หลังจากที่ Thor Ragnarok เข้าฉายได้ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 แล้วทำรายได้สูงถึง 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท(ยังไม่ปิดการขาย) กลายเป็นหนังทำรายได้ที่ติดท็อปเท็นของปี 2017
 
แต่ประเด็นคือ หลังจากที่จักรวาลมาร์เวลปัจจุบันเริ่มก่อตัวขึ้นมานับตั้งแต่ Iron Man ในปี 2008 หนังจากมาร์เวล ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ที่ทำรายได้สูงสุดก็คือ Marvel's The Avengers ที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 1,518 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(ประมาณ 51,600 ล้านบาท) จัดเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงตลอดกาลอันดับ 5 ของเว็บไซต์ Box Office Mojo
 
คำถามคือ จักรวาลของซูเปอร์มาร์เวลจะกินเวลาไปอีกกี้ปี และจะทำเงินให้มาร์เวลเท่าไหร่?
 
 
เปิดตัวละคร (ลับ?) ของ ‘จักรวาลมาร์เวล’ ที่อาจทำให้การรวบรวมอินฟินิตี้สโตน ต้องรอต่อไปอีกอนันต์
 
มหากาพย์การแย่งชิงอินฟินิตี้ สโตนส์ (The Infinity Stones) ทั้ง 6 ที่ดำเนินเรื่องราวมาอย่างยาวนาน โดยมีเวทีหลักเป็นหนังแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Iron Man, Captain America, Thor และ The Avengers จนถึงตอนนี้ความเข้มข้นของเรื่องอยู่ในช่วงเฟสที่สาม ซึ่งทางมาร์เวลเองได้มาประกาศว่าจะเป็นเฟสสุดท้าย โดยมหาสงครามครั้งนี้อาจจบลงในอีกสองปีข้างหน้า นั่นคือปี 2019 ตามกำหนดเข้าฉายของ Avengers: Infinity War ภาค 1 และ 2 ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่สมดุลย์แห่งจักรวาลจะกลับคืนมา
 
 
แต่เดี๋ยวก่อน !! ศึกครั้งนี้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของจักรวาลมาร์เวลก็เป็นได้ เพราะตัวละคร (ลับ) ที่แฝงพลานุภาพสูงสุด อยู่เหนือทุกสิ่งแม้กระทั่งพลังของ The Infinity Stones และจักรวาลมาร์เวลอันกว้างใหญ่
 
ว่าแต่ว่า ตัวละครลับที่ว่านั้น คืออะไร?
 
ย้อนไปจุดกำเนิดของจักรวาลมาร์เวล (Marvel Cinematic Universe) หลายคนอาจยึดการเข้าฉายของ Iron Man (2008) ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลมาร์เวลในโลกภาพยนตร์ จากการปรากฎตัวของ นิค ฟิวรี่ ผู้อำนวยการหน่วย S.H.I.E.L.D. ในฉากท้ายเครดิต เพื่อเชื่อมโยงไปยัง The Incredible Hulk (2008) ต่อเนื่องจนถึง Captain America: The First Avenger (2011) และปรากฎชัดเจนในปีต่อมาเมื่อ Marvel's The Avengers (2012) ได้ออกสู่สายตาประชาชน
 
แต่แท้จริงแล้วจักรวาลมาร์เวล ได้ก่อตัวขึ้นก่อนหน้านั้นนานหลายปี
 
 
ถ้ายังจำกันได้เหล่าฮีโร่ของมาร์เวลในอดีตได้กระจายตัวกันกอบกู้โลกในจักรวาลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสไปดี้ ที่มีทั้งเวอร์ชันแชม ไรมี่ เป็นผู้กำกับสามภาค เวอร์ชัน The Amazing Spider-Man ในปี 2012 และ 2014 ยักษ์เขียว The Hulk ก็ไม่ต่างกัน ต้องเปลี่ยนบุคลิกตามใจสตูดิโอและผู้กำกับจนบางทีอาจจะไบโพล่าร์ยิ่งกว่าการแปลงร่างของ บรูซ แบนเนอร์ เป็น ฮัลค์ เสียอีก  
 
ที่เป็นเช่นนี้เพราะช่วงนั้นสถานการณ์ทางการเงินของมาร์เวลยังไม่ดีนัก จำเป็นต้องขายลิขสิทธิ์ตัวละครหลัก ๆ ให้กับสตูดิโอต่าง ๆ เอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งบางเรื่องก็สร้างมาได้น่าพอใจ ทั้งด้านรายได้และการเคารพตัวละครดั้งเดิมของฮีโร่มาร์เวล แต่ส่วนใหญ่หนังซุเปอร์ฮีโร่ที่สร้างมาจะออกมาในทางตรงกันข้ามมากกว่า แน่นอนในมุมมองของผู้ให้กำเนิดฮีโร่อย่างมาร์เวล และเหล่าผู้บริหารแฟนบอย ยอมไม่ได้ที่ตัวละครที่สร้างมากับมือต้องถูกปู้ยี่ปู้ยำจะแทบไม่เป็นผู้เป็นคน (จริง ๆ ก็เหมือนไม่ใช่มนุษย์กันอยู่แล้วทั้งนั้น) แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะปัญหาการกอบกู้ชื่อเสียงของยอดมนุษย์ติดอยู่สองอย่าง
 
นั่นคือ ลิขสิทธิ์ตัวละคร และ เงินทุน
 
ในปี 2005 แผนการสร้างจักรวาลของมาร์เวลจึงถูกร่างขึ้น โดยในจักรวาลนั้นตัวละครในเรื่องจะเชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเรื่องเดียวกัน ซึ่งทางมาร์เวลจะเป็นทั้งผู้สร้างและจัดจำหน่ายด้วยตัวเองเพื่อประกันความพึงพอใจ แผนการครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้เงินทุนจากการกู้ยืมจำนวน 525 ล้านเหรียญจากเมอร์ริล ลินช์ เพื่อสร้างภาพยนตร์ต่อเนื่องกันหลายเรื่องเป็นแฟรนไชส์ที่มีผลในการช่วยลดความเสี่ยงทางด้านงบประมาณการผลิตได้
 
จนในปี 2008 โลกภาพยนตร์ก็ได้รู้จักกับโทนี่ สตาร์ค The Avengers คนแรกที่มาพร้อมชุดเกราะเหล็กเหาะได้สีแดงทอง 
 
การเปิดตัวที่สวยงามของ Iron Man (2008) ทั้งคำชม 94% จาก Rotten Tomatoes และรายได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญจากทุนสร้างเพียง 140 ล้านเหรียญ ทำให้มาร์เวล สามารถสานต่อจักรวาลกับ The Incredible Hulk (2008) ได้อย่างสวยงาม ซึ่งความสำเร็จอันหอมหวานนี้ อยู่ในสายตาที่เฝ้ามองของยักษ์ใหญ่ที่เห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ของมาร์เวล นั่นคือ ดิสนีย์ นั่นเอง
 
 
ยักษ์ใหญ่ที่จะมาเป็นตัวละคร (ลับ) เพื่อระเบิดบิกแบงจักรวาลมาร์เวลให้ขยายตัวออกไปอย่างไม่มีสิ้นสุด
 
 
ลองนึกเล่น ๆ ว่าถ้ามีเงิน 4 พันล้านเหรียญจะเอาไปทำอะไร 
 
เงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท ที่ต่อให้ใช้วันละ 1 ล้านบาท ชั่วชีวิตหนึ่งก็ใช้ไม่หมดนี้ คือจำนวนเงินที่ยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ใช้ซื้อ มาร์เวล เอนเตอร์เทนเมนท์ ในปี 2009 
 
การเข้ามาของดิสนีย์ทำให้มาร์เวลไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทุนในการสร้างหนังอีกต่อไป สามารถร่างโครงสร้างจักรวาลยาวไกลต่อเนื่องเป็นสิบปีจากเฟสหนึ่งไปจนถึงเฟสสาม ที่สำคัญการหนุนหลังของดิสนีย์ เพิ่มความห้าวให้มาร์เวลเปิดมหกรรมการดึงลิขสิทธ์ตัวละคร และการจัดจำหน่ายกลับสู่อ้อมอกผู้ให้กำเนิด ซึ่งสนุกไม่แพ้การเรียกรวมทีมของ The Avengers ทำให้จากตอนนี้มาร์เวลได้ลิขสิทธิ์ตัวละครกลับมาในมือมากกว่า 8,000 ตัว จาก 5,000 ตัวในปี 2009 รวมถึงสไปดี้ ที่แม้จะยังโยงใยอยู่ตึกโซนี่ แต่ขาข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าทีม The Avengers ภายใต้สัญญาร่วมกันระหว่างมมาร์เวลกับโซนี่ อีกทั้งถ้าหากการเจรจาขอซื้อ 21st Century Fox ของดิสนีย์เป็นผลสำเร็จ เราอาจได้ยอดมนุษย์อย่าง X-Men และ the Fantastic Four มาเสริมทัพ The Avengers ให้แข็งแกร่งขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นได้
 
แล้วดิสนีย์ได้อะไรจากการลงทุนมหาศาลในครั้งนี้
 
1. รายได้โดยตรงจากการจัดจำหน่ายภาพยนตร์จักรวาลมาร์เวล 
หนังแฟรนไชส์มาร์เวลจำนวน 17 เรื่องใช้เวลาเพียง 9 ปี ในการขึ้นครองบัลลังก์หนังแฟรนไชส์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลที่ 13 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาท มากกว่าของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขปีล่าสุดถึง 3 เท่า ทิ้งห่างอันดับสองอย่าง Harry Potter กว่า 5 พันล้านเหรียญ ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พร้อมกับการขยายตัวของจักรวาลมาร์เวล ที่มีแผนจะปล่อยหนังอีกอย่างน้อย 7 เรื่องจนถึงปี 2020 
 
2. รายได้จากสวนสนุกและ Theme Park 
จริงอยู่ที่ธุรกิจสตูดิโอโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังฮีโร่ของมาร์เวลจะปั๊มเงินให้กับบริษัทแม่อย่างดิสนีย์เป็นกอบเป็นกำ แต่ฮีโร่ตัวจริงที่สร้างรายได้ให้กับดิสนีย์กลับไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีรายได้ถล่มทลายระดับพันล้าน หรือภาพยนตร์ล่าสุดอย่าง Thor: Ragnarok (2017) ที่ล่าสุดกวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้ว 650 ล้านเหรียญ แต่กลับเป็นธุรกิจมีเดียเน็ทเวิร์ค และ ธุรกิจสวนสนุก ต่างหาก 
 
การมีคาเร็กเตอร์ของมาร์เวลมากกว่า 8,000 ตัวในมือ เหมือนเป็นขุมทรัพย์ที่ใช้ยังไงก็ไม่มีวันหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Theme Park เครื่องเล่นต่าง ๆ และของที่พรีเมียมที่ระลึกต่าง ๆ มาร์เวลจึงเป็นอีกหนึ่ง Forever Franchise เหมือนกับ Star Wars ที่ดิสนีย์ได้มาในปี 2012 จากการซื้อ Lucasfilm ราคา 4.05 พันล้านเหรียญ ซึ่งมาร์เวลถือเป็นแม่เหล็กชั้นดีอันหนึ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนปราสาทดิสนีย์ทั้ง 6 แห่งทั่วโลก 
 
3. รายได้จากการรีแบรนด์ของดิสนีย์
ที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าของดิสนีย์จะเป็นเด็กผู้หญิงมากกว่าครึ่ง (ยกเว้นท่านผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน ไว้คนหนึ่ง) การที่มีฮีโร่แมน ๆ อย่างมาร์เวลมาเสริมทัพ ก็คือการดึงกลุ่มฐานแฟนบอยพวกเด็กผู้ชายให้เพิ่มมากขึ้นนั้นเอง 
 
การลงทุนจำนวน 4 พันล้านเหรียญในปี 2009 ทำให้ราคาหุ้นของดิสนีย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 26.02 เหรียญมายืนที่ราคา 104.95 เหรียญ หรือ 400% ในเวลาไม่ถึงสิบปี ส่งผลให้ปัจจุบันดิสนีย์มีมูลค่าตลาดถึง 161 พันล้านเหรียญ !!!
 
รายรับในปี 2016 อยู่ที่ 15 พันล้านเหรียญ แบ่งเป็น
7.7 พันล้านเหรียญ จากธุรกิจมีเดียเน็ทเวิร์ค คิดเป็น 23.69%
3.2 พันล้านเหรียญ จากธุรกิจสวนสนุกและรีสอร์ท คิดเป็น 16.97%
2.7 พันล้านเหรียญ จากธุรกิจสตูดิโอ คิดเป็น 9.44%
1.9 พันล้านเหรียญ จากธุรกิจผลิตภัณฑ์และอินเตอร์แอคทีฟอื่น ๆ คิดเป็น 5.53%
 
มองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการเติบโตอย่างต่อเนื่องของดิสนีย์นั้น กราฟชี้ขึ้นในปี 2009 ที่เข้าซื้อมาร์เวล แสดงว่าเงิน 4 พันล้านเหรียญที่ใช้นั้น ตอนนี้ให้ผลตอบแทนกลับดิสนีย์อย่างเกินคุ้ม 
 
 
4. รายได้จากวิดีโอสตรีมมิ่งที่กำลังมีสัดส่วนการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต 
แม้ปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายรับจากธุรกิจสตูดิโอจะไม่ถึง 10% ของรายรับทั้งหมดของดิสนีย์ แต่ก็มีการเติบโตขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับรายรับในธุรกิจสตูดิโอของปี 2015 ซึ่งเปรียบเทียบกับธุรกิจกลุ่มอื่น ๆ ที่โตรวมกันไม่ถึง 20% ธุรกิจสตูดิโอโดยเฉพาะวิดีโอสตรีมมิ่งจึงกำลังก้าวมามีบทบาทเป็นตัวทำเงินหลักของดิสนีย์ในอนาคต แทนธุรกิจมีเดียเน็ทเวิร์คที่แทบไม่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น
 
ไม่แปลกเพราะนั้นเป็นเทรนด์ของโลกที่เนื้อหากำลังย้ายแพลทฟอร์มไปสู่รูปแบบออนไลน์สตรีมมิ่งมากขึ้น และในปี 2019 ดิสนีย์มีแผนที่จะเรียกเหล่าฮีโร่คืนจาก Netfilx เพื่อรวมทีมยอดมนุษย์ในช่องทางสตรีมมิ่งของตัวเอง ไม่รวมถึงดีลกับ 21st Century Fox ที่มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ช่องสตรีมมิ่งของดิสนีย์แซงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ไม่ยาก
 
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง The Avengers, Iron Man, Caption America หรือ Spider Man ต้องประจำการรับใช้จักรวาลมาร์เวลกันต่อหลังจากเฟสสามจบลงในปี 2020 เพื่อแสดงพลานุภาพปกป้องจักรวาลมาร์เวลที่ขยายตัวต่อเนื่องสร้างภาคต่อเนื้อหาไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไปพร้อมกับโลกทุนนิยมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยดิสนีย์ตัวละครหลักของจักรวาลนี้ที่แท้จริง
 
ที่มา :