ถ้า 41 ล้านแรกไม่ได้มาจากความนิยมในตัวร็อคสตาร์ “ตูน บอดี้สแลม” 
 
41 ล้านนี้ก็น่าจะได้มาจากความกล้าที่จะก้าวเพื่อความเปลี่ยนแปลง ของ "อาทิวราห์ คงมาลัย" ในการออกวิ่งครั้งนี้
 
โครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ จากเบตงถึงแม่สาย รวมระยะทางรวม 2,191 กิโลเมตร ภายในเวลา 55 วัน ที่มีเป้าหมายเป็นยอดบริจาค 700 ล้านบาท
 
ทั้งตัวโครงการทั้งตัวคนวิ่งน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองดู
 
โดยเฉพาะการ “ออกไปวิ่ง”   
 
เผื่อจะได้มีโอกาสไปร่วมก้าวคนละก้าวกับพี่ตูน และผองเพื่อนบนถนนสายเดียวกันบ้าง
 
แต่จู่ๆ ถ้าจะให้อยู่ดีๆ เกิดฮึด โดดจากเตียง ทิ้งสมาร์ทโฟน แล้วออกไปวิ่งยาวๆ แบบพี่ตูนเขาเลย ก็ออกจะ “ห้าว” เกินไปหน่อย เพราะตามทฤษฏีการใช้แรงของนักวิ่งคนเราจะใช้แรงเต็มที่ของตัวเองได้เฉลี่ยคนละไม่เกิน 8 นาทีเท่านั้น
 
...ที่เหลือ ภาษานักวิ่งเขาเรียก “ชนกำแพง” และอาจต้องหามขึ้นรถพยาบาลก่อนระยะเวลาอันควร  
 
เห็นอย่างนี้แล้ว เราอยากให้คุณลองมารู้จัก 7 เรื่อง เกี่ยวกับการวิ่งกันก่อนที่พี่ตูนจะวิ่งผ่านประตูบ้าน 
 
1.เหนือมาราธอนยังมีอัลตร้า
การวิ่งกว่าสองพันกิโลเมตร ของตูนนั้น ในหมู่นักวิ่งระยะไกลรู้จักการวิ่งในลักษณะนี้ว่า อัลตร้ามาราธอน (Ultra-marathon) ก็คือ การวิ่งที่มีระยะเกินมาราธอน ตั้งแต่ 50 ไปจนถึง หลายร้อยกิโลเมตร ภูมิประเทศก็มีตั้งแต่ทางถนนธรรมดาไปจนถึงบุกป่าฝ่าหิมะ! 
 
เมื่อ 1 รอบมาราธอน คือ การวิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตร การวิ่งสองพันกิโลจึงไม่ต่างจากการวิ่งมาราธอน 52 รอบ ใน 55 วัน ดังนั้น ความพร้อมของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่นึกอยากจะวิ่งระยะไกลขนาดนี้ก็ลุกขึ้นมาวิ่งได้เลย 
 
 
2.กฎของไมโล ยังใช้ได้ผลเสมอ 
“กฎของไมโล” ที่โด่งดังติดปาก “สายวิ่ง” มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง รัก 7 ปีดี 7 หน ยังคงใช้ได้ผลเสมอ ไมโล หรือชื่อเต็มๆ ไมโล ออฟ ครอตัน (Milo of Croton) นักมวยปล้ำชื่อดังของกรีก อันเป็นเจ้าของทฤษฎีการเพิ่มความหนักในการฝึก (Progressive Overload) ที่ใช้ง่าย และถูกหลักทฤษฎีการออกกำลังกายทุกประการ โดยสะระสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ ค่อยๆ กระตุ้นกล้ามเนื้อให้รับรู้ถึงพฤติกรรมการใช้ร่างกายที่เปลี่ยนไป เพิ่มความหนัก หรือปริมาณการใช้งานอย่างเหมาะสมค่อยเป็นค่อยไปจนกระทั่งกลายเป็นความคุ้นชินของร่างกาย 
 
3.ก่อนจะวิ่งได้ต้องเดินให้เป็น 
มีคำพูดที่ถูกส่งต่อกันมาระหว่างนักอยากวิ่งที่จะเริ่มต้นก็คือ “เดินได้ก็วิ่งได้” แน่นอนว่า เรื่องนี้ฟังดูง่าย แต่เวลาทำจริงๆ นั้นไม่ค่อยง่ายสักเท่าไหร่ เพราะธรรมชาติของร่างกายคนเราแม้จะสามารถเปลี่ยนแปลง หรือพลิกแพลงร่างกายให้เหมาะสมกับการใช้งานราวกับสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก แต่ร่างกายก็ต้องการเวลาในการปรับตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับ “ต้นทุน” ร่างกายที่มีแต่เดิมของแต่ละคน
 
เราคงไม่คิดว่า จะให้คนที่ไม่เคยวิ่งครบรอบสนามบอล 1 รอบ มาวิ่งได้เท่ากับอดีตนักกีฬาโรงเรียนใช่ไหม การวิ่งจึงต้องเริ่มจากการเดินก่อนเพื่อให้ร่างกายของบรรดานักอยากวิ่งเตรียมพร้อมในการฝึกต่อไปในอนาคต หลังจากที่ร่างกายเริ่มคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง นั่นแหละ คือเวลาที่คุณพร้อมจะวิ่งแล้ว 
 
4.ยืดเหยียด (เครื่องหมายไม่เท่ากับ) เสียเวลา
คุณอยากวิ่งคุณก็ออกไปวิ่งสิ ใจเย็น อย่าเพิ่งกล้าหาญชาญชัยแบบนั้น ในระยะหลังที่มีการผลักดัน “นักวิ่งหน้าใหม่” ลงสู่สนามเยอะขึ้น เราก็จะสังเกตได้ว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับการวิ่งก็มีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการยืดเหยียดร่างกายก่อนออกวิ่ง 
 
แน่นอน ถ้าในชีวิตประจำวันคุณเป็นคนเล่นกีฬามาก่อนคุณจะเข้าใจคำว่า “วอร์มอัพ” และ “คูลดาวน์” อยู่แล้ว แต่สำหรับมือใหม่อยากวิ่ง หรือมือใหม่หัดออกกำลังกาย เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด เพราะการวอร์ม หรืออบอุ่นร่างกายจะทำให้กล้ามเนื้อพร้อมรับกับการใช้งานในลักษณะต่างๆ รวมไปถึงความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบาดเจ็บได้ ในทางกลับกัน การคูลดาวน์ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังสิ้นสุดการออกกำลังกายก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย
 
ดังนั้น การเสียสละเวลา 15 นาทีก่อน และหลังออกกำลังกายใส่ใจร่างกายตัวเองก็จะช่วยให้เราสามารถสนุกกับการใช้แรงทำนองนี้ไปได้อีกนานๆ 
 
 
5.แผนการเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ 
“รู้เขารู้เรา - รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” วลีอมตะที่ยังคงใช้ได้เสมอ เรื่องของการออกกำลังการ และการวิ่งก็อยู่ในข่ายความคิดเหล่านี้เหมือนกัน เพราะการวิ่งระยะไกลไม่ใช่การที่เราออกวิ่งตั้งแต่ก้าวแรกจากจุดสตาร์ทเพื่อให้ไปถึงเส้นชัยในตอนสุดท้าย แต่การวิ่งระยะไกลคือการ “วางแผนร่างกาย” ในการใช้แรงในทุกฝีก้าว เพื่อให้ไปถึงยังจุดหมาย ไม่ว่าเส้นชัยของเราจะอยู่ที่ 1 กิโลเมตร หรือ 100 กิโลเมตร ล้วนต้องผ่านกระบวนการ “คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ” ทั้งนั้น ตั้งแต่ จะวิ่งแบบไหน ใช้แรงยังไง ทางเป็นแบบไหน การลงขาทำอย่างไร เหวี่ยงแขนเท่าไหร่ ต้องเตรียมน้ำไปด้วยไหม หรือแม้กระทั่งจังหวะหายใจ ก็ตาม เพราะทุกอย่างล้วนเป็นตัวกำหนดสภาพร่างกายของเราหลังจบการวิ่งทั้งสิ้นว่าจะจบแบบไหน
 
6.วิ่งให้จบ หรือจบตอนวิ่ง
ในมุมมองของนักกีฬา ทุกคนต่างล้วนหวังว่าจะทำผลงานได้ดี อย่างนักวิ่งเอง การใช้เวลาน้อยลง วิ่งได้เร็วขึ้น ย่อมถือเป็นความมุ่งหวังของหลายๆ คนหลังเข้าเส้นชัยอยู่แล้ว มันไม่ต่างจากตอนจบของหนังสักเรื่อง แต่ถ้าหวังผลเลิศโดยที่ไม่มองเรื่องความพร้อมของร่างกายที่สั่งสมมาก่อนลงสนามแล้วล่ะก็ เชื่อเถอะว่า “ซ้อมมาอย่างไร ก็วิ่งได้อย่างนั้น” และตอนจบสำหรับนักวิ่งที่มักได้ยินได้ฟังอยู่เสมอก็คือ “วิ่งให้จบ” หรือ “วิ่งให้เจ็บ” โดยเฉพาะวันที่เรามีทฤษฎี และเทคโนโลยีมาช่วยในการพัฒนาการวิ่งของเรามากมาย แต่ความจริงประการหนึ่งที่อยู่คู่กับการแข่งขันเสมอก็คือ “การพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง” ที่กลายเป็นทั้งแรงขับเชิงศักยภาพ และความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ จนถึงวันนี้ บนลู่วิ่งนั้นก็ยังมีนักวิ่ง และนักอยากวิ่งอีกจำนวนไม่น้อยที่ “วิ่งชนกำแพง” เพราะการไม่รู้จักประเมินขีดจำกัดของร่างกายจนนำไปสู่อาการบาดเจ็บ และเลิกวิ่งไปในที่สุด
 
7.เริ่มให้สนุก จบให้สุด
เมื่อเริ่มวิ่ง เราอาจรู้สึกว่ามันเป็นความทรมาน โดยเฉพาะในนักวิ่งระยะไกล ที่นักวิ่งระดับโลกหลายคนเคยเปรียบมาราธอนเอาไว้ไม่ต่างกับ “ฑัณฑ์ทรมานคือทางเลือก” เพราะมันคือการสะสมร่างกาย เตรียมความพร้อมให้กับการก้าวผ่านถนนตรงหน้าไปจนกว่าจะถึงเส้นชัย หรือใกล้กว่านั้น ใครหลายคนอาจจะรู้สึกว่า เมื่อวิ่งไปได้สักระยะหนึ่งจะเริ่ม “เสพติด” อย่างไรก็ตาม ทุกอย่าง ทุกวิธีการ และทางเลือกล้วนขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย และข้อจำกัดที่มีอยู่ของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือ “ทัศนคติ” 
 
มุมมองที่ดีก็จะนำไปสู่การวิ่งที่ดีด้วย เหมือนกับรอยยิ้มของนักวิ่งหน้าใหม่ และความภูมิใจของขาแรง จะสถิติของนักวิ่งแนวหน้า หรือภาพเซลฟี่จากนักวิ่งแนวหลัง นั่นก็คือการบรรลุเป้าประสงค์ที่ตัวเองวางไว้ และจุดหมายปลายทางก็อยู่ที่ “ความสุข” ทั้งนั้น   
 
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับใครที่อยากจะออกไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวในครั้งนี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องของระยะทางที่ตัวเราจะวิ่งได้ แต่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับระยะวิ่งในเป้าหมายของเรา อุปกรณ์เป็นเรื่องรอง ถ้าความสนุกมีมากพอ    
 
เพียงเท่านี้ คุณก็พร้อมที่จะออกไปวิ่งกับซุป'ตาร์สายร็อคคนนี้แล้วล่ะ