Connect with us

Subscribe

Interview

ไม้ไผ่ วัสดุไทยกับความยั่งยืน ฉบับไม่พยายาม : ตั๊บ-ธนพัฒน์ บุญสนาน ธ.ไก่ชน

เรื่อง : สุธามาส ทวินันท์
ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม

ขณะที่ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมโลกกำลังเข้าขั้นวิฤกต จนทำให้หลายภาคส่วนที่เคยนิ่งเฉยหันมาสนใจเรื่องความยั่งยืนด้วยการกลับไปพึ่งพาวัสดุธรรมชาติ  ตั๊บ – ธนพัฒน์ บุญสนาน สถาปนิกหนุ่มเจ้าของบริษัท ธ.ไก่ชน เป็นหนึ่งในคนที่เห็นคุณค่าของวัสดุธรรมชาติโดยใช้เทคนิคการออกแบบมาเสกสรรค์ปรุงแต่งให้วัสดุธรรมดาที่เคยถูกมองข้ามอย่าง ‘ไม้ไผ่’ กลายมาเป็นสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่สามารถดึงความเป็นไทยเข้ามาบรรจบกับดีไซน์แบบสากลได้อย่างลงตัว โดยเขาได้ตั้งชื่อให้กับสไตล์การออกแบบนี้ว่า ‘Neo Thai Bamboo Architecture’

“ผมไม่ได้สนใจเรื่องความยั่งยืนมาก ผมสนใจเรื่องความงามอย่างเดียว”

คำตอบที่ทำให้เราฉุกคิดเล็กน้อยว่าชายคนนี้ที่หลายคนพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าเขาคือสถาปนิกผู้ให้ความสำคัญกับ Zero Carbon Footprint ทำไมถึงบอกกับทาง GM อย่างตรงไปตรงมาว่าความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาคำนึงถึง แต่เมื่อพูดคุยกันไปสักพัก ตั๊บค่อยๆ เผยแง่มุมที่ทำให้เราเข้าใจว่าเขาไม่ได้ให้ค่าไม้ไผ่เพราะต้องการสร้าง ‘ความยั่งยืน’ แต่งานที่ทำอยู่นั้นคือความยั่งยืนด้วยตัวมันเองโดยไม่ต้องพยายาม 

การได้มาพูดคุยกับตั๊บในวันนี้นอกจากจะทำให้เรารู้จักเรื่องไม้ไผ่ทุกซอกทุกมุมที่ไม่เคยรู้ ตั๊บยังเปิดมุมมองให้เห็นความไปได้ไกลของวัสดุธรรมชาติในแง่ของการออกแบบที่สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล วัสดุที่ต่างประเทศยกย่องกันว่าคือ ‘ท่อเหล็กปลูกได้’ แต่คนไทยมองข้ามตลอดมา

ทราบมาว่าคุณสนใจเรื่องไม้ไผ่หลังเรียนจบ หมายความว่าสมัยตอนที่เรียนอยู่ไม่มีหลักสูตรที่ให้ความสำคัญเรื่องต้นไม้และสถาปัตยกรรมแบบ Sustainable เลยหรือเปล่า

ตั๊บ : ถ้าต้นไม้ในเชิงของ Landscape เขาก็จะพูดเบื้องต้นว่ามีเรียนอะไรบ้าง แต่สำหรับไผ่เรียกว่าศูนย์เลย ผมบอกเลยว่าไม่ได้ยินคำว่าไผ่  หรือเมาหลับ หรือไม่ได้เรียนก็ไม่รู้นะ (หัวเราะ) แต่สาบานว่าไม่ได้ยิน หรือในวิชา Construction เราก็ได้เรียนเรื่องไม้อยู่ แต่จบเร็วมากเพราะไม่มีไม้ให้ทำ นั่นหมายความว่าเราไม่มีตัวเลือก เวลาเราเขียนไม้มี ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้เนื้อแข็ง ปัจจุบันมีหรือเปล่าทุกวันนี้ กูยังซื้อไม้สนนิวซีแลนด์มาทำงานอยู่เลย นั่นเพราะเขามีอุตสาหกรรมไม้ ขนาดใส่คอนเทนเนอร์มาแล้วยังถูกกว่าไม้ไทยเลย เพราะว่าเขา Sustain ไปนานมากแล้ว นิวซีแลนด์ สวีเดน สแกนดิเนเวีย เขาตัดต้นสนปลูกต้นสนมันไม่ใช่การทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วในการใช้ไม้ มันคือแบบ Sustain เ-ี้ยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราระบุว่าไม้แดง ไม้เต็ง คือโคตรไม่ Sustain เราต้องรอมันกี่ปีอะ คือเรารอได้ แต่มันไม่ใช่อุตสาหกรรม เราต้องปลูกไม้ที่โตเร็ว ไม้อะไรก็ได้ในเมืองไทย มันเยอะมาก นั่นคือสิ่งที่ระบบการศึกษาไม่อัพเดทซึ่งเราก็ไม่โทษใคร แทนที่จะไปบ่นระบบไรพวกนี้ ทำหน้าที่ของเราโดยการไกด์ให้เด็กเอาตัวรอดด้วยตัวเองยังไงดีกว่า 

คิดว่าทำไมไม้ไผ่ถึงเป็นสิ่งที่คนไทยมองข้ามมาตลอด 

ตั๊บ : บ้านเราก็ต้องรอเวลา บ้านเราทำอะไรชอบอะไรตามฝรั่งอยู่แล้วเราใช้ iPhone เยอะเพราะว่าเราเห็นฝรั่งใช้ ทุกวันนี้ธุรกิจไม้ไผ่ก็โตอยู่เรื่อยๆ นะ เพราะเจ้าของโรงแรมเขารู้แล้วว่าใช้ ก็ทำราคาได้ ล่าสุดไปทำงานขายได้ห้องแพงสุดสองแสน ก็ไม่เห็นมีใครพูดอะไรเลย ไม่เห็นว่ามันจะพัง หรือว่าอะไร นั่นหมายความว่าคนที่สนใจมีอยู่มาก เราว่าเรื่องนี้มันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับงานวิศวกรรม กับมหาวิทยาลัยที่ค่อยๆ สอนมา ซึ่งอาจจะช้าหน่อยแต่มันต้องไปได้แน่

ในมุมมองของคุณคิดว่าที่ต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับเรื่องไม้ไผ่มากกว่าที่บ้านเราไหม

ตั๊บ : เหมือนจะใช่ (นิ่งคิด) ที่เวียดนามกับบาหลีเหมือนเขาทำเป็นคาแรคเตอร์ไปแล้ว เพราะเขารู้มานานว่าไผ่สามารถนำมาทำเงินได้เป็นห้องพักต่อคืนราคาหลักแสน เขาเห็นความสำคัญและพัฒนาไปได้ไกลมาก แถมกฎหมายเขาก็ผ่อนปรนให้ใช้ไม้ไผ่ขออนุญาตก่อสร้างได้ในหลายๆ ที่ แต่ที่บ้านเรายังวุ่นวายกับกฎหมายแบบอื่นอยู่ เราไม่สามารถออกกฎหมายอัพเดตอะไรได้เลยในเมื่อเรายังวุ่นวายอยู่กับการเมืองทุกวันนี้อยู่ 

หลังจากหาตัวเองเจอใช้เวลาเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องไผ่ประมาณกี่ปีถึงรู้สึกว่าเราออกมาทำงานได้แล้ว 

ตั๊บ : แค่ครึ่งปี แล้วเราสร้างเลย คือไม่รู้จะรออะไร โอกาสมันเข้ามาพอดี ตอนนั้นนั่งกินเบียร์อยู่นิมมาน แล้วมีน้าเพื่อนมานั่งกินเบียร์ด้วย ถามว่าทำอะไรอยู่ลูก ทำไผ่อยู่ครับน้า เนี่ยน้าทำโรงแรมทำให้หน่อยดิ เช้าวันรุ่งขึ้นเราต่อโมเดลคืนเดียวเสร็จ ช่วงเวลาก่อนหน้านี้เราเหลาไม้เป็นแท่งๆ เยอะมาก พอถึงเวลาเลยเอามาต่อๆ แล้วถ่ายรูปส่งไปให้น้า น้าก็เลยเอาเลย ไอ้การออกแบบก็ว่ารีบแล้ว พอตอนที่จะสร้างมันยังไงก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตไปอีก เราต้องเปิดโรงงาน ถึงจะไม่มีตังค์ แต่เราก็สามารถสร้างโรงแรมเสร็จได้ภายในเวลาปีเดียว โดยที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีคนงานด้วย ไม่มีไม้ด้วย ก็นี้ไงถึงต้องทำโรงงานขึ้นมา ส่งไม้ไปที่เชียงใหม่ ทำคนเดียว นั่งรถทัวร์ลงมาดูแล้วนั่งกลับไปสร้าง กลับไปกลับมา โคตรเหนื่อยเลย หลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ และก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หมายถึงว่า ดีขึ้นหมายถึงว่า ลูกค้าก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

เปลี่ยนทัศนคติให้คนไทยหันมาเชื่อมั่นการใช้ไผ่เป็นวัสดุในงานสถาปัตยกรรมอย่างไร 

ตั๊บ : (นิ่งคิด) เราทำให้เชื่อมั่นได้ด้วยความสวยงามอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่รู้ทำยังไง เราไม่ได้ทำงานเพื่อเปลี่ยนทัศนคติใครเราเคยพยายามจะให้คนเปลี่ยนความคิดช่วงแรกๆ แต่หลังๆ มาเราไม่อยากเปลี่ยนใครเลย คุณไม่ชอบก็อยู่ตรงนั้น แต่เรารู้สึกว่าคนชอบไม้ไผ่มีเยอะและพร้อมที่จะทำงานกับมันมีมากพอแล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องชอบอะ ก็ใช้อย่างอื่นไป 

ในฐานะที่คุณเป็นคนแรก ๆ ของประเทศ ที่ปลุกกระแส Bamboo Architecture คุณต้องเจอปัญหาอะไร และก้าวข้ามผ่านปัญหานั้นได้อย่างไร

ตั๊บ : ผมไม่ใช่คนแรกหรอก ก่อนหน้านี้ก็มีคนทำก่อนแล้วไม่งั้นเราจะดูจากไหนละ ส่วนใหญ่เราดูฝรั่งแต่คนไทยคนอื่นก็มี แต่ไม่เหมือนกันตรงที่ว่าบ้านเราดันอยู่กรุงเทพฯ สื่อมาง่าย คนซื้อง่าย จริงๆ คนทำไม้ไผ่เป็นมีอยู่บนเขา บนดอย ใส่เสื้อผ้าฝ้าย ใส่เกงขาก๋วย ศิลปินมาก ซึ่งเราก็เรียนรู้ทฤษฎีจากเขามาตลอด

ส่วนเรื่องไม้ไผ่ทุกวันนี้ปัญหาทุกอย่างเราแก้ได้หมดแล้ว เราผ่านมาหมดทุกอย่าง มองดูเหมือนไม่มีปัญหานะ แต่จริงๆ มีปัญหาเดิมอยู่ทุกวัน แต่แค่เรารู้สึกว่าเราแก้ได้ 

อธิบายให้ฟังหน่อยที่คุณบอกว่าไผ่มีคุณสมบัติความแข็งแรงเกือบเทียบเท่าธาตุโลหะนี้เพราะอะไร และวัดผลจากอะไร

ตั๊บ : มันเป็นงานวิจัยคนอื่นที่เราก็อ่านมาอีกที คือเขาบอกว่าไม้มันมากกว่าเหล็กแค่เรื่องแรงดึง แต่ก็มีแรงกด แรงบิด ซึ่งแรงดึงดีกว่าเหล็กอย่างเดียว นั่นหมายความว่าอย่างน้อยวัสดุธรรมชาติก็มีบางอย่างที่ดีกว่าอุตสาหกรรม แต่ว่าเรื่องอื่นมันสู้ไม่ได้อยู่แล้ว อีกข้อดีก็คือประเทศไทยไม่ต้องนำเข้า เราสามารถปลูกไผ่ได้ เราสามารถผลิตวัสดุที่ก่อสร้างด้วยสิ่งพวกนี้ได้ในประเทศเรา เรื่องการใช้ไม้ก็ควรจะใช้ แต่ว่าในอนาคตอีกกี่ปีไม่รู้ที่มันจะแบบมีร้านไม้ไผ่ทุกอำเภอ มีที่ไทวัสดุ หรืออะไรยังงั้น

กระบวนการก่อนที่เราจะนำไผ่มาใช้ในงานสถาปัตยกรรมนั้น ต้องทำอะไรบ้าง

ตั๊บ : ก็มีแค่ทรีทเม้นต์เพื่อกันมอด เมื่อก่อนเราไม่ค่อยใช้ไผ่เพราะเรารำคาญมอด ไผ่มันก็ผุ แต่เทคโนโลยีกำจัดมอดในไผ่พึ่งมาได้ 10 กว่าปี มันก็เลยเกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่ขึ้นมา คือวิธีทรีทเม้นต์เราสามารถทำด้วยอะไรก็ได้ แค่ว่าทำให้มอดไม่มีอะไรกินแค่นั้นแหละ เพราะอาหารของมอดก็คือแป้ง น้ำตาล ในไม้ไผ่ แค่ทำให้แป้งไม่เป็นแป้ง ก็จบละ เราจะเห็นว่าชาวบ้านเอาไปแช่น้ำให้มันบูด หรือว่าแช่น้ำไหล ให้มันชะล้างแป้งออกไป บางที่เอากำมะถันแช่  หรืออะไรก็ตาม แต่เราใช้เคมีโบรอนเพื่อความชัวร์ ด้วยความที่เราทำเป็นอุตสาหกรรมและโบรอนก็ไม่ได้เป็นพิษมากจนเราเป็นอะไร เราเอาไปแช่ แช่เพื่อให้พวกนี้มันซึมเข้าไป แล้วทำให้แป้งไม่อร่อย ฉะนั้นมันไม่ใช่การไปฆ่ามอดทีหลังแบบใช้ยาพ่นหรืออะไร เวลาแช่เราก็ทำเป็นบ่อให้เหมือนสระว่ายน้ำ ตอนแช่ก็เอาเหล็กต่อหัวสวาทเจาะรูตลอดรำต้น ให้น้ำยางสามารถเข้าไปข้างในได้ เพราะไม้ไผ่มันจะมีแว๊กซ์อยู่ทำให้น้ำยางเข้าไม่ได้จากข้างนอก แช่นาน 7-10 วัน ตากให้แห้ง แล้วค่อยเอามาใช้งาน ซึ่งถ้าแห้งดีแล้วไผ่มันจะมีสีเหลือง

เหมือนว่าคุณก็เคยทำทรีทเม้นต์ผ่านวิธีธรรมชาติโดยการใช้น้ำทะเลด้วยใช่ไหม

ตั๊บ : (นิ่งคิด) เขาว่าสามารถทำได้ แต่พอเราลองแล้ว ไม่เห็นมันจะได้เลย อาจจะต้องนานมาก การแช่น้ำมันต้องนานมาก นานกว่า 3 เดือน น้ำธรรมดา น้ำเปล่า เค้าก็แช่กัน 3 เดือน แต่ 10 วัน ก็โดนด่าละว่าเมื่อไหร่จะได้ มันไม่ได้ไง (เน้นเสียง) เราเลยเกิดระบบเคมี ระบบอุตสาหกรรมซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องไปวิจัย เพื่อนำสารสกัดจากธรรมชาติมาใช้ เราก็รออยู่ คือบอกนักวิจัยไปหลายทีแล้วว่าต้องการสิ่งนี้ (หัวเราะ) ถ้าเกิดจะมาวิจัยแล้วจะเอาทุนก็มาเอา ฝากถึงนักเคมีว่านี่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ เดี๋ยวถ้าทำจะให้ทุน มาทำให้หน่อย เพราะไม่รู้เรื่องจริงๆ (หัวเราะ)

เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มหันมาสนใจเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม 

ตั๊บ : ไม่ได้สนใจมาก เพราะว่าเราสนใจเรื่องความงามอย่างเดียว หมายถึงว่าในเชิงที่ทำงานไม้ไผ่ หลายคนคิดว่าเราอยากรักษาสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า ไม่ใช่ มันเป็นผลข้างเคียง การตั้งบริษัทของเราไม่มีจุดประสงค์ของการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือว่าอยากจะทำให้ใครดีขึ้น เราไม่ได้หวังว่าไม้ไผ่มันดีต่อโลก แต่เราหวังว่าไม้ไผ่มันสวยก่อน

ส่วนเรื่อง Sustainable เราเพิ่งจะมาส่วนใจหลังจากที่ทำงานมาแล้วพักใหญ่ว่านี่กูทำอะไรลงไป แล้วมันดีอะไรกับใคร แล้วค่อยมาคิดว่าเราจะทำอะไรที่ Sustainable มากขึ้น จากที่เราเคยไม่คิด เราก็เริ่มคิดมากขึ้น อันไหนที่มันเคยเป็นขยะหรือว่ามัน Reuse ได้ก็กลับกลายมาเป็นประเด็นที่เราทำงาน เพราะเรารู้ว่าคนอื่นชอบเรื่องนี้ว่ามันไม่ได้สวยอย่างเดียวแต่มันมีคุณค่า  

ตอนที่สนใจไม้ไผ่เริ่มแรกก็สนใจเรื่องความสวยอย่างเดียวเลยใช่ไหม ไม่ได้คิดว่าจะต้องสร้างสถาปัตยกรรมแบบ Sustainable เลยหรือเปล่า

ตั๊บ : ใช่ ทุกวันนี้แกนหลักของออฟฟิศคือสวย คือ Visual อย่างเดียว ความงามทางด้านการมองเห็นมาเป็นอันดับหนึ่ง อันดับที่สองเป็นเรื่องเนื้อหาของการออกแบบ อันดับที่สามถึงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ถ้าสวยอย่างเดียวไม่มีเนื้อหา ไม่มีที่มา ไม่มีห่าอะไรเลย เราลากเส้นเหมือนงาน Abstract เหมือนจิตไร้สำนึก 

ถ้าจิตสำนึกก็คือว่าเรารู้ว่ากฎมันคืออะไร ขอบเขตมันคืออะไร ถ้าจิตไร้สำนึกก็คือทำไปเลย เรารู้สึกว่าแบบนี้สวยมันเป็นลายเส้นของเรา เราชอบแต่หลังจากนั้นงานมันไม่มีคุณค่า เรารู้สึกว่าปีนี้เราเน้นมากกับการออกแบบงานด้วยการกลับมาเป็นสถาปนิกอีกครั้ง เมื่อก่อนอาจเป็นช่าง เป็นนักธุรกิจ แต่เราเริ่มกลับมาคิดแล้วว่าทุกอย่างมันต้องมีที่มา ยิ่งเราอินกับธรรมชาติมากด้วย แต่ไม่ใช่ Sustainable นะ เราแค่พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติว่ามันเป็นเรื่องของใบไม้หรือแม้แต่น้ำ แม้แต่เสียงอะไรก็ตาม มันคืออินมาก ทุกวันนี้เราอ่านเยอะมาก เกี่ยวกับรูปภาพใบไม้ ดอกไม้ มันสามารถลากเส้น ประมาณนั้น เอาเป็นว่าเราอิงกับทฤษฎีประวัติศาสตร์ศิลป์ต่างๆ แล้ว 

แล้วเรื่อง Sustainable ที่คุณให้ความสำคัญเป็นอันดับสามนั้น คุณสนใจประเด็นนั้นอย่างไรบ้าง 

ตั๊บ : คือที่เราไม่ได้จัดให้เป็น Core หลักของการออกแบบนั้น เพราะอันไหนที่สนใจ Sustainable แล้วทำให้เราลำบาก ก็ถ้าเรา Sustainable จริง (นิ่งคิด) ว่าแบบสารเคมีเราไม่ใช้เลย เรื่องแบบนั้นทำยังไงก็ทำไม่ได้ เราต้องขนส่งด้วยรถที่ใช้น้ำมัน แล้วต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้าด้วย มันไม่ได้ แต่ที่เราทำอย่างเดิมทุกวันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจมาก มันก็ Sustain มากพอแล้ว เพราะว่าเรื่อง Carbon footprint ที่เห็นเลยอ่ะคือวัสดุ แล้ววัสดุเราแทบไม่ได้ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่อะไร เราแทบไม่ใช้น้ำมันเบิร์นหรือต้มอะไรขนาดนั้น  ขนาดการทรีทเม้นต์เรายังปล่อยแช่มันเฉยๆ ไม่ได้เร่งปฏิกิริยาด้วยความร้อน ซึ่งก็ทำได้ เมื่อก่อนก็เคยคิดจะทำ แต่ว่าเรารู้สึกเราไม่รีบและเราขี้เกียจ ก็เลยปล่อยมันเฉยๆ แล้วเราก็ใช้คนยกออกมาตาก การทำให้ไม้แห้งเราก็ใช้แสงอาทิตย์ 

จริงๆ แล้วทำให้มันแห้งเร็วกว่านั้นได้โดยการทำโรงเตาอบ แต่รู้สึกว่าแล้วเราจะรีบไปทำไม เราจะต้องใช้ฟืนเท่าไหร่ สุดท้ายต้องใช้พลังชีวมวลอีก โอเคมัน Sustain แต่ว่าควันอะไรออกมาเต็มไปหมด เราก็เลยตัดสินใจทำช้าๆ แทน แต่ช่วงหลัง ๆ ที่เรามาสนใจ sustain ก็พยายามจะไม่เอาไม้จากในป่ามาก เรื่องการใช้วัสดุเราก็พยายามจะ Reuse พยายามจะใช้เสร็จแล้วเอากลับโรงงานเพื่อเก็บไว้ใช้งานต่อ แล้วก็พยายามที่จะทำงานออกแบบให้ไม่เหลือขยะขนกลับ ประมาณนั้น แต่ว่าก็ต้องศึกษาให้มากกว่านี้หน่อยว่ามันจะ Sustain ได้มากกว่านี้ไหม  หรือว่าเราจะต้องทำยังไง แต่ก็มีอยู่ในแนวคิดตลอดเวลา

ทำไมเรียกแนวการออกแบบของตัวเองว่า Neo Thai Bamboo Architecture

ตั๊บ : เราตั้งมันขึ้นมาเอง เรารู้สึกว่าตั้งได้ด้วย เพราะในหนังสือเวลาอ่านเจอพวกคำใหม่ๆ ต่างๆ ดีไซเนอร์คนนั้นแหละเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง ที่เราบอกว่าเป็นแบบ Neo Thai Bamboo Architecture เพราะเรารู้สึกว่างานของเราตอบสนองฟังก์ชั่นการใช้งานที่เมืองไทย รูปร่างเป็น Tropical ที่พยายามทำอะไรก็ได้ให้เหมาะกับคนไทยมากที่สุด ทั้งการอยู่การใช้งานสบายทั้งอะไรอย่างอื่น เราคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์จะบัญญัติพวกนี้ขึ้นมาเพราะว่าเราก็ทำงานเป็นสไตล์ของเราแล้ว เราไม่ได้บอกว่ามันต้องเป็นโครงสร้างไผ่ล้วนๆ เราบอกว่าเราใช้งานร่วมกับเหล็กก็ได้ ใช้งานกับอะไรก็ตามที่มันขายอยู่แล้วในสังคมไทยและสังคมไทยควรจะได้ใช้สิ่งนี้เป็นเอกลักษณ์ของไทยจริงๆ ซึ่งงานของผมที่ผ่านมาผมยังไม่ถูกวิจารณ์ว่าผมเป็นจีน ผมเป็นญี่ปุ่น ผมเป็นบาหลีไม่มีใครบอกเลย มีแค่บอกว่าสวยกับไม่สวย แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านเรือนไทยออกมาไง 

สังเกตว่างานของคุณจะมีความเป็นงานศิลปะมากกว่างานเชิงโครงสร้าง ด้วยความที่พอวัสดุหลักเป็นไผ่แล้วคิดว่ามันมีข้อจำกัดในการเติมแต่งจินตนาการของคุณไหม

ตั๊บ : มันจำกัดด้านวิศวกรรม แต่ว่าเรื่องจินตนาการไม่จำกัด (นิ่งคิด) ถ้าเรามีความเข้าใจในวัสดุ เราเข้าใจมันเหมือนเพื่อนซี้ เราก็รู้ว่ามันชอบอะไรไม่ชอบอะไร แต่งจริงๆ มันทำได้หมดแหละ จะดัด จะเอาลายอะไรละ ทำไปถ้าเก่งพอ แต่ก็ต้องมีเครื่องช่วยอะไรแบบนี้ด้วย เครื่องช่วยดัดก็อย่างเช่น แบบพ่นไฟ เผาไฟ มีแบบทำให้มันนิ่มด้วย แต่ว่าแบบเราก็ดัดสดๆ แล้วแต่ฝีมือ 

สำหรับเรารู้สึกว่าไผ่มันมียากอยู่ตลอดเวลา ด้วยความไม่พอดีบ้าง เวลาทำเบี้ยวไป บิดมา บางทีมันก็อ่อนแอหักอีก แต่ความยากที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่เราทำไปแล้ว พอเราได้บทเรียนมันก็เลยกลายเป็นความง่ายขึ้นมา แต่สำหรับคนอื่นเรารู้สึกว่างานก่อสร้างไผ่มันยากชัวร์เพราะไม่สามารถเสิร์ชอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ มหาลัยก็ไม่ได้สอนมันก็ต้องเป็นเรื่องยากแต่ถ้ารู้แล้วก็คือรู้เลย 

นอกจากไม้ไผ่ยังมีวัสดุธรรมชาติอะไรบ้างที่เหมาะแก่การนำมาใช้ประกอบกับงานออกแบบทางสถาปัตยกรรม

ตั๊บ : ผ้า ซึ่งพอใช้ร่วมกับงานแล้วก็ดูเข้ากัน หลังๆ ก็ใช้ผ้าบ่อย ใช้ผ้าดิบ ผ้าไม่ได้ฟอกที่ขึ้นรานิดหน่อยก็สวยดี แล้วก็พวกใบไม้ เราชอบหมดนะ เช่น ใบจาก ใบหญ้าคา อย่างในงาน Wonderfruit ที่ทำร่วมกับอีกออฟฟิศหนึ่งซึ่งเอาข้าวมาใช้ วันนั้นเราก็รู้สึกว่า กูจะเอาใบอะไรก็ได้มาทำงาน หลังจากวันนั้นปลดล็อคเลยอะ ข้าวแม่งแพง แต่มึงเสือกเอามาทำนู่นทำนี่ได้ เราก็เคยคิดว่าจะมุงหลังคาด้วยกระเพรา (หัวเราะ) เรามีกันซึมไง เราก็ใช้แผ่นกันซึมข้างล่างไม้ไผ่ได้  แทนที่เราจะใช้กันร้อนเป็นโฟมใช่ไหม ใช้ฟรอยด์ใช่ไหม หรือที่ร้ายที่สุดก็คือแผ่นฉนวนใยแก้ว ที่ทำให้เป็นมะเร็ง จริงๆ ถ้าเราจะเอาต้นหญ้าไปกองอะไรทับไว้มันก็เย็นแล้ว 

คุณมองว่าสถาปัตยกรรมนอกจากเรื่องความสวยงามให้อะไรกับคนอยู่บ้าง

ตั๊บ : ก็อยู่ด้วยความสบายใจจากความสวยอะเรื่องหนึ่ง แต่ก็มีหลายคนมากที่พูดเรื่องทฤษฎีรังสีของคอนกรีตหรือว่าบางคนเลิกใช้แกรนิตไปเลย เพราะเขาบอกว่ามันปล่อยรังสีทำให้เรารู้สึกไม่สบาย ผมคิดว่าการที่เราเหยียบบนไม้ การที่เราเห็นไม้ การที่เราได้กลิ่นไม้หรือวัสดุธรรมชาติ จะทำให้เราตายช้าลงมาก (นิ่งคิด) จริงๆ เราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเราไม่มีนู่นมีนี่เราไม่เป็นโรคอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าการกลับไปอยู่ในอาคารไม้จะทำให้เราสุขภาพดีขึ้น หรือแม้แต่ว่าทำไมสปาถึงใช้ไม้ไผ่ก็เป็นเพราะเราเป็นมนุษย์ลิงที่รู้สึกว่าเห็นไม้ไผ่แล้วเราหิว เราง่วงนอน พอเห็นหลังคาเหล็กแล้วเราจะเครียด แต่สิ่งที่งานอุตสาหกรรมไม้ไผ่ให้คนได้น่าจะเป็นเรื่องเราจะมีจิตใจที่เบิกบานมากกว่า 

แล้วนิยามคำว่า ‘บ้าน’ ของคุณละ คืออะไร

ตั๊บ : (นิ่งคิด) บ้านคือที่ที่เราต้องกลับมา ยังไงเราต้องกลับถ้าเราไม่ได้กลับไม่ใช่บ้านเรา ที่ที่เรารู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของ ที่ที่เรารู้สึก Belong to นั่นแหละคือบ้านเรา 

สำหรับคุณมองว่าเทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคตจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน 

ตั๊บ : เราอยู่เหมือนเดิมนี่แหละแต่แค่คนโหยหาธรรมชาติมากขึ้น อย่างน้อยเขาก็แค่เริ่มจากกระจายออกไปต่างจังหวัด ออกไปอยู่ในที่ Slow Life กว่านี้ แต่เทรนด์ที่อยู่อาศัยเราว่าเขาคงจะอินธรรมชาติมากขึ้น มีพื้นที่ให้ปลูกผัก มีพื้นที่ให้เข้าใกล้ธรรมชาติ การกลับไปบ้าน กลับไปอยู่กับธรรมชาติก็มากขึ้น หรือแม้แต่ถ้าเป็นคอนโดนะ เดี๋ยวนี้เค้าจะเริ่มขาย พื้นที่วิ่ง พื้นที่ของสวนสาธารณะ หรือว่าอะไรก็ตามที่เข้าใกล้ธรรมชาติเรื่อยๆ

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup