Connect with us

Subscribe

Entertainment

วิเคราะห์ซีรีส์ เลือดข้นคนจาง : โอบอุ้ม-ทำลาย และเราไม่เคยรู้จักแม่ของตัวเอง

บทความเผยเนื้อหาบางส่วน

ร้อน! ในขณะที่เขียนนี้ผมเพิ่งเสร็จจากตอนที่สองของละคร พักหายใจสักครึ่งชั่วโมงแล้วตัวก็ยังร้อนอยู่ หูแดงฉ่า เหงื่อออกหัว เลือดจากตัวละครสมมติ ทำไมจึงร้อนมาถึงเราได้ ไม่นานมานี้สาวสาวสาวไปออกรายการอะไรสักอย่างกับพี่อ้อยพี่ฉอด พวกเธอเล่าเรื่องราวของพวกเธอแล้วก็ร้องไห้ออกมา พี่ฉอดร้องไห้ตามไปด้วย แกบอกว่า “ฉันเกี่ยวอะไรกับพวกแกเนี่ย” และแกก็เช็ดน้ำตา ในขณะที่คนดูอย่างเราก็นั่งมองอยู่ ห่างจากจอประมาณหนึ่ง “กูนี่แหละ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกมึงเลยจริงๆ” ผมนึก และสักพักผมก็เช็ดน้ำตา เราเกี่ยวอะไรกัน

ครอบครัว สร้าง โอบอุ้ม และทำลาย

พวกเราไปเกี่ยวอะไรกับจิระอนันต์ถึงไปรู้สึกร่วมไปกับพวกเขาได้ ครอบครัวของผมไม่ใหญ่เท่าจิระอนันต์ แน่นอนว่าไม่ใกล้เคียงกับคำว่ารวย แต่เมื่อพวกเราลองนึกภาพครอบครัวนี้ให้ลดทรัพยากรลงบ้างทีละเล็กทีละน้อย อาจไม่มีทั้งซอย อาจไม่อยู่ด้วยกัน หรืออยู่กันเพียงสามคน และบางคนอาจตัดสินใจ (หรือไม่ได้ตัดสินใจ) ไม่มีครอบครัว เราต่างพบเจอความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเราเองซ่อนอยู่ในนั้น เดาไม่ยาก บางคนเคยรู้สึกรัก แต่ใคร่เป็นพิเศษกับญาติบางคน บางคนอิจฉาพี่น้อง อยากเห็นมันล้ม แต่พอมันล้ม คุณก็จะช่วยมัน บางคนสัญญากับลูกว่าจะเลิกเหล้าตอนเมา พอสร่างเมาก็ลืม บางคนอย่างเช่นภัสสร เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองไม่มีค่าก็ตอนที่พิธีกรรมและความเป็นทางการต่างๆ พากันเผยตัวออกมา

คุณสนิทกับคนคนหนึ่ง กอดคอด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่แล้ววันหนึ่งมันไปอยู่ห้องเด็กเรียนเก่ง ส่วนคุณอยู่ห้องเด็กห่วยๆ หรือคุณร่วมงานอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง วันหนึ่งพ่อมันตาย มันก็กลายเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่ ใส่สูททิ้งยีนส์ ส่วนคุณก็ยังเป็นลูกจ้างเขาอยู่เหมือนเดิม พวกคุณกอดคอกันไปร้านลาบร้านเดิมไม่ได้อีกต่อไป การเมือง เศรษฐกิจ สังคม อารมณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างนำพามันไปเช่นนั้น

อาจไม่ต่างอะไรจากประเสริฐกับภัสสร มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับเรื่องเพศและประเพณีของคนจีนโพ้นทะเล แต่มันเกิดขึ้นกับความเหลื่อมล้ำทุกประเภท กฏเกณฑ์ของสังคมและโลกสมัยใหม่ ฉีกคุณออกจากความรู้สึกที่คุณกำลังรู้สึกอยู่ และสั่งให้คุณรู้สึกกับทุกอย่างเสียใหม่ตามที่มันจะสั่งให้คุณรู้สึก ภัสสรรู้สึกว่าเธอเป็นเจ้าของโรงแรม แต่เอกสารกล่าวว่าไม่ใช่ พ่อของเธอที่ตายไปแล้ว บอกว่าไม่ใช่ เธอใจสลาย กระนั้นก็ตามไม่ได้หมายความว่าความผูกพันที่เธอมีต่อทั้งพี่และพ่อไม่มีอยู่จริง มันเคยเกิดขึ้น และเธอเสียใจไปจนถึงโมโหก็เพราะมันจริง ครอบครัวให้สิ่งเหล่านั้นกับเธอ ให้ทรัพยากรกับเธอมากพอที่เธอจะเป็นมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี และก็เป็นครอบครัวเองที่พรากมันไปจากเธอเช่นกัน ครอบครัวที่ให้กับครอบครัวที่พรากความเป็นมนุษย์ออกไปจากตัวเธอ เหลือเชื่อว่ามันคือครอบครัวเดียวกัน

แล้วสิ่งที่เขียนพินัยกรรมคืออากงคนนั้นที่วาดรูปทุกคนอย่างอ่อนโยนจริงหรือ? และสิ่งที่คีบก้ามปูให้ลูกชายเพียงเท่านั้น คืออาม่าคนนั้นที่กอดหลาน ปลอบประโลมที่เขาไม่ได้ยืนอยู่แถวหน้าของงานศพของอากง จริงหรือ? ความจริงทั้งหมดนี้อยู่ร่วมกันอย่างแปลกประหลาด ประหลาดเหมือนจิตใจของพวกเรา อันที่จริงมันไม่เคยตรงไปตรงมา คุณรู้ดี

โดยไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ครอบครัวมากนัก สิ่งที่เราเห็นผ่านละครเรื่องนี้คือการให้ความสำคัญกับความเข้มข้นของสายเลือด และการให้ความสำคัญกับผู้ชายในฐานะคนส่งต่อสายเลือดหรือสถาบันเหล่านั้นให้ยังคงเป็นชื่อเดิมได้ต่อไป ลูกชายของหลานคนโตกลายเป็นคนที่สำคัญกว่าลูกสาวของอากง ละครทำให้เห็นชัดขึ้นเมื่อประเสริฐตายทันทีหลังจากได้รับมรดก และความเข้มข้นของเลือดก็ต้องตกลงไปอยู่ที่ตั่วซุงแทบจะมากกว่าที่อาม่า เลือดที่ข้นที่สุด หรือคนที่มีโอกาสจะสืบทอดสายหลักของตระกูลให้ยืนยาวมั่นคงและถูกต้องที่สุด เป็นคนที่จะต้องได้รับทรัพยากรส่วนใหญ่ที่สุดของสายเลือดไป และในขณะที่ความจริงแบบสถาบันเช่นนี้ก่อตัว ความเป็นคนก็จึงจืดจางลงไป ความจริงตรงหน้าก็จืดจางลงไป ภัสสรไม่สำคัญอะไรเลย พี่น้องจะมองหน้ากันติดหรือไม่ สายเลือดมันไม่ได้สนใจ แต่ตัวมันเองต้องคงอยู่

ที่ผมตั้งคำถามว่าอากงกับอาม่าที่ทำอะไรที่ดูไม่ยุติธรรมเช่นนั้น ได้ทำมันลงไปจริงๆ หรือไม่ เพราะผมสงสัยว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ใช่ตัวพวกเขา หรือตัวตนของคนแก่ๆ สองคนที่เรารู้จักในละคร ที่ใช้ชีวิตร่วมสมัยกับพวกเรา ที่น่าจะรักลูก หรืออย่างน้อยประเมินลูกจากการทำงาน แต่มันอาจเป็นผีของบรรพบุรุษที่ยังคงกำกับสิ่งสู่อยู่ในชีวิตของพวกเขา คนเชื้อสายจีนแบบในละครคงให้ความสำคัญกับสายเลือดมากกว่าบุคคล เขาคงมองเห็นสายเลือดของตัวเองไหลเวียนอยู่บนโลกได้ยาวนานกว่าตัวเขาหรือลูกหลานคนใด ตัวเขาเป็นเพียงพาหะของเลือดข้นที่เก่าแก่เหล่านั้น เขาจึงต้องใช้ชีวิตเหมือนเป็นร่างทรงของเลือดตัวเอง ครึ่งหนึ่งใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน อีกครึ่งหนึ่งยังต้องทำงานให้กับสายเลือดเมื่อไม่รู้กี่พันปีที่แล้ว

“จะถามอะไรมาก มันเป็นประเพณี”

อาม่า เหมือนกับว่าจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันมาได้อย่างสงบนิ่งและยาวนานที่สุด แต่ใช่ว่าตัวแกไม่รู้สึกอะไรเลยกับคำสั่งของสายเลือด ในขณะที่แกเดินมาบอกภัสสรว่าให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แกเดินมาพร้อมกับสองสถานะอย่างน้อย คือแม่ที่มาปลอบประโลมลูก และลูกสะใภ้ที่มาพูดในนามของผีบรรพบุรุษแห่งสายเลือดบ้านหลัก (หรืออาจจะมีอีกด้วยเช่นในฐานะผู้หญิงด้วยกันในธรรมเนียมแบบนี้) แกพูดทั้งสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือไหวไหมลูก ให้แม่อยู่ด้วยไหม และอีกอย่างก็คือ เธอเป็นเพียงคนนอกไปแล้ว จงจำนนในฐานะนั้น และเธอไม่มีประโยชน์อะไรต่อสายเลือดของพวกเราอีกต่อไป ทั้งสองอย่างนี้ เป็นจริงไปพร้อมๆ กัน

หากคิดเช่นนี้ การที่ภัสสรอุตส่าห์ได้เพียงเงินจำนวนเท่านั้นและตำแหน่งงานสูงเท่านั้นก็ช่างมากโขแล้ว ยังไม่ถึงกับเป็นส้วมหน้าบ้าน แต่กลายเป็นการที่คนในครอบครัวช่วยกันโกงผีบรรพบุรุษมาให้ภัสสรซึ่งไม่ได้สามารถสืบสกุลของบรรพบุรุษได้อีกต่อไป อันที่จริงแล้วภัสสรไม่มีค่าอะไรต้องใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เราต่างลืมไปแล้วว่าอาม่าก็มาจากครอบครัวอื่น และอันที่จริงภัสสรก็เป็นภรรยาของครอบครัวอื่น บทบาทที่ถูกต้องของเธอคือการไปเป็นครอบครัวของสามี ฐานคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเลือด หลักการ ความเป็นสถาบัน ต้องการที่จะข้น ความเป็นคนจึงต้องยอมจางลงไป เลือดในอุปมาแบบนี้ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของชีวิตคนอีกต่อไป หากแต่คนแต่ละคนต่างหาก ที่กลายเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของสายเลือดให้ไหลยาวต่อไปได้อีกหลายศตวรรษ

ไม่มีใครรู้ว่ามันจะอยากไหลยาวต่อไปเพื่ออะไร ไม่มีใครเข้าใจอุดมการณ์ของสายเลือด หรือแม้กระทั่งสายน้ำ แต่พวกเราล้วนแต่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน

ความเป็นอื่นในความใกล้ชิด เราไม่เคยรู้จักแม่ของเราตอนที่เขาอายุเท่าเรา

ผมมีรูปหมาของตัวเองอยู่ในโทรศัพท์มากกว่ารูปญาติ อันที่จริง ผมไม่มีรูปญาติอยู่ในโทรศัพท์เลยทั้งที่พวกเรามีเลือดร่วมกัน ในขณะที่แน่นอนว่าผมไม่มีเลือดร่วมกับหมาเลยแม้แต่น้อย ผมเคยตั้งข้อสังเกตอยู่บ่อยครั้งว่ากับหลายๆ คนในครอบครัว นอกจากเราจะเป็นครอบครัวเดียวกันที่ให้อั่งเปากัน กินข้าวด้วยกัน ซื้อของฝากให้กัน และเซ็นค้ำประกันให้กัน รวมทั้งไหว้อากงคนเดียวกันแล้ว ผมยังไม่รู้เลยว่าชีวิตของผมเองจะมีโอกาสรู้จักคนพวกนี้ได้อย่างไรจากที่อื่น นักบัญชี ข้าราชการ วิศวกร เด็กเรียนดีแข่งโอลิมปิก หรือเสนาธิการทหาร ชีวิตผมไม่มีเรื่องจะต้องไปสนิทชิดเชื้อกับคนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แต่พวกเขาเป็นญาติของผมเอง และเรารู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราต้องพร้อมเป็นธุระให้กัน ทั้งที่อาจพูดได้ว่าเราแทบไม่รู้จักกันเลย

ตอนที่ประเสริฐเข้าไปทักเมธให้กลับมาทำงาน ทำไมต้องเป็นจังหวะนั้นในห้องน้ำ?

เราเคยสังเกตหรือไม่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวคาดเดายากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ทั้งที่เราคิดว่าเรารู้จักมันดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่าวันไหนคนในครอบครัวจะถามเราว่าเราเป็นเกย์หรือเปล่า จะรู้ได้อย่างไรว่าจังหวะไหนที่พ่อจะครึ้มอกครึ้มใจหยิบเงินออกมาให้ใช้ แล้วทำไมต้องเป็นจังหวะนั้นที่ประเสริฐคุยกับเมธเรื่องงาน ผมรู้สึกว่าการเขียนบทครอบครัวแบบนี้เป็นการใช้ใจเขียนมากๆ คือมันไม่มีที่มาที่ไป แต่มันต้องเคยรู้สึกกับตัวเองว่าบางบรรยากาศจะนำพาไปสู่บางบทสนทนาที่สืบหาที่มาที่ไปแทบจะไม่ได้เลยในครอบครัว ในขณะที่เวลาที่เราไปทำงานข้างนอก แทบทุกที่จะมีวาระการประชุม แต่ในครอบครัวไม่เคยมี และทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ แต่ดำเนินไปได้อย่างคาดเดาไม่ได้ ภายใต้ความใกล้ชิดนี้มีความเป็นอื่นตัวใหญ่ตีคู่มาด้วยเสมอ อาจเป็นเพราะสิ่งที่เกี่ยวพันเราเอาไว้ด้วยกันนั้นไม่ใช่เพียงตัวเรา แต่เป็นอุดมการณ์ของสายเลือดที่เราไม่อาจเข้าใจ

ผมอยากเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง ที่บ้านผมจะมีถ้วยรางวัลแข่งกอล์ฟอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งในอัลบั้มรูปเก่าจะมีแม่ของผมทำทรงผมฟูๆ สวยๆ แต่งชุดนางงาม หรือชุดสวยงามต่างๆ เยอะแยะ พวกเขาไปเที่ยวกันมาหลายที่ ผ่านกันมาหลายอย่างอย่างที่ผมไม่เคยรู้ ผมเพิ่งเรียนรู้ไม่นานมานี้ผ่านการสำรวจข้าวของในบ้านใหม่อีกครั้งว่า พ่อแม่ของผมที่ผมรู้จัก เป็นคนละคนกับคนที่เคยสะสมของและอยู่ในรูปภาพเหล่านั้น คนสองคนที่ผมรู้จัก เป็นตัวตนของ “พ่อ” และ “แม่” แบบที่พวกเขาใช้เมื่อมีผมเกิดขึ้นมาแล้วเท่านั้น แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาเป็นใคร ยากเหลือเกินที่จะคาดเดา

ในทางกลับกัน หากพวกเราที่กำลังอ่านอยู่นี้มีใครต้องเป็นพ่อหรือแม่คนในสักวัน เราเองจะยังเป็นเราแบบนี้อยู่หรือไม่? หรือหากคุณเป็นพ่อหรือแม่อยู่แล้ว คุณจะกลายเป็นอากง-อาม่าแบบไหน? และเมื่อคุณกลายไปแล้ว ตัวตนเดิมๆ ของคุณจะยังทำงานในร่างพ่อแม่หรืออากงอาม่าของคุณอยู่ไหม อย่างไร… ยากเกินจะคาดเดา ญาติของเราเองที่ให้ความชิดเชื้อกับเราในรูปแบบหนึ่ง เราได้รู้จักเขาอย่างไร เขาบนโต๊ะอาหาร และเขาในกูเกิ้ลเป็นคนเดียวกันจริงหรือ ลึกลับเกินจะจินตนาการ เป็นไปได้ว่าหากคุณเป็นนักท่องอวกาศ คุณอาจจะรู้จักอวกาศมากกว่าครอบครัวของตัวเอง

ส่งท้าย

สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นกับละครเรื่องนี้มากที่สุดอาจไม่ใช่การสืบสวนหาตัวคนฆ่าประเสริฐ ใครสักคนที่ฆ่าเขาก็คงอยู่ในเทคนิคการละครที่เข้าใจได้ ก่อนตายอากงพูดขึ้นมาว่าไม่น่าพาผู้หญิงคนนั้น (ที่เราต่างก็ยังไม่เห็น) เข้าบ้านเลย พูดกับเมธ เมธหายไป หรือตัวละครตัวอื่นๆ กับการปูเรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าใครจะโผล่ออกมา หรือประเสริฐจะฆ่าตัวตาย ทุกอย่างดูจะเข้าใจได้เมื่อมันเฉลยออกมาแล้ว แต่สิ่งที่ผมตื่นเต้นมากกว่าคือ ละครเรื่องนี้จะพาผมไปรู้จักกับความสัมพันธ์ของครอบครัวของตัวผมเองได้มากอีกขึ้นเท่าไร เลือดจากตัวละครที่ไม่มีอยู่จริง จะสะเทือนถึงเลือดในตัวเราได้มากเท่าไร ผมตื่นเต้นว่านอกจากจะพบว่ากบ ทรงสิทธิ์ เหมือนกับตั่วแปะของผมขนาดไหนแล้ว ผมจะพบกับใคร พบกับอะไร ในความสัมพันธ์ทุกความสัมพันธ์ในชีวิตของผมอีก

ขอบคุณเลือดข้นคนจาง ที่เอาเรื่องของพวกเรามาเล่าให้พวกเราฟัง 

“ฉันเกี่ยวอะไรกับแกเนี่ย”

นักเขียน : วริศ ลิขิตอนุสรณ์ / varisli.mail@gmail.com

Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

รีวิว Marvel Experience Thailand ศูนย์รวมซูเปอร์ฮีโร่ในไทย เจาะทุกซอกที่ห้ามพลาด

Interview

Advertisement
Connect
Newsletter Signup