Connect with us

Subscribe

Life

เพราะมนุษย์คือสัตว์สังคม เราจึงอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน

เรื่อง : สุธามาส ทวินันท์ 

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยสภาพธรรมชาติจะต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่นๆ ติดต่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระตามลำพังแต่ผู้เดียวได้ การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมจึงเกิดขึ้น”

คำกล่าวของอริสโตเติลเมื่อหลายร้อยปีก่อนคริสตกาลนั้น หากมองเทียบดูกับพฤติกรรมการอยู่อาศัยร่วมกันของมนุษย์ตั้งแต่ในอดีตไล่มาจนถึงปัจจุบัน ก็ดูจะไม่ผิดนักกับแนวคิดที่ว่ามนุษย์คือ ‘สัตว์สังคม’

นานมาแล้วที่มนุษย์รู้จักการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เราอาจจะรู้จักมาตั้งแต่ยังไม่ได้วิวัฒนาการเป็นสัตว์ชั้นสูงแล้วก็ได้ เพราะการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสังคมนั้นก็เพื่อพึ่งพาอาศัยกันและกันในการดำรงชีพ ในทางสังคมวิทยาถือว่ามนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับสังคม มนุษย์กับสังคมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ออก เพราะการอยู่อาศัยรวมตัวกันนั้นเป็นการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองจากด้านที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน มาเป็นด้านที่เป็นมนุษย์

ในทางตรงกันข้าม โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobes) จอห์น ล็อค (John Locke) และ ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) มีความเห็นตรงกันว่าในอดีตนั้นมนุษย์ไม่ได้รวมตัวกันเป็นสังคม หากแต่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และเนื่องจากสภาพความชั่วร้าย ความยุ่งยาก การเพิ่มจำนวนของมนุษย์ ตลอดจนการพัฒนาอารยธรรม จำเป็นให้มนุษย์ต้องละทิ้งธรรมชาติ และหันมาสัญญากันด้วยความสมัครใจที่จะอยู่รวมกันในสังคม โดยมุ่งหวังที่จะได้รับความคุ้มครองและประโยชน์สุขเป็นการตอบแทน แนวคิดนี้เรียกว่า ‘ทฤษฎีสัญญาประชาคม’ (Social Contract Theories of Society)

ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่รวมกันแต่แรกหรือมาอยู่รวมกันในช่วงหลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์เริ่มอยู่กันเป็นสังคม เราไม่ใช่แค่นอนตามป่าตามถ้ำเหมือนในอดีต เรามองหาที่อยู่อาศัยโดยเริ่มพิจารณาปัจจัยอื่นนอกจากเรื่องของความปลอดภัยหรือใกล้แหล่งอาหาร แต่เราพิจารณาสารพัดสิ่งอย่างสำหรับการตั้งถิ่นฐานดำรงชีวิต

ปัจจัยแรกที่เรามองหาเลยคือปัจจัยทางกายภาพตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ แหล่งน้ำ และแหล่งปลอดภัย ปัจจัยถัดมาเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นภาษา ศาสนา และการเมือง สุดท้ายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจโดยคำนึงจากการประกอบอาชีพเป็นหลัก เช่น หากทำเกษตรกรรมก็อาจจะพิจารณาเรื่องแหล่งน้ำ พื้นที่เพาะปลูก แต่ถ้าทำการค้าขายก็อาจพิจารณาที่ตั้งใกล้ตลาดหรือถนนหนทาง

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 17 ปัจจัยของการเลือกตั้งถิ่นฐานจะอาศัยสถานที่ที่เอื้อต่อการเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ใกล้แม่น้ำหรือพื้นที่ลุ่มทำการเพาะปลูก แต่ยุคต่อมาเราจะอาศัยผสมผสานระหว่างการเกษตรกับความสะดวกในการคมนาคมขนส่ง จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผู้คนเริ่มอพยพ หลั่งไหลเข้ามาสู่พื้นที่เมืองมากขึ้น ทำให้เมืองเริ่มขยายตัวเรื่อยมาจนทำให้ประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเป็นส่วนใหญ่ และความเจริญก็ค่อยๆ ขยายเมืองให้ใหญ่ออกไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ในปัจจุบัน 54 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง จากสมัยก่อนที่คนอยู่กระจัดกระจายกันตามพื้นที่เกษตรกรรม ตอนนี้เราอยู่ในเมืองกันครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลก ดังนั้นความคิดในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในปัจจุบัน จึงแตกต่างจากในอดีตที่พิจารณาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ มาเป็นการพิจารณาว่าในที่ใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชนบทหรือเมือง หากสามารถประกอบอาชีพได้ มนุษย์จะไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ ณ ที่นั้น หรือไกลกว่านั้นคือแม้แต่ที่อันห่างไกล หากปลอดภัยและสามารถประกอบอาชีพได้ ผู้คนก็พร้อมจะทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนไปลงหลักปักฐานยังประเทศนั้น

“..เหตุใดพวกอิตาเลียนถึงต้องอพยพมาตั้งกองกันอยู่หลังทางด่วนในย่านนอร์ทเอนด์? ทำไมคนดำถึงอยู่ในย่านร็อกซ์เบอร์รี ส่วนพวกยิวอยู่แถบเชลซี? กฎเกณฑ์อันใดทำให้ย่านต่างๆ ของบอสตันกลายเป็นค่ายอพยพที่แยกเด็ดขาดจากกัน ทั้งละม้ายคล้ายคลึงกัน และทั้งดึงดูดคนเชื้อชาติเดียวกัน ดูราวกับว่าใครบางคนเอาแผนที่ของเมืองมากาง แล้วหลับตาจิ้มลงไป ระบายสีวาดให้เกิดย่านต่างๆ ของ ‘คนดำ’, ‘ยิว’, ‘ไอริช’, ‘ย่านนักศึกษา’, ‘จีน’ และอื่นๆ…”

ตอนหนึ่งจากหนังสือ Soft City ว่าด้วยเมืองบอสตัน เขียนโดย J. Raban สะท้อนให้เห็นการอยู่อาศัยของผู้คนแบบแบ่งแยกชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาติพันธุ์กลุ่มไหน ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดย่านดังกล่าวในดินแดนที่ไม่ใช่ประเทศต้นกำเนิดของตัวเองก็คือ การย้ายถิ่น (Migration) อันเป็นผลให้มีย่านตามเชื้อชาติ มีชุมชมตามศาสนากระจายอยู่ทุกหัวมุมเมืองทั่วโลก จนบางครั้งความหลากหลายนั้นก็ก่อร่างสร้างตัวเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมขึ้นมาในที่สุด

การย้ายถิ่น จุด Start ของความหลากหลาย

การย้ายถิ่นนับเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร นอกเหนือจากการเกิดและการตาย หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของโลกนั้น การย้ายถิ่นมีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในยุคหินเก่าที่มีการดำรงชีวิตแบบสังคมเร่ร่อน มนุษย์ก็เคลื่อนย้ายแรงงานไปแสวงหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า แม้กระทั่งในยุคโบราณที่เป็นยุคต้นของอารยธรรมในบางส่วนของโลกที่ผู้คนเริ่มอพยพไปอยู่ในลุ่มแม่น้ำต่างๆ และสร้างระบบเมืองขึ้นมา จนกระทั่งยุคจักรวรรดิที่มีการก่อตั้งราชวงศ์ มีการกำหนดเขตดินแดนปกครองชัดเจน จนนำมาสู่การแบ่งอาณาเขตและพรมแดนที่แน่นอนในนามว่า ‘ประเทศ’ การย้ายถิ่นของแรงงานยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปการย้ายถิ่นในประเทศ และการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ

ในรายงานของ UN ปี 2017 ชี้ว่ามีผู้ย้ายถิ่นระหว่างประเทศถึง 258 ล้านคน หรือทุก 1 ใน 30 คนของประชากรโลกจะเป็นผู้ย้ายถิ่น โดยอินเดียเป็นประเทศที่มีการย้ายถิ่นฐานมากที่สุด (17 ล้านคน) ตามมาด้วยเม็กซิโก (13 ล้านคน) รัสเซีย(11 ล้านคน), จีน (10 ล้านคน), บังกลาเทศ (7 ล้านคน), ซีเรีย (7 ล้านคน) ปากีสถานและยูเครน (6 ล้านคน)

สำหรับประเทศปลายทางที่มีผู้ย้ายถิ่นไปมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย เยอรมนี รัสเซีย ตามด้วยสหราชอาณาจักร ซึ่งไทยเองก็ติดอันดับ Top 20 ของประเทศปลายทางการอพยพเช่นกัน

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงย่านตามเชื้อชาติที่ขยายตัวใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นอินเดียและจีน ทั้งคนจีนและคนอินเดียได้อพยพไปอยู่ในประเทศต่างๆ มานานนับหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว นับตั้งแต่เริ่มมีการค้าขายผ่านทางเรือ และมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ จนก่อเกิดเป็นย่าน China Town และ Little India ย่านสำคัญที่กระจายอยู่แทบทุกหัวเมืองใหญ่ทั่วโลกในปัจจุบัน

ในโลกนี้มีคนจีนอาศัยอยู่ในประเทศอื่นๆ มากถึง 50 ล้านคน แต่เดิมจีนเริ่มอพยพออกจากบ้านเกิดไปหาโอกาสในการสร้างงาน สร้างอาชีพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สงครามอินโดจีนและความไม่แน่นอนต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ทำให้ชาวจีนเริ่มหาจุดหมายใหม่ๆ เมื่อทศวรรษ 1950 ชาวจีนเริ่มไปไกลถึงญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และแอฟริกา ซึ่งประเทศที่มีชาวจีนและเชื้อชาติจีนอาศัยอยู่มากที่สุดก็คือประเทศไทยเรานี่เอง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของประชากรไทยทั้งหมด รองลงมาคือประเทศมาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา

ส่วนคนอินเดียก็ย้ายถิ่นกระจายไปตามภูมิภาคทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเช่นกัน โดยมีกระทรวง Ministry of Oversea Indian Affairs เพื่อดูแลคนอินเดียนอกประเทศโดยเฉพาะ ประเทศที่มีคนอินเดียอพยพไปอยู่มากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และพม่า

สำหรับบ้านเรา ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ นั้น ก็มักจะเลือกอยู่ในทำเลที่มีคนชาติเดียวกันอาศัยอยู่ เพราะแต่ละชาติก็มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน เอาแค่เฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เดียวก็มีชุมชนต่างเชื้อชาติและชุมชนโบราณที่เป็นเอกลักษณ์มากกว่า 19 ชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนญี่ปุ่นจากย่านสุขุมวิท, ชุมชนอินเดีย (พราหมณ์/ฮินดู/ซิกข์) จากย่านพาหุรัด/สีลม/วังบูรพา, ชุมชนเกาหลีจากย่าน Korean Town, ชุมชนมอญบางกระดี่, ชุมชนลาวจากย่านธนบุรี, ชุมชนชาวจีนจากย่านสำเพ็งและเยาวราช, ชุมชนมุสลิมบ้านครัวจากเขตปทุมวันและเขตราชเทวี, ชุมชนเวียดนามจากย่านบางซื่อ, ชุมชนเขมรจากย่านสามเสน, ชุมชนตะวันตก อาทิ ชุมชนบางรัก ชุมชนกุฎีจีนและย่านบางรัก (โปรตุเกส/เยอรมนี/อิตาลี) จากย่านธนบุรี (โปรตุเกส/มอญ/ญวน) เป็นต้น

เรื่องดีของการมีชุมชนที่หลากหลายทำให้เราได้เห็นอีกวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งแบบไม่ได้รู้สึกว่าห่างไกลหลายพันไมล์ แต่แค่นั่งรถไปไม่ไกลก็สามารถสัมผัสวัฒนธรรมเหล่านั้นได้ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เป็นโอกาสที่ดีที่ช่วยให้เปิดโลกกว้างและเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ที่ประชากรในพื้นที่ต่างๆ มีความใกล้ชิดกันในทุกๆ ด้าน แต่การอยู่รวมกันเป็นชุมชนตามเชื้อชาติยังไม่ใกล้เกินมากพอที่เราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้

Avatar
Written By

เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน หลุดลูปการศึกษาที่ทั้งฆ่า ทั้งทำร้ายเรา

Interview

กิ๊ก-กรณิศ ตันอังสนากุล ผลิตภัณฑ์ที่ Green ที่สุด คือการไม่ผลิตอะไรเลย

Interview

โฮโม เซเปียนส์ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่

Life

แอปฯ หาคู่แท้ที่แปรเปลี่ยนเป็นหาคู่นอน

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup