x

(1)
 
น่าแปลก
 
ทุกครั้งที่เปิดดูหนังสือแต่งบ้าน ผมมักคิดว่าบ้านที่เต็มไปด้วยหนังสือคือบ้านที่มีความอบอุ่นกว่าบ้านแบบอื่นเสมอ
 
ยิ่งเป็นบ้านที่มีหนังสือละลานตา เก็บไว้ไม่เป็นระเบียบ ตั้งกองสุมอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เหมือนบ้านของนักเขียน ไอริส เมอร์ด็อค จากภาพยนตร์เรื่อง Iris ที่แสนเศร้า
 
ครั้งหนึ่ง ผมเคยไปนอนในเบดแอนด์เบรคฟาสต์ที่เมืองเล็กๆ ตรงชายแดนระหว่างอังกฤษกับเวลส์ มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่แบ่งให้เช่า มีสวนแบบชนบทอังกฤษอยู่ข้างนอก ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ ทว่าอากาศยังเหน็บหนาว น้ำค้างจับอยู่ที่ใบหน้าในยามค่ำ แต่ภายในบ้านเป็นอีกแบบหนึ่ง
 
เมื่อถึงยามค่ำ สองสามีภรรยาชราที่เป็นเจ้าของบ้าน จะจุดเตาผิงที่ใช้ไม้ฟืน แล้วนั่งอยู่ด้วยกันเงียบๆ บนโซฟาในห้องห้องนั้น,
 
ห้องหนังสือ
 
ห้องนั้นเป็นห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือ ชั้นหนังสือเต็มสองฝั่ง มีโซฟาหนานุ่มน่าสบายตั้งอยู่ตัวหนึ่ง ใกล้ๆ กันคือวิงแชร์ที่โอบอุ้มคนนั่ง ทั้งคู่จะนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะต่างก็เตลิดหายไปในจินตนาการแห่งหน้ากระดาษ สู่โลกที่ไม่มีอยู่จริง
 
อากาศหนาว และเตาผิงก็ไม่ได้ทำให้อุ่นขึ้นมาได้สักเท่าไรในความรู้สึกของคนจากเมืองร้อนอย่างผม แต่น่าแปลก ที่บรรยากาศโดยรวมเมื่อถูกโอบล้อมด้วยหนังสือ กลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น
 
(2)
 
ที่บ้านอีกหลังในสกอตแลนด์ บนที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ในแถบกลั่นวิสกี้อย่างสเปย์ไซด์ ผมมีโอกาสไปนอนค้างอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง
 
บ้านหลังนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่ที่เก่าแก่ อายุหลายร้อยปี บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งซื้อมันมาบูรณะ และปรับปรุงให้กลายเป็นบ้านพักรับรองแขกจากแดนไกล นั่นเป็นเหตุผลที่ผมได้ไปค้างอ้างแรมที่นั่น
 
บ้านหลังนั้นมีเป็นสิบๆ ห้อง ตั้งแต่ห้องนอนที่ผมและคนอื่นๆ พัก ห้องอาหารใหญ่ที่มีโต๊ะไม้สีเข้มยาว เป็นห้องที่เราได้ดินเนอร์ กินอาหารพื้นเมืองอย่างแฮกกิส และทำพิธีสรรเสริญแฮกกิสก่อนกินตามขนบโบราณ รวมทั้งจิบวิสกี้เพียวๆ ให้หมดแก้ว มีห้องเปียโนสำหรับสังสรรค์หลังอาหาร พูดคุยกัน สูบซิการ์ จิบคอนญัค
 
แต่ห้องที่ผมชอบที่สุดในบ้านหลังนั้น ก็คือห้องหนังสือ
 
สกอตแลนด์ยิ่งเหน็บหนาวกว่าอังกฤษ ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้ภายนอกแทบไม่เหลือใบไม้อีก กิ่งก้านโกร๋น บรรยากาศเป็นสีเทาเซาซึม แต่เมื่ออยู่ในห้องนั้น – ห้องหนังสือ, ผมกลับเกิดความรู้สึกเดิมขึ้นมาอีกครั้ง
 
มันคือความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาด
 
อบอุ่นและคุ้นเคย
 
(3)
 
เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเนวาดาในอเมริกา ได้จับมือกันเผยผลการสำรวจประเทศที่เป็น ‘หนอนหนังสือ’ มากที่สุดในโลก พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว ประเทศที่คนมีหนังสืออยู่ในครอบครองมากที่สุดเรียงตามลำดับ คือ เอสโตเนีย, นอร์เวย์, เชค, เดนมาร์ก, รัสเซีย, เยอรมนี, ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ไอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, เบลเยียม, ชิลี, สิงคโปร์ และตุรกี
 
สำหรับเอสโตเนียแล้ว แต่ละบ้านจะมีหนังสือโดยเฉลี่ยมากถึง 218 เล่ม ในขณะที่อันดับสุดท้ายคือตุรกี จะมีหนังสือโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 27 เล่ม จึงไม่ต้องพูดถึงว่า ประเทศที่อยู่ในอันดับต่ำกว่านี้ แต่ละบ้านจะมีหนังสือน้อยขนาดไหน
 
ผลการสำรวจนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Social Science Research เป็นการสำรวจในคนอายุ 25 ถึง 65 ปี จาก 31 ประเทศทั่วโลก โดยถามว่าตอนที่แต่ละคนมีอายุ 16 ปีนั้น มีหนังสืออยู่ในบ้านกี่เล่ม
 
รายงานนี้ไม่ได้มีแต่จำนวนหนังสือเท่านั้น แต่ยังวิเคราะห์ลึกลงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหนังสือกับมิติอื่นๆ ในชีวิตอีกด้วย เช่น พบว่าคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ว่าเติบโตมาโดยมีหนังสือน้อยกว่า จะมีระดับของความรู้ในการอ่านและเขียน (Literacy) มากพอๆ กับคนที่เลิกเรียนในระบบตั้งแต่ 9 ขวบ แต่ตอนเติบโตเป็นวัยรุ่นอยู่ในบ้านที่มีหนังสือเยอะ
 
การมีความรู้หรือทักษะในการอ่านและเขียนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันคือทักษะแห่งการสื่อสาร เราจะซึมซับรับรู้ข้อมูลเข้ามาในตัวอย่างไร กลั่นกรองและบอกเล่าความคิด ความรู้สึกของเราออกไปภายนอกอย่างไร ล้วนต้องอาศัยความสามารถในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นมากกว่าแค่การอ่านหรือเขียนหนังสือเท่านั้น ทว่ามันคือการ ‘อ่านโลก’ ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจในตัวผู้อื่นและสังคมรอบตัวมากขึ้นด้วย
 
ก่อนหน้านี้ เคยมีการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปาดัวในอิตาลี ที่ศึกษาคน 6,000 คน ในประเทศแถบยุโรป 9 ประเทศ ได้ข้อสรุปว่า เด็กๆ ที่เข้าถึงหนังสือได้ เมื่อเติบโตขึ้นปรากฏว่ามีรายได้มากกว่าคนที่มีหนังสือแวดล้อมรอบตัวน้อยกว่า ซึ่งก็มีข้อถกเถียงว่า เป็นเพราะเด็กที่เข้าถึงหนังสือได้เป็นเด็กที่มี ‘โอกาส’ อื่นๆ มากกว่าเด็กที่ไม่มีหนังสือจะอ่านหรือเปล่า แต่ก็มีทฤษฎีอื่นที่อธิบายปรากฏการณ์นี้อยู่เหมือนกัน เช่น การคุ้นเคยกับการอ่านจะเพิ่มพูนสมรรถภาพในการเรียนที่โรงเรียน เพราะทำให้เป็นคนที่รอบรู้กว่าคนอื่น จึงสามารถเชื่อมโยงความรู้จากแหล่งต่างๆ เข้าหากันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้ยากหากเติบโตพ้นวัยนี้ไปแล้ว
 
(4)
 
เหตุใดเมื่อเห็นหนังสือ ผมจึงรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย
 
บางทีอาจเป็นเพราะห้องหนังสือในบ้านหลังนั้น – บ้านแห่งวัยเยาว์
 
พ่อกับแม่ชอบอ่านหนังสือ ที่บ้านจึงมีหนังสือมากมายเป็นพันๆ เล่ม เหมือนเป็นจักรวาลขนาดใหญ่ให้กระโจนเข้าไปคลุกคลีด้วย การอ่านหนังสือเป็นวันๆ จนถูกแม่บ่นเพราะอ่านหนังสือมากเกินไปเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จนไม่น่าแปลกใจ
 
สำหรับผม การอ่านหนังสือไม่ใช่กิจกรรมศักดิ์สิทธิ์สูงส่งอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เป็นส่วนเล็กๆ ของการปล่อยให้ประสบการณ์ต่างๆ ได้ไหลผ่านโดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกเห็นแย้ง พยายามวิเคราะห์ หรือพยายามยัดเยียดความรู้ในหนังสือเข้าไปในตัวเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบอะไร
 
การอ่านคือความธรรมดาสามัญ
 
และน่าจะเป็นความธรรมดาสามัญนี่เอง ที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับห้องหนังสือ
 
ไม่ว่าจะเป็นห้องหนังสือที่ไหนในโลก