x

แวดวงแฟชั่นและสังคมบันเทิงตื่นตัวกับ “นิวยอร์กแฟชั่นวีก” ปี 2018 มากเป็นพิเศษจากเหตุการณ์วิวาทของคนดัง หรือดราม่าของนักออกแบบชื่อก้องโลก ถ้าพูดถึงคนแฟชั่นที่น่าสนใจในโชว์แฟชั่นแถวหน้าของวงการ ปีนี้มีชื่อของนักออกแบบชาวไทยคนแรกเข้าไปอยู่ในโชว์ของแฟชั่นวีกด้วย ชาวไทยรายนี้คือนักออกแบบหน้าใหม่ที่ผันตัวจากสายสไตลิสต์ และช่างแต่งหน้า-ทำผมมาแจ้งเกิดในวงการแฟชั่นจากผลงานที่โดดเด่นและโอกาสที่เธอคว้ามาได้ซึ่งมาพร้อมเรื่องราวที่น่าสนใจ
 
สำหรับคนทั่วไปอาจคุ้นชื่อนิวยอร์กแฟชั่นวีกอยู่บ้าง แต่ถ้าจะขยายความให้เห็นภาพชัดมากขึ้นว่านิวยอร์กแฟชั่นวีกคืออะไร อาจลองยกตัวอย่างเทียบกับวงการเทนนิสที่มีรายการแกรนด์แสลม 4 รายการหลักซึ่งจัดขึ้นทุกปี (ออสเตรเลีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ) และถือเป็นสังเวียนระดับสูงสุดสำหรับนักเทนนิสอาชีพ “นิวยอร์กแฟชั่นวีก” ก็เป็นหนึ่งในรายการแฟชั่น 4 รายการเมเจอร์ของ “แฟชั่นวีก” ระดับโลก (ปารีส, ลอนดอน, มิลาน และนิวยอร์ก) ซึ่งรวมนักออกแบบแถวหน้ามาจัดแสดงผลงานของตัวเองสู่สายตาสื่อและคนในวงการแฟชั่น
 
นิวยอร์กแฟชั่นวีกที่จัดขึ้นทุกเดือนกุมภาพันธ์และกันยายนของทุกปีมักมีเรื่องราวน่าสนใจไม่ว่าจะเป็น “ดราม่า” หรือเหตุการณ์ต่างๆ งานปีนี้ยิ่งถูกพูดถึงมากกว่าเดิมเมื่อมีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างคนดังอย่าง Cardi B กับ Nicki Minaj ขณะที่วันสุดท้ายก็ยังมีเสียงซุบซิบเรื่องคิวของ Marc Jacobs ซึ่งโชว์เลตกว่าเวลาที่แจ้งในตาราง 
 
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้กลบความโดดเด่นของผลงานนักออกแบบดาวรุ่งชาวไทยที่ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมในตารางโชว์หลักในงานด้วย 
 
ผลงานแฟชั่นที่บอกเล่าความเป็นไทยจากฝีมือ “ธรรญธร รัตนศรีอำไพพงศ์” หรือเป็นที่รู้จักในแบรนด์ “Thunyatorn Ng” ถูกบรรจุอยู่ในโชว์ของ CAAFD (Council of Aspiring American Fashion Designers) องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมาจากการรวมตัวบุคคลแถวหน้าในวงการแฟชั่นที่พยายามผลักดันนักออกแบบหน้าใหม่ให้มีที่ยืนหยัดในแง่ธุรกิจในสหรัฐอเมริกา 
 
โชว์ของ CAAFD ในนิวยอร์กแฟชั่นวีก 2018 (คลิกชมตารางโชว์ที่นี่) คัดเลือก “ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง” ที่มีผลงานโดดเด่นมาจัดแสดงในงานเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา และจาก 8 นักออกแบบแฟชั่นหน้าใหม่ที่ถูกคัดสรรจากมาตรฐานขององค์กรที่เป็นการรวมตัวของคนแฟชั่นแถวหน้าในวงการ 1 ใน 8 ดีไซเนอร์หน้าใหม่มีชื่อดีไซเนอร์ชาวไทยกลุ่มแรกซึ่งได้จัดแสดงในโชว์ที่นิวยอร์กแฟชั่นวีกรวมอยู่ด้วย
 

 
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของนิวยอร์กแฟชั่นวีก ในส่วนโปรแกรมของ CAAFD อธิบายประวัตินักออกแบบที่ได้รับคัดเลือกโดยคร่าวทุกรายเอาไว้ สำหรับธรรญธร คำอธิบายในตารางโชว์แนะนำประวัติโดยย่อของเธอว่า 
 
“Thunyatorn NG เกิดในประเทศไทย เธอค้นพบว่าเธอรักและมีพรสวรรค์ในด้านออกแบบแฟชั่นหลังจากย้ายมาอาศัยในนิวยอร์ก ภายหลังเริ่มต้นอาชีพการงานในสายงานแต่งหน้าและทำผมสำหรับเจ้าสาว เธอค้นพบว่าชุดไทยตามประเพณีนิยมมีความต้องการอย่างมากในแถบอเมริกาเหนือ และยังไม่มีใครตอบสนองความต้องการนี้ได้ เธอหันมาจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง และร่วมเป็นกลุ่มดีไซเนอร์ชาวไทยกลุ่มแรกที่ได้จัดแสดงในนิวยอร์กแฟชั่นวีก”
 
หลายปีก่อนหน้านี้ นักออกแบบชาวไทยมีโอกาสได้โชว์ในโปรแกรมที่เปิดกว้างให้นักออกแบบมาจัดแสดงในแฟชั่นวีกหลายครั้งแล้ว แต่วันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันพิเศษสำหรับเส้นทางในสายดีไซเนอร์ของเธอ เมื่อเธอได้โชว์ผลงานการออกแบบที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ “ความเป็นไทย” ในโปรแกรมที่ได้รับคัดเลือกเป็นพิเศษจากกลุ่มดีไซเนอร์แถวหน้าของโลกให้เป็นผลงานที่คู่ควรกับโชว์ในตารางที่บรรจุในโปรแกรมหลักของนิวยอร์กแฟชั่นวีก
 
ผลงานที่คุณธรรญธร นำออกมาแสดงอยู่ภายใต้ธีม 12 นักษัตรจีน โดยใช้หัวสุนัขขึ้นก่อน และเรียงตามความเหมาะสมจนจบที่มังกร 
 

 
จากช่างแต่งหน้า-ทำผมเจ้าสาวสู่นักออกแบบ
 
ธรรญธร หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “เชง” พื้นเพมาจากจังหวัดลำพูน และเดินทางมาที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2009 เพื่อเรียนภาษา ช่วงเริ่มต้นเธอไม่ได้มีอาชีพหลัก แต่ทำงานสายสไตลิสต์อิสระ แต่งหน้า-ทำผม และยังเคยเป็นผู้ช่วยเชฟ จนค้นพบว่า คู่บ่าวสาวที่ต้องการสวมชุดไทยในงานแต่งงานในสหรัฐฯไม่สามารถหาชุดไทยได้ (ทั้งที่นิวยอร์ก เป็นพื้นที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และแน่นอนว่าชื่อเสียงเรื่องแฟชั่นก็ไม่เป็นรองใคร) 
 
“ในเมื่อชุดไทยหายาก พี่ก็ทำซะเลย จากที่แต่งหน้า-ทำผมตามบ้าน พี่จบม.กรุงเทพ ด้านศิลปะการแสดง พอมีสายสัมพันธ์กับพี่น้องที่ทำงานกลุ่มเสื้อผ้า และแต่งหน้า เลยเริ่มทำเรื่อยๆ งานแรกจริงๆ แล้ว ได้ศ.แดเนียล เจมส์ ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งเขาสอนเกี่ยวกับแฟชั่น และสอนเรื่องเนื้อผ้าของประเทศแถบเอเชีย เขาเชิญศ.จากทุกประเทศมาด้วย เราได้รับเชิญเป็นตัวแทนฝั่งประเทศไทยที่ไปทำเรื่องชุดไทย เขาเจอเราที่ร้านชูการ์คลับที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของคนไทย ในนั้นมีบอร์ดรับสมัครงาน แล้วเราไปแปะประกาศให้เช่าแต่งหน้า-ทำผม และเช่าชุดไทย ตรงนี้เป็นงานแรกที่ได้ทำเป็นแฟชั่นโชว์” คุณธรรญธร เล่าจุดเริ่มต้นของงานแฟชั่นผ่านการสัมภาษณ์กับ GM Live ทางโทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกา
 
 
หลังจากนั้นธรรญธร สานต่องานด้านแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งช่วยงานชาวจีนซึ่งทำกองทุนด้านแฟชั่นในเอเชีย (ช่วงก่อนหน้าธรรญธร เข้ามายังไม่มีกลุ่มไทย) ธรรญธร เข้ามาร่วมทำงานเชิงการกุศล โดยนำรายได้จากงานแต่งหน้า-ทำผมมาทำงานต่อยอดด้านแฟชั่นจากความชอบส่วนตัวเพราะอยากให้ทุกคนรู้จักวัฒนธรรมไทย 
 
“พี่ต้องเรียนแต่งหน้า-ทำผมที่นี่เพื่อให้ใบรับรองอาชีพช่างเสริมสวยครบวงจร มีทั้งแต่งหน้า ทำผม และสัก พอมีคนเห็นผลงานก็ได้ทำด้านแฟชั่นเรื่อยๆ มีแฟชั่นโชว์ปีละครั้ง จนปีนี้เป็นโอกาสใหญ่ที่สุด CAAFD เป็นโครงการสนับสนุนดีไซเนอร์หน้าใหม่ เขาคัดเลือกจากนักออกแบบจำนวนมากจนเหลือ 8 คนในปีนี้” 
 
“โอกาสครั้งนี้เริ่มต้นจากพี่สาวที่รู้จักกับนักออกแบบในโครงการซึ่งกำลังหานักออกแบบอยู่ บังเอิญว่ามีช่องว่างอยู่พอดี เราก็นำเสนอผลงานของเราไปให้ พอคุยกันแล้ว เราก็เอาผลงานตัวอย่างไปมอบไว้ให้เขาพิจารณา ตอนนั้นเราทำเครื่องศิราภรณ์ (เครื่องประดับศีรษะ) บางครั้งก็สอนทำด้วย จริงๆ แล้วชุดไทยที่เราเคยทำมาหลายโชว์ค่อนข้างกึ่งเป็นชุดไทยดั้งเดิม เราต้องการทำให้คนสะดุดตามากขึ้น เราเคยคิดเรื่องนำเสนอเครื่องประดับศีรษะโดยเฉพาะมาก่อนหน้านี้แล้ว เราก็ออกแบบเองเป็นหัวศิราภรณ์ 12 นักษัตรเป็นงานที่เราเคยทำมาก่อน เราเคยถ่ายเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว 
 
พอพี่สาวเอาผลงานตั้งแต่เริ่มต้น 2009 จนถึง 2018 ที่เป็นแบบสไตล์ไทยจ๋าเลยไปให้ เพราะเขาอยากเห็นพัฒนาการของเรา แล้วผ่านตากรรมการ ผ่านเกณฑ์ เราก็เอาเสื้อผ้าไปส่งที่สตูดิโอเพื่อคัดเลือก ตอนแรกไม่ว่างก็ต้องให้สามีช่วยเอาไปส่งให้ ให้ชุด 3 ชุด ให้หัวนักษัตร 3 หัว อีก 2 วันถัดมา เขาบอกว่ายินดีด้วยคุณได้รับเลือก แต่ต้องเตรียมงานภายใน 1 สัปดาห์” 
 
คุณธรรญธร ต้องรวบยอดงานอย่างรวดเร็ว เธอมีแนวคิดนำเสนอเครื่องประดับศีรษะให้โดดเด่นมากกว่า ชุดที่ตัดจึงไม่ต้องออกแบบหนักมากนัก และใช้เวลาน้อยลง ทีมงานร่วมกันตัดชุดสีดำ 12 ชุดโดยใช้เวลา 4 วัน จนผ่านการนำเสนออย่างราบรื่น
 
“โอกาสที่ได้มานิวยอร์กแฟชั่นวีกทำให้คนเห็นว่าเราทำงานออกแบบจริงจัง โปรแกรมที่เราอยู่ด้วยก็มีการดูแลหลังงาน 2 เดือน คอยสนับสนุนต่อยอดติดตามผลงาน ให้มีคนสนใจมากขึ้น ให้งานของเราไปสู่คนสายแฟชั่นที่สนใจหยิบไปใช้งาน ใส่เดินพรมแดง หรืองานอื่นๆ นำแบรนด์เราออกไปให้คนรู้จักมากขึ้นในวงกว้างไม่ใช่แค่กลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวไทยหรือชาวอเมริกันในสหรัฐฯเท่านั้น” 
 
 
ธุรกิจชุดไทยในต่างแดน
 
แง่มุมที่น่าสนใจนอกเหนือจากเส้นทางด้านแฟชั่นของแบรนด์ Thunyatorn แล้ว จุดเริ่มต้นของงานแต่งหน้า-ทำผม ก่อนพัฒนามาสู่งานสายออกแบบของคุณธรรญธร ในแง่ทักษะ เส้นทางนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มาจากอิทธิพลทางครอบครัวซึ่งมีแม่เป็นบุคคลสำคัญ เมื่อได้มาอยู่ในสาขาศิลปะการแสดงในมหาวิทยาลัยยิ่งทำให้รู้จักคนทำงานศิลปะหลากหลายแขนง องค์ความรู้ที่ได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเรียนผสมผสานมาสู่การทำงานที่ใช้ได้ในชีวิตจริง
 
แต่สำหรับโอกาสในเชิงธุรกิจ และแบรนด์สายแฟชั่นแล้ว คุณธรรญธร มีโอกาสมาจากการต่อยอดจากสายอาชีพแต่งหน้า-ทำผมตามบ้านต่างๆ และพบว่าเจ้าสาวจำนวนไม่น้อยต้องการสวมชุดไทยในงานแต่งงานของตัวเอง แต่พวกเธอไม่สามารถหาชุดไทยตามความต้องการได้ 
 
 
“สำหรับคนที่มีเชื้อสายไทย คนที่มีพ่อแม่เป็นชาวไทยและมาเกิดในสหรัฐฯ หรือแม้แต่ชาวอเมริกันที่เคยมาเที่ยวไทย ไม่ได้เกี่ยวกับชาวไทยเลยแต่ชอบไทยก็หาชุดไทย ทุกคนติดต่อเรามา เพราะถ้าพิมพ์ค้นหาในเว็บโดยใช้คำว่า Thai Dress New York ก็จะแสดงผลของเรา โดยที่ไม่ได้โปรโมทอะไรมาก กลายเป็นว่าเราสนุก จากที่แต่งหน้าทำผม 
 
ส่วนเบสิกเราเริ่มจากซื้อชุดไทยธรรมดาให้คนเช่า และมาคิดตัดเอง ออกแบบ เอาผ้ามาทำให้แตกต่าง ออกแบบให้เป็นผ้าไทยแต่ไม่ไทยจ๋า ออกแบบผสมไปเรื่อย ไทยประยุกต์ แฟนตาซีบ้าง บางทีทำเป็นธีมวรรณคดีบ้าง เรารู้จักคนตัดผ้าเป็นเยอะมาก แม่เรา และพื้นเพเราก็เป็นคนลำพูนด้วย อยู่ใกล้โรงทอผ้าไหมที่สวยมากในไทยด้วย ไปตั้งแต่สาวดักแด้ จนทุกวันนี้ไม่เหลือแล้ว ไม่มีคนเลี้ยง กลายเป็นมาจากจีนบ้าง เราก็เอาผ้าไหมมาทำ ออกแบบบ้าง คุยกับลูกค้า จากชุดเดียวกลายเป็นร้อยเป็นพัน” 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

A post shared by Thai Food NY By Thunyatorn (@thunyatorn_ng) on

 
คุณธรรญธร ยังเล่าว่าการแก้ชุดในสหรัฐฯราคาแพงมาก ทำให้ต้องมีจักรไฟฟ้าเอง การออกแบบบางครั้งต้องหาจากเพื่อน หรือบางครั้งโดนโกงบ้าง แต่ยังสนุกกับการทำงานเพราะความชอบส่วนตัว และทำมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงเครื่องศิราภรณ์ จากที่มีลูกค้าขอเช่าชุดพระชุดนาง ลูกค้ายังติดต่อเช่าชฎาเยอะมากจนต้องสรรหาเพิ่ม
 
“เราเริ่มรับชฎามาขาย แต่ปัญหาคือการขนส่งทำให้ของแตกหัก ค่าขนส่งก็แพง ค่าซ่อมก็ไม่คุ้มกับการขนส่งกลับไปมา เลยหาโอกาสไปเรียน ช่วงที่กลับไทยก็กระเตงลูก ขับรถไปเรียนกับครูอาจารย์ผู้ใหญ่ ไปเช่าโรงแรมนอน เลี้ยงลูกไป เรียนไป ถ้าเครื่องประดับเกิดอะไรขึ้นเราต้องซ่อมได้ ก็เริ่มจากตรงนี้ มีคลาสเรียนก็เรียน เคยเรียนบอดี้เพนท์กับคนที่เพนท์หน้ากระดูกให้ Lady Gaga ก็มีสายสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ เวลามีอีเวนท์ไปช่วยผู้ป่วยมะเร็ง เราก็เอาเครื่องเราไปทำโชว์ ขายได้ และสอนฝรั่งทำ เอาเงินไปบริจาคการกุศลก็มีเรื่อยๆ” 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

A post shared by Thai Cloth, USA (@thunyatorn_thaidress) on

 
โอกาสและทักษะสู่ธุรกิจในชีวิตจริง
 
งานออกแบบสำหรับคุณธรรญธร ในช่วงเริ่มแรกเหมือนเป็นงานยามว่างโดยใช้พื้นที่ห้องใต้ดินเป็นพื้นที่ทำงานขณะที่ทุกคนในที่พักหลับพักผ่อนยามค่ำคืน จนวันที่มีจุดเปลี่ยนกับเหตุการณ์ที่ทัวร์ขนาดใหญ่จากลอนดอนมาลงที่แมนฮัตตันและติดต่อขอชุดไทยดั้งเดิม 5 ชุด แม้ลูกค้าชอบ แต่ขั้นตอนชำระเงินกลับบอกว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้ถ้าไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท เลยบีบให้ต้องทำเป็นธุรกิจจริงจัง เธอแจ้งลูกค้าว่าให้รอสักครู่ จากนั้นเปิดเว็บไซต์กับสามีและจดทะเบียนบริษัทใส่ชื่อจริงว่า Thunyatorn ทันที 
 
“ชุดนี่ไม่ใช่งานหลัก เป็นความชอบ เป็นความสุขที่ได้ทำ ถ้ามีโอกาสก็ได้ลงมือทำ แต่มีลูกค้ามาจากทุกรัฐ โทร หรือส่งข้อความในเฟซบุ๊กเพจ Thunyatorn Thai Dress งานหลักของพี่คือเป็นเสริมสวยครบวงจร และช่างสักคิ้ว-ตา-ปาก-ร่างกาย และยังประจำอยู่ที่ Thai Serenity Spa ของพี่สาว เราก็จะมีตารางงานของเราอีกส่วนหนึ่ง” 
 

 
เมื่อถามถึงรายได้และธุรกิจที่ทำทั้งหมด คำตอบของนักออกแบบชาวไทยรายนี้น่าสนใจไม่เบาทีเดียว 
 
“รายได้จากเสริมจริงๆ แล้วแทบพอๆ กันเลย แต่ถ้าวันไหนมีลูกค้าโทรฯมาเรื่องแต่งหน้าทำผมเจ้าสาว เดินทางไปนอกสถานที่ก็ต้องบล็อกงานว่าวันนี้ไม่ว่างทำงานที่สปา ซึ่งเราสามารถจัดการตารางเองได้ เราชอบเดินทางอยู่แล้ว ก็เหมือนได้ท่องเที่ยวไปด้วย ลูกค้าออกค่าตั๋วเครื่องบินและที่พัก ด้วยความที่ทำงานครอบคลุม แต่งหน้า ทำผม ชุด เช่าอุปกรณ์อย่างโต๊ะรดน้ำสังข์ก็เรียกได้ว่ามีครบวงจร ไปไหนก็ไปหมด เรียกได้ว่าเป็นคนเดียวที่ทำแบบนี้ 
 
หลังๆ ยังเลยไปถึงพิธีกรด้วย เราเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งหมด คนไทยที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครทำเป็น มันค่อนข้างยากสำหรับที่นี่ด้วยว่าต้องเช็กอีกฝ่ายว่าเป็นคนจากประเทศอะไร อย่างล่าสุดเป็นคนจีนเกิดที่จีนและมาอยู่สหรัฐฯ พูดได้ 5 ภาษา แต่งงานกับหญิงไทย ก็ต้องทำพิธีรดน้ำสังข์กับยกน้ำชาในวันเดียวกัน เราก็จะต้องพูดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ถ้าเราไม่เป็นพิธีกรก็ต้องหาคนมาลำดับงาน เราต้องไปช่วยเขาคิด 
 
งานบางงานก็สามารถคลุมรายได้ทั้งเดือนได้เลย อยู่ที่ว่าถ้าครบวงจรเลย ชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว พิธีกร โต๊ะรดน้ำสังข์ แต่งหน้า รวมแล้วประมาณ 2,500-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 81,000-97,000 บาท) และแล้วแต่ลูกค้าให้ทิป แต่งานไม่ใช่จะจัดเต็มครบวงจรทั้งหมด ส่วนใหญ่เช่าชุดพร้อมแต่งหน้า-ทำผม ถ้าเช่าชุดอย่างเดียว 250-500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,500-15,000 บาท)”
 
“ธุรกิจครบวงจร” สำหรับแบรนด์ธุรกิจขั้นเริ่มต้นของคุณธรรญธร บ่งบอกความต้องการ “ชุดไทย” ในสหรัฐฯได้มากพอสมควร อย่างไรก็ตาม เจ้าของแบรนด์เล่าย้อนกลับไปว่า ตอนเริ่มต้นทำ แทบไม่มีใครเห็นด้วยเรื่องทำธุรกิจลักษณะนี้เลย
 
“พอเราได้ทำที่ต่างๆแล้ว ทุกคนบอกว่าสวยมาก เพราะเขาไม่รู้ ไม่เคยเห็นวัฒนธรรมว่าเป็นอย่างไร เหมือนเราไปให้ความรู้ในแต่ละงาน รู้สึกเหมือนให้ความรู้ในกลุ่มคนที่ยังไม่รู้ แต่ในกรณีที่เขาติดต่อมาเขาสนใจจริงๆ อยู่แล้ว บ่าวสาวที่มาหาเราอยากใส่ชุดไทยมาก อยากใส่สักครั้งในชีวิต คนไม่มีโอกาสได้ใส่เยอะมาก คนไทยไม่ได้สื่อสารหรืออนุรักษ์ชุดเท่ากับชุดแบบอินเดียหรือญี่ปุ่น แต่พอวันสำคัญเขาต้องการสวย ก็ขอสวยในชุดไทย และมีเยอะมากที่เจ้าสาวใส่ชุดไทยทั้งงานเช้า กลางวัน เย็น 
 
เจ้าบ่าวบางคนตอนแรกยังเขินอยู่ แต่ช่วงหลังเริ่มเปิดกว้างใส่ชุดไทยเยอะมาก ไม่ใช่แค่งานแต่ง ตอนนี้ไม่ใช่แค่งานแต่ง แต่ไปงานดินเนอร์ก็เช่าผ้าถุงไทยที่ปักทั้งตัวไปใส่กับเสื้อลายลูกไม้ กึ่ง Mix and Match ทำให้มีไอเดียว่าโปรเจกต์ต่อไปอาจทำเป็นผ้าถุงไทย กับเสื้อไทยเก๋ๆ ผสมระหว่างตะวันตก-ตะวันออก ซึ่งงานนี้ก็อาจเรียกได้ว่าผสมผสานไทยกับตะวันตก หรือก่อนหน้านี้ก็มีทำเป็นผสมผสานด้วย”
 
 
ผลจากการทำสิ่งที่รัก
 
ด้วยภูมิหลัง ทักษะ โอกาส และประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้นักออกแบบหญิงยืนอยู่ ณ จุดที่หลายคนฝัน เส้นทางหลังจากโอกาสสำคัญในแวดวงการออกแบบที่ต่อยอดมาจากทักษะส่วนตัวของเจ้าของแบรนด์ชาวไทยยังไม่สิ้นสุดแค่นิวยอร์กแฟชั่นวีก เมื่อโปรแกรมของ CAAFD ยังจะติดตามและสนับสนุนนักออกแบบที่ได้รับเลือกต่อ ซึ่งคุณธรรญธร เล่าว่า เสียงตอบรับหลังจบโชว์ มีผู้สนใจติดต่อเข้ามา
 
“มีคนมาแนะนำตัวว่าเป็นสไตล์ลิสต์ที่มีชื่อเสียง เจ้านายของเขาชอบมาก ให้ส่งตัวอย่างชุดให้ดูบ้าง ชื่นชมหัว และมีหลายรายการมาสัมภาษณ์ และยังอยู่ในโปรแกรมของเขา ที่นี่มีระบบเรียกกลับไปติดตามต่อเรื่องนำผลงานเข้าโชว์รูม มีโอกาสเยอะขึ้นที่ต้องพูดคุยงานกับโปรแกรมของเขา เขาก็พูดเกริ่นถึง ถามว่ามีโอกาสไหมที่เราจะออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไปที่คนใส่ได้ ไม่ใช่เป็นแฟชั่นสไตล์ไทยดั้งเดิมอย่างเดียว เขาก็จะสอนเรา เป็นพัฒนาการที่รู้สึกว่าดีมาก”
 
ประสบการณ์ทำงานของคุณธรรญธร ไม่ได้มีแค่เส้นทางที่เต็มไปด้วยโอกาส แน่นอนว่าด้วยสภาพแวดล้อมในโลกตะวันตกที่รายล้อมคนจากเอเชีย ช่วงแรกคนทำงานที่ยังไม่ได้เข้าระบบจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนที่ระบบยอมรับตามมาตรฐานของพื้นที่นั้น โดยเฉพาะการทำงานเป็นช่างแต่งหน้า 
 
“มีความไม่มั่นใจ ไม่เป็นมืออาชีพของเราในช่วงแรก เรารู้สึกว่าเราเป็นมืออาชีพในแบบของเราจากบ้านเรา แต่ที่นั่นมองว่าคุณไม่มีตัวตน ไม่มืออาชีพ มีใบรับรองอาชีพหรือเปล่า ที่นี่เน้นเรื่องใบรับรองอาชีพมาก พอได้เริ่มเปิดหูเปิดตาก็เรียนรู้ว่าฉันไม่มี ฉันก็ต้องไปเรียนให้จบ มันต้องเรียนเป็นปี แต่เราเรียน 2 ปีเพราะเราเลี้ยงลูกด้วย พอเรียนจบก็ไม่ใช่ทุกคนจะได้ใบรับรอง เราก็ต้องวิ่งสอบ ฝรั่งเจอหน้าคุณ เขาไม่สนใจว่าคุณเป็นใคร ถ้าไม่มีใบรับรองว่าผ่านการศึกษามาจริง เขากลัว เขาไม่เชื่อ เธอจะเอาอะไรมาใส่ฉัน เธอเป็นใคร เราก็ต้องทำตามระบบเขาให้ถูกต้อง จากนั้นมันก็ง่ายขึ้น” 
 

วีดิโอตัวอย่างสำหรับนิวยอร์กแฟชั่นวีก 2017
 
สหรัฐอเมริกาถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพมาโดยตลอด จากประสบการณ์ของนักออกแบบชาวไทยที่เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองน่าจะยืนยันข้อเท็จจริงจากประโยคคลาสสิกนี้ได้ระดับหนึ่ง
 
“โอกาสที่นี่กว้างมาก ข้อดีข้อหนึ่งคือ เขามีมาตรฐานที่เขาต้องการ เราก็แค่ทำให้เขาเห็น หลังจากนั้นเขาเปิดกว้างมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหญ่คนโต หรือใช้เส้นสายเยอะ ถ้าเราอยู่เมืองไทยอาจไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ ที่นี่เขาพิสูจน์ด้วยผลงาน อยู่ที่นี่ถ้าเรามีฝีมือเรายอมรับ ต้องอดทนแค่นั้นเอง ถ้าเราชอบทำก็ทำเรื่อยๆ อย่าหยุด ถ้าเราหยุด เราคงไม่ได้ทำแบบทุกวันนี้”
 
“อย่าทอดทิ้งในสิ่งที่ตัวเองชอบ พัฒนาแล้วเดินหน้าต่อ ทำไปเรื่อยๆ อย่ายอมแพ้ ท้อได้แต่อย่าถอย ถ้าเราเป็นคนธรรมดาที่ทำได้ วันหนึ่งทุกคนก็มายืนแบบนี้ได้ แค่มุ่งมั่นให้เท่าที่เราเชื่อตัวเอง คนที่มาด้วยความฝัน อยากทำหลายอย่าง แต่ลืมตัวแล้วหายไป พอทำงานได้เงินเพื่อยังชีพ เขาหยุดแค่เงินที่ยังชีพ เขาเหนื่อยและกลับมาทำงานตามระบบเพื่อยังชีพ เราอยากบอกว่าถ้าไม่มีเวลาก็จะทำไม่ได้ อยากให้ลองใช้เวลากับมัน อย่าลืมว่าต้องลองทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุข มีเวลาให้กับสิ่งที่ตัวเองรัก และพยายามเข้าหาเครือข่ายสังคมเพื่อเปิดโลกของตัวเอง จากนั้นมันจะผลักดันตัวตนเราออกมา”
 
งานออกแบบแฟชั่นที่ผ่านมาโดย Thunyatorn
 
หลังผ่านประสบการณ์พิเศษจากโอกาสในนิวยอร์กแฟชั่นวีก แบรนด์ Thunyatorn ยังมีโปรเจกต์ในอนาคตทั้งนำเข้าสินค้าพรีเมียมจากไทย และเสื้อผ้าโดยตรงจากแบรนด์ ติดตามความเคลื่อนไหวและผลงานของนักออกแบบหญิงไทยในสหรัฐฯจากเว็บไซต์ www.thunyatorn.com