากเกษตรกรในท้องที่
 
เล็ก : ส่วนมากจะเลือกของที่ผลิตในไทยครับ แต่ก็จะมีบางสินค้าที่มาจากต่างประเทศ อาจจะเป็นสินค้าที่ต้องการ แต่ในประเทศเรายังไม่มี ส่วนนี้น้ำตาล (หุ้นส่วนร้าน) ก็จะมีหน้าที่ดูของพวกนี้ หรืออาจจะมีใครไปเจออะไรมาก็มาลองเสนอกันดูครับ
 
GM LIVE : มาดูแลร้านบ่อยไหม
 
เล็ก : ถ้าเทียบกับตอนแรกถือว่าน้อยลงครับ เนื่องจากเราทั้ง 4 คน ไม่เคยเปิดร้านลักษณะนี้ ช่วงแรกเราเลยลองลุยกันเอง เข้ากันเองทุกวัน เรียนรู้ปัญหาต่างๆ และส่งต่อให้สตาฟในเวลาต่อมา ซึ่งตอนนั้นเราก็จะเป็นมือปั่น ( สมูทตี้ ) อยู่หลังบาร์ หลังจากนนั้นก็ทะยอยรับพนักงาน จนตอนนี้ร้านโอเค มีทีมที่ดี ก็จะเปลี่ยนหน้าที่มาช่วยถ่ายรูปบ้าง จัดร้านบ้าง เวลาว่างจากทัวร์คอนเสิร์ต 
 
GM LIVE : มาถึงคำถามเกือบสุดท้ายแล้ว ปีนี้จะมีอีเวนต์อะไรเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีไหม
 
เล็ก : อาจจะยังไม่มีในปีนี้ครับ ผมก็อยากทำคอนเสิร์ตอัลบั้ม 4 แต่รู้สึกว่าเราอาจจะยังให้เวลาคนไม่พอหลังจากที่ปล่อยอัลบั้มมา อาจจะเป็นปีหน้าที่คนเริ่มเข้าใจอัลบั้ม 4 กันแล้ว เวลาเล่นก็จะพอรู้แล้วว่าเพลงเป็นยังไงบ้าง ไม่ใช่ว่าออกอัลบั้มไปแล้วทำคอนเสิร์ตเลย คนดูอาจจะงงได้
 
GM LIVE : แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเห็นเล็ก Greasy Café ทำอะไร
 
เล็ก : ไม่รู้เลยครับ ไม่รู้จริง ๆ หรืออีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งจะรู้สึกไปได้ไม่นาน บางคนที่ทำงานราชการหรือไม่ก็ตาม จะเกษียณตอนอายุเท่านี้ เรากลับรู้สึกว่าถ้าเรายังทำได้อยู่ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ผมว่าก็สนุกดี อาจจะเป็นเรื่องที่เราลุ่มหลงมากและอยากจะทำอีกก็ได้ ก็เลยรู้สึกว่าไม่เห็นต้องเกษียณเลย ถ้ายังทำได้และถ้ายังมีคนฟังอยู่ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ถึงตอนนั้นอาจจะผันตัวไปทำเพลงบรรเลงหรือเปล่า เราก็ไม่รู้จริง ๆ ขนาดปีหน้าเราจะทำอะไรเรายังไม่แน่ใจเลย