Connect with us

Subscribe

Life

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 กับโลกของฟรีแลนซ์

ไม่นานมานี้ มีการสำรวจจาก Gallop Poll ในอเมริกา เกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์การทำงานของลูกจ้างในสถานที่ทำงาน และการจัดระเบียบองค์กรเพื่อให้เอื้อกับวิถีชีวิตของพนักงาน น่าสนใจว่า ผลที่ออกมาคือบริษัทส่วนมากมีแนวโน้มที่จะใช้ฟรีแลนซ์เพิ่มมากขึ้น หรือมีแนวโน้มการทำงานที่ไม่ต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่เป็นแบบนี้มาจากสองสาเหตุใหญ่ ก็คือพนักงานส่วนหนึ่งเบื่อหน่ายกับระบบหัวหน้าลูกน้องในที่ทำงาน พวกเขามองว่าหลายครั้งมันทำให้บรรยากาศการทำงานเสียไป แถมยังลดทอนความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกบวกกับงานของตัวเองไปด้วย

ปัจจัยที่สองก็คือเรื่องค่าครองชีพและการเดินทางไปทำงาน เพราะหลายพื้นที่ที่สำรวจพบว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่แพงขึ้นมาก ทำให้พนักงานส่วนหนึ่งต้องออกไปอยู่นอกเมืองและเดินทางเข้ามาทำงานในเมือง ซึ่งเสียทั้งเวลาและเงินมากมาย ส่วนหนึ่งจึงมองหางานที่สามารถทำให้เขาทำงานที่บ้านได้ หรือลดการเดินทางเข้าบริษัทลงเพื่อประหยัดเวลา

อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกันก็คือการตัดสินใจที่จะมีคู่ครองช้าลงหรือไม่มีลูก ทำให้พนักงานส่วนหนึ่งอยากใช้เวลากับกิจกรรมอย่างอื่นมากขึ้น ซึ่งหากอาชีพของพวกเขาอำนวยให้สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ หรือว่ามีทางเลือกที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตเป็นแบบแผนมากเกินไป คนส่วนหนึ่งก็พร้อมจะเลือกอาชีพที่ให้อิสระทางเวลากับพวกเขา   

โดยสรุปก็คือ คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้คิดไม่เหมือนคนรุ่นก่อนแล้ว เวลาในชีวิตของพวกเขาสำคัญกว่ารายได้ไปแล้ว อิสรภาพในการใช้ชีวิตสำคัญกว่าอิสรภาพทางการเงิน แม้จะรู้ว่าเงินหายาก แต่ลึกๆ เด็กรุ่นนี้ก็เชื่อว่าพวกเขาหาเงินได้ 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (ซึ่งแม้แต่นายกรัฐมนตรีของเรายังสนใจ) ที่เริ่มต้นขึ้นและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของรูปแบบวัฒนธรรมการทำงานของคนเราในอนาคต ในศตวรรษที่ 21 ต่อไปข้างหน้า อาจไม่มีคำว่าพนักงานออฟฟิศอีกแล้วก็เป็นได้ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่า การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาจลดทอนความจำเป็นในเรื่องนี้ไป และเปลี่ยนรูปแบบการเข้าสังคมที่ทำงานเป็นแบบใหม่ไปเลยก็ได้ 

World Economic Forum นิยามการปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่ละช่วงเวลาว่าเกิดจากเทคโนโลยีบางอย่างที่มาเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนทั้งโลก

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 คือ การที่มนุษย์เริ่มรู้จักการใช้เครื่องยนต์พลังงานไอน้ำ

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 คือ เมื่อมนุษย์เริ่มมีระบบไฟฟ้าใช้ มีโทรศัพท์ และระบบรางในการขยายการเดินทางและขนส่ง รวมถึงเชื่อมโลกให้ใกล้กันมากขึ้น

ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 คือ การมาถึงของอินเทอร์เน็ต การติดต่อแบบไร้สาย สังคมดิจิทัล

ส่วนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เราพูดถึงก็คือเทคโนโลยีที่ทำให้เส้นแบ่งของทุกๆ อย่างมันเลือนไปเรื่อยๆ เทคโนโลยีจะเชื่อมทุกอย่างให้เกี่ยวพันเป็นเนื้อเดียวทั้งสังคม วัฒนธรรม ความคิดเห็นทางการเมือง เศรษฐกิจ

นั่นคือสังคมโลกจะกลายเป็นสังคมที่ ‘ติดต่อ’ ถึงกันมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะมีการแสดงตัวของกลุ่มย่อยทางวัฒนธรรมมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีจะช่วยให้คนติดต่อกันได้ง่าย

เทคโนโลยีสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 นี้ก็เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ระบบการเงินแบบใหม่ (Blockchain) บิ๊กดาต้า และ IoT หรือ Internet of Things

ฟังดูเหมือนมีแต่โอกาส – แต่หากเราไม่ปรับตัวให้ทัน ก็คงม่องเท่งเช่นกัน!

เดวิด เบเกอร์ (David Baker) ที่ปรึกษาด้านการตลาด ผู้เขียนหนังสือชื่อ The Business of Expertise พูดถึงกลุ่มลูกค้าของเขาที่เป็นสตาร์ทอัพที่ทำงานสร้างสรรค์เนื้อหาว่า ความยากของการทำงานสร้างสรรค์เนื้อหาในสมัยนี้ก็คือเขาพบว่าคอนเทนต์เอเจนซี่ส่วนหนึ่งไม่กล้าบอกลูกค้าว่าพวกเขา ‘เชี่ยวชาญ’ อะไร “ถึงเวลาพวกเขาจะอยากได้ลูกค้าทุกคนที่เดินเข้ามาหาครับ”

เรายังมีความเชื่อว่า การปฏิเสธลูกค้าอาจทำให้เสียโอกาส คนทำคอนเทนต์ส่วนมากมักคิดว่าตัวเองสามารถผลิตเนื้อหาสาระแบบใดก็ได้ เราและลูกค้าต่างสนใจในทุกๆ จุด ทุกๆ เรื่อง เพราะเชื่อว่านั่นคือโอกาส

แต่เมื่อผ่านไปสักพัก เราจะพบว่าการทำธุรกิจคอนเทนต์ไม่แตกต่างจากการทำสินค้าอย่างอื่น นั่นคือทุกคนมี ‘พื้นที่’ ที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ดังนั้น ลักษณะงานที่จำเพาะเจาะจงก็อาจดีกว่า นั่นคือในมุมของคนทำงาน การเป็น Niche อาจดีกว่า Mass นั่นเอง

การตีกรอบตัวเองลงมาให้แคบเพื่อโฟกัสในงานที่ตัวเองถนัด ท้ายที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้นที่จะดีขึ้น แต่ดีกับลูกค้าที่มองหาคนที่ใช่จริงๆ ในการทำงานด้วย แนวโน้มในอนาคตน่าจะเป็นอย่างนั้น ในท่ามกลางทะเลแห่งคอนเทนต์ ลูกค้าย่อมอยากได้คนที่ ‘ใช่’ มา ‘ช่วย’

นั่นคือข้อแรก

ความชัดเจนในคอนเทนต์ของเราจะโยงไปถึงข้อที่ 2 ก็คือหากคุณเป็นคนที่ทำงานดี มีวินัย และทำงานได้ต่อเนื่อง ลูกค้าจะไม่หายไปไหน เพราะไม่มีใครอยากเปลี่ยนคนบ่อยๆ ลูกค้าจะกลายเป็น ‘แฟน’ ของคุณโดยปริยาย และท้ายที่สุด ลูกค้านั่นเองที่จะเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ชั้นยอดให้กับเรา เขาจะบอกต่อให้เราเอง นั่นคือข้อ 2 – การรักษาแฟนเก่าง่ายกว่าหาแฟนใหม่ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปไหน

ส่วนข้อสุดท้าย ในเมื่อเราอยู่ในยุคสมัยของดิจิทัล จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องใส่ตัวตนของตัวเองไว้ในโลกดิจิทัลด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์หรือว่าเป็นเอเจนซี่เล็กแค่ไหน ก็ขอให้เล่นใหญ่เข้าไว้ จงทำทุกอย่างอย่างทุ่มเท ทำให้เหมือนมืออาชีพเขาทำกัน สร้างความน่าเชื่อถือทั้งออฟไลน์และออนไลน์

เราบอกทุกคนว่าเราคือนักสรรสร้างเนื้อหา แต่หากไม่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจให้กับ ‘แบรนด์’ ของตัวเองได้ – ก็บอกได้เลยว่าอยู่ยาก

Written By

เปลี่ยนงาน เปลี่ยนงาน

อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง
ถ้าอยากเริ่มต้นใหม่

Life

เราทำงานเพื่ออะไร?

Vision

ALLEN CURVE นัยสำคัญของระยะห่างโต๊ะทำงาน

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup