Connect with us

Subscribe

Life

เมื่อ Story (Instagram) เป็นเครื่องมือฉกฉวยเวลา

เรื่อง : วณัช บัณฑิตาโสภณ

‘Seize the time’ วลีเก๋ไก๋ที่แปลเป็นไทยว่า “ฉกฉวยวันเวลา” ย้ำเตือนไม่ให้เราปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ความหมาย แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ผู้ใช้ Instagram Facebook และ Line ต่าง “ฉกฉวยวันเวลา” กันได้ง่ายๆ เพียงแค่โพสต์ Moment นั้นๆ ลงใน Story !!

จริงหรือ?

ผมตั้งคำถามกับตัวเอง

ทำไมกันนะ ทำไมเราจึงเลือกโพสต์ใน Story ทั้งๆที่มันก็จะหายไปในเวลา 24 ชั่วโมง

ทำไมกันนะ เราจึงต้องคอยเช็ดว่าใครกันบ้างที่เข้ามาดู Story ของเราบ้างแล้ว คนที่เราคิดถึงเขากดเข้ามาดูหรือยังนะ ทำไมไม่เข้ามาล่ะ เราโพสต์ไปตั้งนานแล้วนะ เขาหรือเธอคนนั้น ไม่สนใจเราเลยหรือไง !!

ทำไมกันนะ ทำไมเราจึงเลือกโพสต์ลง Story ไม่ใช่โพสต์แบบที่เป็น Post จริงๆ ยิ่งกว่านั้นเราใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ

แต่มันไม่ใช่แค่โพสต์ ขณะเดียวกันเราก็กดดู Story ของเพื่อนเป็นว่าเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเราเบื่อๆราวกับว่าเวลาที่จำกัดเพียง 24 ชั่วโมงได้สร้างให้เกิดความพิเศษบางอย่างขึ้นมา

กลายเป็นว่าชีวิตติด Story บ่งบอกเป็นนัยว่าเราอยากให้ชีวิตในแต่ละวันมีความหมายอย่างนั้นหรือ

เรื่องราวมันเริ่มตั้งแต่ปี 2554 มีการเปิดตัว Snapchat แอพพลิเคชัน Social Network ที่ใช้แบ่งปันรูปและเรื่องราวที่เมื่อกดเข้ามาดูแล้วรูปหรือเรื่องราวนั้นๆจะถูกลบทันที ซึ่งได้พัฒนาเป็น Story 24 ชั่วโมง อย่างที่เราคุ้นเคย ต่อมา 2 สิงหาคม 2559 Instagram ออกฟีเจอร์ Story โดย Kevin Systrom หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Instagram ออกมาเปิดเผยว่าได้ลอกเลียนแบบฟีเจอร์มาจาก Snapchat ต่อมาเมื่อ 28 มีนาคม 2560  Facebook และ Messenger ก็ได้ออกฟีเจอร์นี้เช่นเดียวกัน และล่าสุดตามมาด้วย Line ที่ได้ออกฟีเจอร์นี้เมื่อ 17 พฤษภาคม 2562

แน่นอนแต่ละคนย่อมใช้แต่ละแอพฯ ในลักษณะที่แตกต่างกันและมีแวดวงเพื่อนในแต่ละแอพฯ แตกต่างกันซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เลือกโพสต์ในแอพฯ หนึ่งแต่ไม่โพสต์ในอีกแอพฯ หนึ่ง แต่จะเห็นได้ว่าทิศทาง (ที่มีมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว) คือการโพสต์แบบ Story

ถึงแม้ว่าหลังจากเปิดตัว Instagram Story ไม่นาน ผลสำรวจจาก YouGov ในปี 2559 รายงานว่าจำนวนผู้ใช้ชื่นชอบ Instagram Story อยู่ที่ 21% ขณะที่ชื่นชอบ Snapchat Story มากกว่าที่ 45% แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Tech Crunch ในปี 2562 จำนวนผู้ใช้ Instagram Story เป็นประจำทุกวันอยู่ที่กว่า 500 ล้านคนต่อวัน ขณะที่ Snapchat Story อยู่ที่เพียง 190 ล้านคนต่อวันเท่านั้น นับว่าเป็นการเติบโตที่สูงมากในเวลาเพียง 3 ปี (ที่เติบโตสูงไม่แพ้กันก็คือ Facebook Story ที่ใช้เวลาเพียง 2 ปีก็มีผู้ใช้งานกว่า 300 ล้านคน แต่ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะ Facebook กับ Instagram นั้นมีเจ้าของเดียวกันและมีฐานผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคน)

คำถาม : Story ต่างกับ Post ปกติยังไง

หญิงสาวคนแรก : ไม่รู้สิถ้ามันก็แค่เป็นอะไรที่อยากให้คนรู้ Post มันต้องพิถีพิถัน ต้องแต่งรูป แต่ถ้า Story ก็เป็นกันเองกว่า

หญิงสาวอีกคน : Post มักเป็นอะไรที่ดีๆ Story เป็นกันเอง แต่เนี่ย 24 ชั่วโมงเนี่ยนานไปนะ บางทีโพสต์ Story ไปแล้วก็ลบทิ้งเหมือนกัน

จากเว็บไซต์ของ Instagram กล่าวถึงผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้ว่า

  • พวกเขาเยี่ยมชม Story เพื่อดูไลฟ์สดและเนื้อหาที่ไม่มีการปรับแต่ง ในทางกลับกัน พวกเขามีแนวโน้มเข้าดู Post ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย โดยเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดคือเพื่อหาข้อมูล สินค้าและแบรนด์ต่างๆ
  • พวกเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า Story ได้พัฒนาการสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัวจริงๆ บางคนกล่าวว่าพวกเขารู้สึกชอบที่เนื้อหาหายไปภายใน 24 ชั่วโมงหากไม่ได้บันทึกไว้ และรูปแบบนี้ช่วยให้พวกเขาเป็นตัวตนที่แท้จริงมากขึ้น
  • 47% ของผู้ใช้พบว่า Instagram Story ช่วยให้พวกเขาแสดงตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นในการสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว 44% ของผู้ใช้เลือกใช้งาน Instagram Story เพราะเนื้อหาจะหายไปหลัง 24 ชั่วโมง

การมีเวลาจำกัดทำให้เรื่องราวมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ภาพ แต่อาจเป็นคลิปสั้นๆ อาจเป็นการเขียนข้อความบางสิ่งบางอย่าง การไม่คิดมากหลายครั้งมันกลับกลายเป็นเรื่องดีและตรงกับหัวใจของเรามากที่สุด ขณะเดียวกันมันก็ฉายภาพของชีวิตจริงที่สิ่งต่างๆ ล้วนเข้ามาในชีวิตเราแล้วผ่านไปเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น หากมันเป็นสิ่งไร้สาระ ก็เป็นหลักฐานว่าชีวิตประจำวันของเรานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นวันพิเศษ เป็นวันที่มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นเสมอไปไม่ใช่หรือ แต่เป็นเพียงแค่วันธรรมดาวันหนึ่งที่แสนจะธรรมดาและเรียบง่าย แต่กระนั้นเมื่อย้อนกลับมาดู Story ใน Archive มันก็ทำให้เรานึกได้ว่า ในความเรียบง่ายเหล่านั้นมันมี “ความทรงจำ” ตลอดจนมี “ความหมาย” บางอย่างสอดแทรกอยู่เสมอ

ในด้านหนึ่ง Instagram คือสิ่งเสพติด จริงๆ Social Network ทั้งหลายก็เป็นสิ่งเสพติดทั้งนั้น มนุษย์ล้วนอยากได้รับ Response (ในทางที่ดี) จากคนอื่น แต่ในบางครั้งการได้รับ ‘Like’ ของ Facebook หรือ ‘Love’ ของ Instagram ก็ไม่ได้ง่าย เมื่อเปรียบเทียบกัน การกดเข้ามาดู Story ของคนอีกคนทำได้ง่ายกว่ามาก

เวลา 24 ชั่วโมงของเราแต่ละคนเท่ากัน เมื่อมีคนกดเข้ามาดู Story ของเรามันเหมือนกับว่าชั่วโมงแต่ละชั่วโมงในหนึ่งวันของเราทาบทับกัน คล้ายกับว่ามีใครอีกคนอยู่ข้างๆ “คนที่ใส่ใจเราจริงๆต้องอยากรู้ว่า 1 วันของเรามีอะไรเกิดขึ้นสิ!” เป็นไปได้ที่จะคิดแบบนี้ลึกๆ อยู่ในใจ เป็นเหตุให้หลังจากโพสต์ไปแล้วหลายคนก็กดเข้าไปแอบดูอยู่บ่อยๆ ว่าใครเข้ามาดู Story ของเรา ใครรับรู้การดำรงอยู่ในห้วงขณะนั้นๆของเราแล้วบ้าง

ยิ่งกว่านั้น หากมีการโต้ตอบ ส่งข้อความแสดงความคิดเห็นระหว่างกัน ย่อมสร้างความใกล้ชิดให้เกิดขึ้นได้ไม่ยาก แม้เราอาจไม่ค่อยมีโอกาสใกล้ชิดกันนักในชีวิตจริง แต่ถ้าเราติดตาม Story ของอีกฝ่ายตลอด ก็เหมือนเราได้แง้มประตูเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวของเขาหรือเธอคนนั้นแล้ว (เขาหรือเธออาจจะเป็นดารา อาจจะเป็น Net Idol ที่เราติดตามอยู่ก็ได้)

อีกด้านหนึ่ง เราติดตาม Story ว่าเพื่อนของเราไปที่ไหน อยู่กับใคร กินข้าวอะไร มีเรื่องราวอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น เมื่อมีเวลาจำกัด Story จึงมีความสดใหม่กว่า Post

ขณะเดียวกัน Story ก็อาจไม่ต่างจาก Post มากนัก ถ้าไม่ใช่เรื่องดีๆ เราอาจไม่อยากโพสต์ลงไป แต่กระนั้น ถ้าเป็นเรื่องดีมากๆ เราจะโพสต์เป็น Post ให้มันติดตราตรึง ถ้าเป็นเรื่องดีเฉยๆ บางคนก็อาจจะเลือก Post บางคนก็อาจจะเลือก Story แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีนัก แต่เราต้องการแชร์เพื่อเป็นการระบาย หลายคนก็เลือกใช้ Story ซึ่งก็สามารถกำหนดได้ว่าเป็นผู้รับรายคน หรือเป็นกลุ่มเพื่อนสนิท (จริงอยู่ Post ก็ทำได้ แต่ Story เลือกกำหนดผู้รับได้ง่ายกว่า) กระนั้นคนสมัยนี้ก็มีวิธีการมากมายที่จะเลือกใช้และเลือกโพสต์ใน Social Network อีกนั่นล่ะ

เราอาจไม่สามารถทำให้เวลาหยุดลงได้ แต่ถ้ารู้สึกอยากให้เวลาเดินช้าลง อยากรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของมัน อยากฉกฉวยวันเวลา Seize the time เข้ามาอยู่ในความทรงจำของเราให้มากขึ้น ทางที่ง่ายและเร็วทางหนึ่งคงเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปหรือคลิปแล้วโพสต์ลง Story แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมมองดูโลกเบื้องหน้าด้วยสายตาของเราเองและใส่ใจคนที่ตอนนั้นกำลังอยู่ข้างๆ เราด้วย

อ้างอิง

https://today.yougov.com/topics/media/articles-reports/2016/09/08/instagram-vs-snapchat-stories

http:// https://99firms.com/blog/instagram-stories-statistics/

https://business.instagram.com/blog/how-do-people-perceive-and-use-instagram-stories-and-feed?locale=th_TH

Written By

ราคาของคนไม่เท่ากัน : ความเจ็บช้ำในระบบสาธารณสุขไทย

Vision

พิพิธภัณฑ์แห่งวัยเด็ก เมือง Edinburgh

Entertainment

คนรุ่นเก่าที่น่าเคารพ : แนวทางการใช้ชีวิตจากกรีกโบราณ

Vision

OnePiece มหากาพย์เพื่อปลดปล่อยคนรุ่นใหม่

Entertainment

Ginstagram เมื่ออาหารของเราไม่ใช่แค่อาหาร และไม่ใช่แค่ของเรา

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup