Connect with us

Subscribe

Life

พื้นที่ไร้เขตแดนของมนุษย์และสัตว์ป่า

เรื่อง : นัตตา เผ่าจินดามุข

คุณจะทำอย่างไร หากเช้าวันหนึ่งคุณตื่นขึ้นมา และพบว่ามีช้างป่า 30 ตัว อยู่ในสวนหลังบ้าน ?

หากคุณอาศัยอยู่ในตัวเมืองที่รายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต คงจะจินตนาการไม่ออกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ใครบางคนไม่อาจข่มตานอนหลับได้ เนื่องจากสวนหลังบ้านของพวกเขากลายเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ อันไร้ซึ่งเขตแดนระหว่าง ‘เพื่อนบ้านต่างสายพันธุ์’

‘มนุษย์’ เป็นเพียง 1 ใน 8 ล้านกว่าสายพันธุ์จากสิ่งมีชีวิตทั่วโลก แน่นอนว่าเราต่างอยู่ร่วมชายคากับอีกหลายสายพันธุ์ไม่เว้นแม้แต่ในบ้าน ออฟฟิศ หรือสวนสาธารณะที่คุณมักตื่นมาวิ่งในตอนเช้า 

อย่างไรก็ตาม การอยู่ร่วมกันของมนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์อย่าง แมว สุนัข หรือสัตว์ที่ไม่มีภัย ก็ดูจะไม่มีปัญหาใดๆ แต่หากบ้านของคุณอยู่ใกล้พื้นที่ป่าเพียงไม่กี่ก้าว สิ่งที่คุณต้องเผชิญอาจไม่ใช่นกน้อยที่คอยร้องเพลงปลุกคุณในยามเช้า แต่เป็นช้างป่าที่หิวโหย เสือเจ้าป่า หรือเจ้าหมียักษ์ที่มาคุ้ยถังขยะหน้าบ้าน

และคุณในฐานะ ‘เจ้าของบ้าน’ ก็คงจะไม่ปลื้มเท่าไรนัก เพราะการเข้ามาเยือนของเพื่อนบ้านต่างสายพันธุ์ อาจไม่ได้น่าเอ็นดูเหมือนอย่างในคลิปสัตว์โลกน่ารักที่โลกโซเชียลฯ ต่างเรียกว่า ‘น้องงง’ และแชร์ต่อกันหลายพันวิว 

แต่กลับนำมาซึ่งความหวาดกลัว และความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย ปัญหา ‘ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า’ หรือที่เรียกว่า Human-Wildlife Conflict (HWC) กำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายชุมชนทั่วโลกกำลังเผชิญ เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของมนุษย์ กลับไปทับซ้อนกับพื้นที่ของสัตว์ป่า โดยปัญหามีตั้งแต่ลิงบาบูนในประเทศนามิเบีย เข้าบุกรุกพื้นที่ปศุสัตว์ และทำร้ายลูกวัวที่เลี้ยงในฟาร์ม เสือโคร่งในรัสเซียที่สร้างความหวาดระแวงต่อชาวบ้านในพื้นที่ 

ไม่เว้นแม้แต่ช้างป่าในประเทศไทยที่ชอบออกหากินตามไร่สับปะรดของชาวบ้าน แม้ปัญหาจะมีหลากหลาย แต่บทสรุปของการปะทะแทบจะไม่ต่างกันสักเท่าไร เพราะมักจบลงด้วย ‘การสูญเสีย’ ไม่ว่าจะเป็นสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม สูญเสียทรัพย์สิน ไปจนถึงสูญเสียสิ่งที่นำกลับคืนมาไม่ได้อย่าง ‘ชีวิต ของทั้งมนุษย์และสัตว์ป่า

ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่า เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นยุคอารยธรรม จากอียิปต์โบราณ ไปจนถึงตะวันออกอย่างจีน และทางฝั่งอารยธรรมกรีก โดยหลักฐานความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรในทวีปเอเชียได้ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสตกาล

เมื่อเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ อารยธรรมของมนุษย์ได้เริ่มพัฒนาและขยายตัวเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนไปทับซ้อนกับพื้นที่ของสัตว์ป่ามากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายต่างสายพันธุ์จึงเพิ่มขึ้นทวีคูณจนแทบจะเป็นกราฟดิ่งขึ้นปีต่อปีเลยทีเดียว

ปัญหานี้ดูท่าทางจะไม่ลดลงง่ายๆ เนื่องจากในปัจจุบัน โลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการคาดคะเนว่าอาจแตะถึง 8-10 พันล้านคนในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ผลที่ตามมาคือ เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้น การพัฒนาพื้นที่ย่อมขยับขยายและเติบโตขึ้น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ได้คือ ‘ขนาด’ ของโลกเราที่ยังคงอยู่ ณ จุดเดิม ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสิบปี ร้อยปี หรือล้านปี เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในที่สุด พื้นที่ของมนุษย์และสัตว์ป่าอาจทับซ้อนกันจนไม่เหลือที่ว่างเลยก็เป็นได้ 

บุกรุก หรือ ทวงคืน? เสียงสะท้อนของเหล่าสรรพสัตว์

หากมองเพียงผิวเผิน เหล่าสัตว์ป่าดูจะเป็น ‘ตัวร้าย’ สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หากมองตามหลักเหตุผล แท้จริงแล้วมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องที่ทำให้สัตว์ป่าออกมาประชิดขอบป่า และปะทะกับคนในชุมชนมากขึ้น 

จากงานวิจัยหลายชิ้นของต่างประเทศ ได้แบ่งปัจจัยหลักเป็นสองปัจจัย โดยอิงตามข้อมูลจากประวัติศาสตร์ และการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่า โดยปัจจัยแรกได้แก่ ‘พื้นที่ทับซ้อนในอดีต’ กล่าวคือ พื้นที่ทำกินของมนุษย์ เคยเป็นพื้นที่หากินของเหล่าสัตว์ป่ามาก่อน ดังนั้นเหล่าสัตว์ทั้งหลายจึงเคยชินกับพฤติกรรมเดิมๆ ในการออกหากินตามพื้นที่แถบเดิม ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และปัจจัยที่สองคือ พฤติกรรมของสัตว์ป่าที่ถูกดึงดูดจาก ‘บุฟเฟต์ฟรี’ ซึ่งเป็นพืชผักผลไม้ต่างๆ ของชุมชน ที่ส่วนมากจะเป็นพืชที่ให้พลังงานสูง เนื่องจากอาหารในป่ามีไม่เพียงพอสำหรับประทังชีวิต 

อย่างไรก็ตาม แต่ละต้นตอของปัจจัยที่เกิดขึ้นต่างมีเหตุผลของมัน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทั้งมนุษย์และสัตว์ป่าเอง ก็มีจุดประสงค์ในการใช้พื้นที่ร่วมกันคือ ‘เพื่อดำรงชีวิต’

เสียงสะท้อนจากชุมชน…

“มันเหมือนฝันร้ายที่เป็นจริง และความกลัวกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของเรา”

ชุมชนหลายแห่งจากทั่วทุกมุมโลกพูดเป็นเสียงเดียวกันหลังจากได้เผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อทุกเช้า สิ่งแรกที่นึกถึงคือ “วันนี้เรือกสวนไร่นาที่เป็นรายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะเสียหายไปกี่ไร่ และใครจะเป็นผู้เคราะห์ร้ายรายถัดไปจากปัญหาการแย่งชิงพื้นที่ครั้งนี้?”

ไม่มีใครอยากเปลี่ยน ‘บ้าน’ เป็น ‘สนามรบ’ แต่ทางเลือกของเหล่าชาวบ้านและสัตว์ป่ามีไม่มากนัก เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ปะทะเฉพาะหน้าขึ้น สิ่งแรกที่ต้องปกป้องมากกว่าสิ่งอื่นใดคือ ‘ชีวิต’ ของตัวเราและบุคคลที่รัก ในท้ายที่สุดแล้ว แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดการสูญเสียขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากปัญหานี้ยังไม่ถูกดำเนินการแก้ไข

ปัญหาดังกล่าว ดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอตัวสำหรับทั้งชาวบ้านและสัตว์ป่า ในขณะเดียวกัน ระเบิดเวลาการดำรงอยู่ของเหล่าสรรพสัตว์ก็กำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ องค์การสหประชาชาติได้เผยรายงานว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยระบุว่าพืชและสัตว์กว่า 1 ล้านสายพันธุ์กำลังตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ในทางเดียวกัน หากปัญหาความขัดแย้งที่ทำลายความสันติระหว่างสองสายพันธุ์ยังไม่ถูกเร่งแก้ไข เราอาจขาดแรงสนับสนุนจาก ‘ชุมชน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ก็เป็นได้

แล้วเราจะแก้ไขปัญหาที่ละเอียดอ่อนราวเส้นด้ายอันแสนบอบบางนี้ได้อย่างไร?

“หรือท้ายที่สุดแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องอพยพจากบ้านหลังนี้ไป”

ถ้าโจทย์ตั้งต้นคือการลดความสูญเสียให้เหลือศูนย์ วิธีการแรกที่หลายคนนึกถึงก็คือ ‘การย้ายถิ่นที่อยู่’ จากข้อมูลของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาระหว่างมนุษย์และช้างป่าจากประเทศอื่นๆ อาทิ ประเทศศรีลังกา แต่ผลปรากฏว่าช้างที่ถูกเคลื่อนย้ายในที่สุดแล้วจะเดินกลับมายังถิ่นที่อยู่เดิม เนื่องจากช้างจะสามารถจำแหล่งหาอาหารของมันได้ ส่วนทางประเทศมาเลเซียได้แก้ปัญหาโดยใช้วิธีแบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์คือ การแก้ปัญหาโดยวิธีดังกล่าวกลับนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น เกิดปัญหากับชุมชนที่อาศัยใกล้ชายป่า

ข้อมูลของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเสนอแนะเพิ่มเติมว่า วิธีดังกล่าวใช่ว่าจะไม่ได้ผลเสียทีเดียว เนื่องจากพฤติกรรมช้างแต่ละประเภทจะต่างกัน เช่น ช้างบางกลุ่มชอบเดินสำรวจหาอาหารเป็นวงกว้าง หากช้างกลุ่มนี้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่อื่น สุดท้ายแล้วก็จะเดินกลับมาที่เดิม หรือเดินออกนอกพื้นที่ป่าและเข้าไปรบกวนชาวบ้านที่อาศัยในแถบนั้น ในขณะเดียวกัน ช้างบางกลุ่มชอบหากินอยู่กับที่ หากเราจับช้างกลุ่มนี้ไปไว้ยังพื้นที่ป่าอื่นที่ไม่ประชิดกับชุมชนมากนัก อาจเห็นผลสำเร็จก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อเราสามารถติดตามและศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่าแต่ละประเภทได้พอสมควร โดยไม่ใช่เฉพาะพฤติกรรมของช้างเท่านั้น แต่เป็นสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ด้วย ในปัจจุบัน นอกจากการศึกษาโดยใช้การสำรวจร่องรอยแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยี ‘การติดปลอกคอ’ ที่จะส่งสัญญาณระบุพิกัด ณ ปัจจุบันของสัตว์ป่ามาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินสำรวจออกหากิน และอาณาเขตที่ออกหากินอีกด้วย โดยการติดปลอกคอนี้ ได้นำไปใช้แล้วในประเทศไทยสำหรับการศึกษาพฤติกรรมช้างป่า เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนเมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเสี่ยงของการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าคือ อาจใช้ระยะเวลานาน และมีความอันตรายต่อทั้งทีมงานที่เคลื่อนย้าย และสภาพร่างกายของสัตว์ป่า โดยจำเป็นที่จะต้องใช้ทีมสัตวแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก อีกทั้งการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่าไม่สามารถทำในระยะเวลาอันรวดเร็ว และอาจเคลื่อนย้ายได้ครั้งละไม่กี่ตัว

‘รั้วธรรมชาติแบ่งเขตสัตว์ป่า กับการสร้างรายได้แก่ชุมชน’

ในบางกรณี วิธีการแก้ไขปัญหาระหว่างคนและสัตว์ป่าอาจเป็นเรื่องง่ายดายจนหลายคนนึกไม่ถึง ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ

หากสิ่งที่คุณไม่ชอบ หรือรู้สึกเป็นภัยมาอยู่ตรงหน้า คุณคงรู้สึกไม่อยากเข้าไปใกล้พื้นที่นั้น ในหลายประเทศใช้วิธีที่คาดไม่ถึงอย่างการปลูกพริก (Chili) เพื่อแบ่งเขตระหว่างสัตว์ป่าและชุมชน เนื่องจากสัตว์ป่าหลายชนิดจะไม่ชอบพริก นอกจากนี้ การปลูกพริกและพืชอื่นๆ ที่สามารถกันสัตว์ป่าออกจากพื้นที่ ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกด้วย วิธีดังกล่าวถือว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะสามารถแบ่งเขตพื้นที่ได้โดยไม่สร้างอันตรายให้สัตว์ป่า และชาวบ้านยังได้ประโยชน์จากการปลูกพืชเศรษฐกิจ

นอกจากการปลูกพริกแล้ว ในประเทศแอฟริกา ยังใช้รังผึ้งเป็นแนวป้องกันช้างป่า เนื่องจากงานวิจัยได้สำรวจแล้วว่าช้างแอฟริกาจะรู้สึกว่าผึ้งเป็นภัยต่อตัวมันเอง โดยจากการที่นักวิจัยทางฝั่งแอฟริการณรงค์ให้เกษตรกรและชาวบ้านแขวนรังผึ้งเพื่อกันช้างออกจากพื้นที่เขต ได้ผลลัพธ์คือสำเร็จกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ในประเทศไทยได้ทดลองใช้รังผึ้งในพื้นที่แก่งหางแมว โดยน้ำผึ้งและการเพาะพันธุ์ผึ้งยังสามารถสร้างรายได้ให้ชาวบ้านใกล้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ถึง 100,000 บาทต่อปีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้การปลูกพริกและการแขวนรังผึ้ง ดูจะเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ทั้งง่าย และชาวบ้านได้ประโยชน์ แต่วิธีการดังกล่าวอาจใช้ได้แค่บางพื้นที่ และใช้ได้กับสัตว์บางชนิดเท่านั้น พร้อมกันนี้ พืชหรือสัตว์จำพวกแมลงที่เอามาใช้เป็นรั้วธรรมชาติ อาจได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับชนิดและประเภท เช่น ผึ้งแอฟริกาอาจใช้ไล่ช้างป่าได้ แต่ผึ้งเอเชียอาจมีประสิทธิภาพในการไล่ช้างได้น้อยกว่า

‘ร้านบุฟเฟต์กลางป่าลึก’

อีกหนึ่งวิธีที่ยังเป็นที่ถกเถียงอยู่ว่าได้ผลหรือไม่ คือการย้ายแหล่งอาหารเข้าไปอยู่ข้างในป่าที่ลึกขึ้น เนื่องจากหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สัตว์ป่าออกมานอกเขตอนุรักษ์ มักมาจากการที่พืชผลการเกษตรของชาวบ้าน เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า 

เมื่อปัญหาคือแหล่งอาหารอันโอชะอยู่นอกพื้นที่เขตป่า การสร้างแหล่งอาหารแห่งใหม่ให้อยู่ในป่าลึกมากขึ้นก็อาจเพียงพอที่จะทำให้เหล่าสัตว์ป่าไม่ออกมาหากินนอกพื้นที่

แม้จะฟังดูง่าย แต่ความจริงแล้วการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำได้ในเร็ววัน เหตุผลแรกคือ การสร้างแหล่งอาหารนั้นจำเป็นต้องเข้าไปยังพื้นที่ป่าที่ลึกพอ และเหตุผลประการที่สองคือ การจะให้สัตว์ป่าคุ้นเคยกับแหล่งอาหารใหม่อาจต้องใช้เวลา นอกจากนี้ จะเห็นผลสำเร็จหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมสัตว์แต่ละประเภทในการออกหากินอีกด้วย เพราะสัตว์ป่าบางชนิดอาจคุ้นชินกับการออกหาอาหารตามแหล่งเดิม และอาจใช้ไม่ได้กับสัตว์นักล่า เช่น เสือโคร่ง

แม้ทั้ง 3 วิธีแก้ไข อาจยังไม่สามารถปรับใช้ได้ในบางพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่และนักวิจัยเองยังคงเร่งหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าให้ได้เร็วที่สุด เนื่องจากหากยังปล่อยปัญหาทิ้งไว้โดยไร้การแก้ไข ผลกระทบอาจลามเป็นวงกว้าง จนถึงขั้นที่คนในชุมชนมีอคติกับสัตว์ป่า และเกิดการสูญเสียทั้งคน รวมถึงสัตว์มากขึ้น จนไม่สามารถนำสันติสุขกลับมายังพื้นที่ซึ่งเคยเป็น ‘บ้าน’ ของทั้งสองสายพันธุ์ ได้อีกตลอดไป

อ้างอิง
– Anand, Shaurabh & Radhakrishna, Sindhu. (2017).
Investigating trends in human-wildlife conflict: Is conflict escalation real or imagined?. Journal of Asia-Pacific Biodiversity. 10. 10.101/j.japb.2017.02.003. 
– Guthrie RD. 2005.
The Nature of Paleolithic Art. Chicago, IL: Univ. Chicago Press
Human–Wildlife Conflict and Coexistence. Philip J. Nyhus. Annual Review of Environment and Resources 2016 41:1, 143-171 
Human-wildlife conflict. Retrieved
– Makindi, S. (2019, April 29).
Community lessons on how humans and wildlife can co-exist.
– Makindi, Stanley & Mutinda, Mark & K. W. Olekaikai, Nicholas & Olelebo, Wilson & A. Aboud, Abdillahi. (2014).
Human-Wildlife Conflicts: Causes and Mitigation Measures in Tsavo Conservation Area, Kenya. International Journal of Science and Research (IJSR). 3. 1025. 
– PBS News. (2018, February 11).
เตรียมเสนอ ‘พวาโมเดล’ แก้ปัญหาช้างป่าหากินนอกพื้นที่.
ปัญหาความขัดแย้ง คน-ช้างป่า กับโจทย์ ‘การอยู่ร่วมกัน อย่างยั่งยืน’

Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup