Connect with us

Subscribe

Interview

ฅ.ฅนสร้างบ้าน บ.บ้านสร้างฅน : แพร-ฉัตรพร นิลธรรมชาติ

เรื่อง : พชร สูงเด่น / ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม

“หญิงสาวผู้สร้างบ้านดินใจกลางกรุงเทพ”

คำนิยามที่ใครต่อใครเรียกขานเธอเมื่อสี่ปีที่แล้ว ในวันที่บ้านดินหลังนั้นสร้างเสร็จใหม่ๆ ผนังยังไม่แห้งดีจากแป้งเปียกที่ฉาบไว้ เธอเองก็ดูจะไม่รู้เช่นกันว่าการสร้างบ้านดินนั้นจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปเช่นไร ในวันนั้นภาพของ ‘แพร – ฉัตรพร นิลธรรมชาติ’ คือผู้หญิงที่ยืนยิ้มร่าอยู่หน้าบ้านดินสีเหลืองมัสตาร์ด ตัดกับประตูสีฟ้าเทอร์ควอยส์ และหน้าต่างทรงกลมบานใหญ่บนชั้นสอง

ผ่านไปแล้วหลายปี สีบ้านดินยังสดไม่ต่างไปเท่าไร แต่สิ่งที่ต่างไปคือผู้หญิงที่กำลังวิ่งจับสุนัขสามตัวของเธอไม่ให้ออกนอกบ้านตอนเปิดประตูต้อนรับเราอยู่นั้น ไม่ได้ถูกจดจำ (เพียง) “หญิงสาวผู้สร้างบ้านดิน” อีกต่อไป หากเธอยังมีนามสกุลห้อยท้ายอีกมากมาย ทั้งนักออกแบบ นักเขียน ช่างทำหนัง บาริสต้า ไปจนกระทั่งพนักงานล้างจาน ตอนที่เธอออกจากบ้านที่เธอสร้างมาไปใช้ชีวิตนอกบ้านที่ออสเตรเลีย

ใช่ เธอสร้างบ้านดินหลังนี้ขึ้นมา ใครๆ ก็นิยามเธอเช่นนั้น แต่วันนี้ GM Live จะพาแง้มประตูสีฟ้า ส่องผ่านหน้าต่างทรงกลมบานนั้น ว่าแท้จริงแล้วบ้านดินหลังนี้ ‘สร้าง’ เธอขึ้นมาอย่างไรกัน

หนึ่งวันในบ้านหลังนี้

แพร : เราเป็นคนติดบ้านมาก อยากอยู่บ้านตลอดเวลา ติดบ้านพอๆกับการออกไปเที่ยวเลยนะ กระหายการเดินทาง พอๆ กับกระหายการอยู่กับบ้าน เวลาเราไปข้างนอกก็อยากกลับบ้าน รู้สึกอยู่บ้านแล้วมีความสุข อย่างวันที่ผ่านมา มีเรื่องเซ็งๆ กลับบ้านมา เย็บหนัง เปิดเพลง มีหมานอน เออเนี่ยแหละคือบ้าน ความรู้สึกแบบนี้ เพิ่งคุยกับน้องไปเองว่าถ้าเราแก่ตายไปโดยนั่งเย็บหนังอยู่บนเก้าอี้โยก มีแมวนอนอยู่บนตักมันดีว่ะ แบบนี้มันคือคนที่รู้สึกว่าตัวเองเกษียณแล้วเปล่าวะ

หลังๆ นี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนเกษียณ แต่เกษียณคนเมืองมันไม่เกษียณจริงอะ แม่กับพ่อนี่เป็นตัวอย่างคนเมืองที่ทำงานไม่หยุด เป็นคนจีนขยัน ปีใหม่ สงกรานต์ไม่หยุด รู้สึกว่าคนแบบนี้ถ้าทำงานมาทั้งชีวิตแล้วอยากเกษียณ แต่เขาทำแบบนั้นมาทั้งชีวิต มันหยุดไม่ได้ มันจะเฉาตายอะ เราเลยรู้สึกว่าเราอยากเตรียมตัว (ขำ)

เห็นพ่อแม่ใช้ชีวิตแบบนั้นเลยส่งผลให้อยากใช้ชีวิตแบบนี้

แพร : เขาสอนให้เราเห็น ทั้งชีวิตเขาคือเหมือนทำให้เราดูเป็นตัวอย่าง แต่เขาไม่อินกับเราเลยนะ เขาไม่เห็นด้วยกับอะไรแบบนี้ ยายกับตาเจอกันก็จะถามว่าเมื่อไหร่จะเข้ามาช่วยที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์  ตาทำไว้ก็เป็นของเราทั้งนั้นนะ อยากให้รุ่นหลานเข้ามาทำต่อ พูดแบบนี้ทุกครั้ง 

แม่เป็นคนที่อยู่ไม่ติดบ้านเลย แต่ก่อนเขาทำงานจันทร์ถึงเสาร์ วันอาทิตย์จะเป็นวันเดียวที่ได้อยู่บ้าน วันอาทิตย์เราก็อยากตื่นสาย ต่อให้เราตื่นสายมาทุกวันอยู่แล้ว แต่วันอาทิตย์กลับเป็นวันที่เราเหนื่อยที่สุด เพราะว่าเขาจะคิดละ จะไปไหน จะออกจากบ้านกี่โมง

เขาทำงานทุกวัน จนรู้สึกว่าอยู่เฉยๆ เป็นคนไร้ค่า ต้องตอบได้ว่าวันนี้จะทำอะไร แต่มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าไม่เห็นต้องแอ๊บยุ่งเลยนี่หน่า ไม่เห็นต้องพยายามมีค่า แต่ก่อนเราก็เคยเป็น ต้องพยายามตอบให้ได้ว่าเราทำอะไรอยู่ ช่วงทำแบรนด์ตัวเอง (RE+PAIR) ก็จะรู้สึกว่าเรามีตัวตน เราเป็นนักออกแบบ เราตอบคนอื่นได้นะ แบรนด์เราขายในห้าง ส่งออกบ้าง ก็จะดูคูล ทั้งที่รายได้นักออกแบบจริงๆ ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น ออกแฟร์ต่างประเทศก็ไม่ได้คุ้มขนาดนั้น

ติดบ้านเลยทำบ้านดิน หรือมีบ้านดินเลยติดบ้าน

แพร : แต่ก่อนไม่ได้ติดบ้านเท่าไร จนไปเรียนมช. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) พอเลิกเรียน เพื่อนก็จะกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อแม่ แต่เราอยู่หอ ก็ไม่มีเวลาแบบนั้น พอกลับมากรุงเทพฯ ก็เริ่มรู้สึกไม่ได้อยากนัดเพื่อน อยากอยู่บ้าน อยากรอกินข้าวตอนเย็นหลังเขาเลิกงาน พออยู่ไกลบ้าน ก็เริ่มรู้สึกอยากกลับบ้าน เลยติดบ้านตั้งแต่นั้นมา พอเรียนจบกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็เลยรู้สึกว่าเราไม่อยากนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน อยากทำงานในระยะขับรถได้ไม่ไกลบ้าน เราชอบชีวิตที่กลับมากินข้าวตอนเย็นที่บ้านได้

บ้านดินเปลี่ยนไปอย่างไรจากวันนั้นถึงวันนี้

แพร : จำเป๊ะๆ ไม่ได้ว่ากี่ปี น่าจะสามหรือสี่นี่แหละ มันก็จะมีทรายร่วงตลอดเวลา กวาดทีไรก็มีทราย คืออันนี้เป็นบ้านหลังจากเราไปเรียนกับพี่โจน พันพรรณ กลับมาเราก็สร้างเลย นี่เลยเป็นเหมือนพื้นที่ทดลองของเพื่อนที่ไปเรียนด้วยกัน ว่าเราอยากลองทำ มันก็จะมีจุดไม่เนี้ยบ ใช้แป้งเปียกมาฉาบมันก็จะมีสูงบ้างต่ำบ้าง บางคนเขาก็จะบอกว่าเป็นเขาจะฉาบให้เรียบแบบปูน แต่เราคิดว่าถ้าอยากให้เรียบแบบปูนก็ใช้ปูนไปเลยสิวะ เราไม่ได้ต้องการความเนี้ยบจากมัน แค่อยากลองทำ สนุก อยู่กับมันได้

แล้วคนในบ้านเองละ เปลี่ยนไปอย่างไรจากวันนั้นถึงวันนี้

แพร : เราว่าเราขี้กลัวน้อยลงเยอะเลย แต่ก่อนเราเป็นนักออกแบบ เราก็จะจ้างคนอื่นทำ แต่พอเราเริ่มทำเอง มันเริ่มตั้งแต่การแบกดิน เหยียบดิน ยกอิฐ เลยรู้สึกว่าเราก็ทำได้นี่หว่า ถ้าไม่งั้นเราก็จะใช้เงินแก้ปัญหา เอารถมาลงอิฐ จ้างคนงาน แต่นี่เราทำเอง มันตัดกระบวนการเอาเงินซื้อ

เวลาเราเจออะไรยากๆ เราก็รู้สึกว่า บ้านเราก็ทำได้ เรื่องนี้มันก็น่าจะมีทางที่เราทำได้นะ เพราะแต่ก่อนเราก็สร้างบ้านไม่เป็นเลยเหมือนกัน ไม่รู้โครงสร้าง ไม่รู้วิธีอะไรสักอย่าง ไม่รู้ แต่ก็ทำได้ชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาเจออุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ทำไม่เป็น ก็จะวาง ไม่ทำละ แต่พอบ้านนี้เสร็จ อะไรที่คิดว่าทำไม่ได้ เจออะไร เรามักคิดว่า เราน่าจะทำได้นะ

เช่นอะไรบ้าง

แพร : (นึกอยู่สักพัก) เย็บผ้า ทำหนัง เลี้ยงหมาให้รอด อะไรที่เล็กๆ แบบนั้น แต่ก่อนตอนสร้างบ้านเสร็จ มันเป็นอะไรที่ใหญ่มาก คนจำจดว่าเป็นผู้หญิงวัยยี่สิบที่สร้างบ้านเอง แต่มันก็ไม่ได้ขนาดนั้น เราก็ยังเป็นคนเมืองที่บางทีหิวน้ำก็ซื้อน้ำจากขวดพลาสติก พกขวดบ้าง แต่ก็ไม่ได้ตลอดเวลา มันเคยมีนิตยสารเล่มนึงมาสัมภาษณ์แล้วแพรพูดไปว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วก็กลายเป็นดราม่า ด่าๆ ว่าเออ บ้านมีตังค์ก็พูดได้สิ ตอนนั้นก็นอยไปเยอะมาก เลยรู้สึกว่าเราควรมาทำข้างในให้แข็งแรงว่ะ

หลังจากนั้นเลยรู้สึกว่าเราไม่อยากทำอะไรใหญ่แล้ว อยากทำอะไรเล็กๆ หรือถ้าเราทำใหญ่ เราก็จะไม่ประกาศไป ตอนนี้เลยกลับมาดูแลหมา ทำอาหารหมาสด ทำทุกเดือนแล้วแช่แข็งไว้ให้มันกินทุกวัน แล้วรู้สึกว่านี่แหละความสุข แต่ก่อนมันดูเหมือนเราเป็นคนสร้างบ้าน รักบ้าน รักโลก แต่จริงๆ ข้างในมันยังไม่ใช่ มันยังไม่พร้อมที่จะประกาศออกไป แต่เราประกาศออกไปแล้ว

ช่วงนั้นเราเลยหายไปพักนึงเลย หายไปออสเตรเลีย หลังจากประกาศว่าพึ่งตัวเองได้อะไรนั่น ไปพิสูจน์ไปอยู่ที่ที่คนไม่รู้จักเลยมันจะเป็นยังไง ก็สรุปว่าหางานไม่ได้เลย ภาษาอังกฤษสู้เขาไม่ได้ ชงกาแฟ ล้างจานก็ไม่เคย ไปบอกเขาว่าเคยมีแบรนด์ของตัวเอง เขาไม่สนใจ การโดนโยนไปตรงนั้น มันไม่มีตัวตนอะไรเลย โดนตบตัวตนจนแฟ่บ

การสร้างบ้านเองมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องไม่ปกติของคนในเมือง มันบอกอะไรบางอย่าง

แพร : ใช่ ที่อื่นมันเป็นปกติมากเลย เราเริ่มสร้าง เราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ เราแค่อยากลองทำ อยากรู้ว่าจะสร้างได้ไหม มันจะถล่มไหม สร้างบ้านไม่ได้อยากได้บ้าน แต่เราอยากรู้ว่าเราอยากได้ไหม สุดท้ายมันก็ได้คำตอบว่ามันได้

เมื่อบ้านดินทำให้ติดบ้าน และกล้าออกจากบ้านในขณะเดียวกัน

แพร : ใช่ เราแค่อยากจะเดินทาง แต่ก่อนการเดินทางมันคือการ check-in ไปญี่ปุ่นแล้วต้องไปจุดนั้น จุดนี้ แต่พอเราโตขึ้น การเดินทางมันเปลี่ยนไป มันกลายเป็นการทำสิ่งที่เราไม่เคยทำ รู้สึกในสิ่งที่เราไม่เคยรู้สึก อย่างการถูกกดดันมากๆ ในออสเตรเลียก็เหมือนกัน ช่วงที่หาเงินไม่ได้ ค่าบ้านต้องจ่าย อันนั้นมันก็คือการเดินทาง ตอนนั้นก็รู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่ามาทำอะไรวะ อายุก็ไม่ใช่น้อย เพื่อนก็เริ่มมีงานการที่ดีกัน ก็รู้สึกว่ามาทำอะไร แต่มันกลับเป็นไฮไลท์ของการเดินทางเลย คนอาจจะคิดว่าไปออสเตรเลีย ไฮไลท์คือการไปถ่ายรูปกับจิงโจ้ ของแพรคือการหางานไม่ได้ ไม่มีตังค์จ่ายค่าบ้าน มันคือการเดินทางในรูปแบบนั้น

เป็นคนติดบ้าน แล้วหาความรู้สึกบ้านตอนอยู่นอกบ้านอย่างไร

แพร : ตอนอยู่ออสเตรเลีย มันมีวันหนึ่งที่นั่งกินไอติมควอทหน้าทีวีกับเพื่อน เออนั่นแหละ รู้สึกเหมือนบ้านแล้ว การได้ทำงานกลับมาเจอพื้นที่ที่เราเป็นตัวเองได้นั่นแหละคือบ้าน เป็น “home away from home” ตอนช่วงสุดท้ายที่ทำงานแล้วเก็บเงินได้ ก็ซื้อรถโตโยต้าเก่าๆ คันนึงแล้วออก Road trip เอาเต๊นท์ใส่ไป อยากนอนที่ไหนก็กางเต๊นท์นอนตรงนั้น พอเราไม่ยึดติดนิยามบ้านเป็นสถานที่แล้ว ถ้าความรู้สึกมันใช่ ตรงไหนมันก็เป็นบ้านได้ อย่างตอนนี้ความรู้สึกบ้านของเราอาจจะเป็นหมา แมว การเย็บหนัง ถ้านี่คือบ้านของเรา เราจะอยู่ที่ไหนก็ได้

การหลุดพ้นจากกรอบกายภาพทำให้เรากำลังจะเดินทางออกนอกบ้านครั้งสำคัญอีกครั้ง

แพร : ใช่ และมันก็เป็นความท้าทาย ถ้าพื้นที่เราถูกขยายขึ้นแล้วจะทำอะไรได้มากขึ้น เราอยากมีพื้นที่ของตนเอง ถ้าการเดินทางมันคือการโยนเราออกไป เหมือนเราไปออสเตรเลีย ไม่มีใครรู้จักเราเลย เราต้องหาคำตอบว่าเราจะอยู่ได้ยังไง เรารู้สึกว่าเราชอบความรู้สึกนั้น

กำลังจะไปทำอะไรในพื้นที่ใหม่ในจังหวัดที่ไม่เคยไปอยู่มาก่อน

แพร : เราเคยตอบคำถามนี้ให้ใครต่อใครแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่มีคำพูดเท่ๆ เลย พยายามตอบแล้วมันไม่มีเหตุผลเลย แค่รู้สึกว่าไปแล้วมันต้องดีแน่ๆ เลย เหมือนตอนไปออสเตรเลีย ไปด้วยความรู้สึกว่ามันต้องดีแน่ๆเลย ไปทั้งๆ ที่ตอนนั้นทำอะไรก็มีแต่คนสนับสนุน ทำอะไรก็ขายได้ ก็ทิ้งมันไปอย่างนั้น พอไปแรกๆ มันก็ไม่ดีหรอก แต่รวมๆ แล้วมันกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เป็นปีที่น่าจดจำ กลับมาแล้วอยากเขียนหนังสือ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำ อันนี้มันคือความรู้สึกเดียวกันเลยว่า มันต้องดีแน่ๆ เลย

ความกล้าที่ได้จากการสร้างบ้านดินมาก่อน สู่ความกล้าในการกระโจนทำเรื่องท้าทาย

แพร : เราว่ามันส่งผล และมันก็มีผลมาจากการเดินทางของเราด้วย หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ของเรา เขาก็ทำให้เราเห็นว่าแบบไหนที่เราไม่อยากเป็น เราอายุเท่าเขาแล้วเราไม่อยากเป็นแบบนั้น เราควรจะเตรียมการแต่แรกยังไง ถ้าเราไปด้านการเงินเลย หรือไปสายกตัญญูมากๆ บอกตัวเองว่าต้องรับช่วงต่อจากพ่อแม่ มันจะไม่มีทางมาแบบนี้อยู่แล้ว หลายคนอาจมองว่า แพรมีทางเลือกนิ ไปออสเตรเลีย ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แต่เราทำได้ เพราะเราปูทางมาไง แพรไม่ได้เลือกที่จะทำงานประจำ หรือรับช่วงธุรกิจร้อยล้านไง ถ้าเกิดทำแบบนั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วว่ามันไม่สามารถจะมาอยู่ในบ้านดิน ย้ายไปต่างจังหวัด เพราะมันมีภาระ แต่เราไม่อยากมีภาระไง เราเลยวางแผน ถ้าเราขาดเรื่องไหนในแผน เราก็เติมสิ่งนั้น ต้องเติมความกินง่ายอยู่ง่าย เราก็ฝึกมัน แพรรู้สึกว่ามันคือการเดินทาง

แพรให้ความสำคัญกับการบาลานซ์ ตอนแรกที่ทำ หลังจากเรียนไปกับพี่โจ เราก็มีความรู้สึกว่าเราทำของอีโค แต่มันพีคตอนไปออกแฟร์ที่ฝรั่งเศส แต่ก่อนเราเอาขวดเหลือใช้มาทำ แต่พอเราเริ่มส่งห้าง มันล้างไม่ทัน เราก็เริ่มไปซื้อขวด ก็มีฝรั่งคนนึงเดินมาแล้วก็บอกให้เอาคำว่า eco ออก เพราะมันคือขวดใหม่ ต่อให้เราพรีเซนท์ไปในด้านว่าเราไม่ใช้ไฟฟ้า เสียบแล้วลำโพงดังเลยนะ เพราะไม่อยากพูดเรื่องการนำขยะมาใช้ใหม่นะ แต่เขาก็ยืนยันว่าให้เอาคำว่า eco ออก แพรรู้สึกว่านั่นแม่งทำให้เรากลับมาคิดเลย ว่าเราประกาศไปว่าเรารณรงค์ให้คนหันมาใช้ eco product ลดโลกร้อน ไรนู่นนี่นั่น แต่เขาเดินมาชี้แบบนี้ เราก็เอ๋อเลยว่าเราอีโคจริงเปล่าวะ

หลังจากนั้นมีคนสั่งออเดอร์ 3,000 อัน แต่เราไม่รู้สึกแฮปปี้ที่จะทำ แต่ก่อนเราเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะภูมิใจกับของที่เราทำมาก แต่พอหลังจากประโยคนั้น พอจะขายลำโพง ก็จะไม่ได้อยากขาย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นขยะ อันนั้นคือรู้สึกว่าหักเลย เลิกทำ ทั้งๆที่ตอนไปฝรั่งเศสคือหลังจากจดเป็นบริษัท ทุกวันนี้บริษัทยังคาราคาซัง เพราะหลังจากประโยคนั้นมันคือหักไปแล้ว 

ตอนนั้นกลับมาก็ตั้งคำถามว่า ถ้ามันไม่มีเงินจะอยู่ได้ไหม ก็เข้าเน็ต เจอพี่โจน บอกว่า “อยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน” เราก็ไปเลย มันก็เริ่มตอบโจทย์มาเรื่อยๆ พอเห็นพี่โจน ก็แอนตี้เงินอยู่พักนึง เพราะที่บ้านเราก็มีเงิน แต่ก็เห็นว่าไม่มีความสุขเลย เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน คนนั้นนินทาคนนี้ เราก็ไม่อิน ไปเจอพี่โจน ก็เลยแอนตี้เงินอยู่พักนึง เลือกงาน เป็นศิลปิน รู้สึกว่าต้องทำงานที่รักเท่านั้น

พอมันไม่มีเงินจริงๆ มันอยู่ไม่ได้ว่ะ เพราะเราไม่ใช่พี่โจนที่จะกินปลีกล้วยได้ตลอด เราไม่สามารถกินข้าวไข่ต้ม แบบนั้นได้ เรายังต้องขับรถ ต้องเติมน้ำมัน ต้องกินข้าวกับเพื่อนบ้างถ้าเรายังอยากจะมีเพื่อน หลังจากนั้นเลยรู้สึกว่ามันคือเรื่องของบาลานซ์ เลยเริ่มกลับมายอมรับว่าเงินมีความสำคัญต่อชีวิต

เราบาลานซ์มันอย่างไร

แพร : เรามองอะไรเป็นความจริงมากขึ้น แต่ก่อนเราเจอโควทในเฟซบุ๊กเท่ๆ แล้วคิดว่ามันเจ๋ง มันใช่ แต่เราเริ่มมองเห็นอะไรมากกว่านั้น ว่ามันไม่ใช่หรอก เราก็เคย มีคนเอารูปเราไปใส่โควท มันก็เท่อยู่พักนึง แต่ถ้าคนจำว่าเราคือโควทนั้น มันไม่ใช่ไง

หรือเห็นเพื่อนถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ถ่ายรูปกับภูเขา ต้องการให้ดูว่าชิล แต่เราเริ่มเห็นความไม่ชิลของการต้องเตรียมโพสท์ท่า เกร็งท้อง เราเริ่มเห็นอะไรแบบนี้ว่ามันไม่ใช่ เราเริ่มอินกับความจริง เราเริ่มบอกคนได้ว่าตอนนี้เราว่างงาน ไม่ทำอะไร จนมากช่วงนี้ ทั้งที่แม่ไม่เคยสอนเราแบบนี้ แต่ก่อนพูดว่าจนนี่ตีปากเลยนะ ต้องพูดว่ารวย ภาพลักษณ์ต้องดีตลอดเวลา แต่หลังจากเราบาลานซ์เราพบว่า ความจริงดีที่สุดแล้ว

สิ่งที่คิดว่าได้มากที่สุดจากการทำบ้านดิน

แพร : เราว่าเราแข็งแรงมากขึ้นจากการได้ลงมือทำ ตอนนี้มันมีข้อมูลรอบตัวเยอะมาก อยากทำอะไร เราหาข้อมูลได้ทันที แต่คนสมัยนี้คิดว่ามันง่ายไปหมด แต่ถ้าไม่ลงมือทำมันก็ไม่รู้ แพรก็พยายามหาสิ่งที่ไม่รู้ และลองทำไปเรื่อยๆ มันก็อยู่ในงานอดิเรกนี่แหละ ที่มันเล็กลงเรื่อยๆ แต่ว่ามันก็ยังได้ใช้มือทำ ไม่ต้องอยู่กับหน้าจอเยอะ การได้ทำอะไรมันคือการ meditate มันคือการบำบัด ตอนได้ย่ำดิน ฉาบผนัง มันมีความสุขมากเลยนะ แล้วพอผลออกมามันยิ่งมีความสุข ยิ่งตอนนี้ได้เข้ามาทำงานอย่างอื่นในกล่องๆนี้ที่เราสร้างขึ้นมามันยิ่งมีความสุขไปใหญ่ เพราะนี่มันเป็นตัวเราที่สุดแล้ว มันมีความทรงจำ มีเรื่องราวอยู่ในนี้ มีฉากยกหน้าต่างกลมแล้วมันตกลงมา บ้านมันก็คือกล่องเนาะ แต่พอมันมีความทรงจำ มีตัวเราอยู่ในนั้น แล้วมันให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่เป็นที่ของเรา แต่มันมีความเป็นเราอยู่ในนั้นจริงๆ

Written By

เสรีนิยมยืนขึ้น บทเรียนแด่ผู้มีจิตเสรีในสังคมที่ยังย่ำอยู่กับที่

Interview

โลกร้อนคืออาการ บริโภคนิยมคือเชื้อโรค

Life

อุสซูพิส เมืองแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิจะรักและดูแลแมว

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup