x

ภาพประกอบ: (ซ้าย) มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Ulet Ifansasti/Getty Images) และ ชวน หลีกภัย (Shutter Stock)
 
ชวน หลีกภัย หรือ “นายหัวชวน ลูกแม่ถ้วน” อดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ” ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองมือสะอาด แม้จะได้รับรายงานล่าช้าไปบ้าง แต่ก็ยังได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในภาคใต้ ที่ยังมีประชาชนบางส่วนพร้อมเลือกเสาไฟฟ้า (หรือกระทั่งนักการเมืองที่มีปัญหาภาพลักษณ์) เข้ามา หากเสาไฟฟ้าเหล่านี้พร้อมที่จะยกมือในสภาหนุนให้นายหัวชวนเป็นนายกฯ 
 
และเมื่อมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกฯ มาเลเซียได้กลับมานั่งตำแหน่งผู้นำอีกครั้งในวัย 92 ปี ก็ทำให้เกิดกระแสเทียบเคียง อยากให้นายหัวชวนกลับมาเป็นนายกฯ ไทยอีกรอบบ้าง เราจึงน่ามาย้อนรอยดูสถิติของนักการเมืองจอมเก๋าทั้งสองรายในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกันสักครั้ง
 
ทั้งนี้ นายหัวชวน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 วาระ วาระแรกจากปลายปี 1992 ถึง กลางปี 1995 และวาระที่สองจากปลายปี 1997 ถึง ต้นปี 2001 ซึ่งมหาเธอร์ยังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทั้งสองช่วง
 
การเติบโตทางเศรษฐกิจ
 
ตัวเลขสถิติจากธนาคารโลก ในการดำรงตำแหน่งวาระแรก ตัวเลขการเติบโตของ GDP 3 ปี (1993, 1994 และ 1995) นายหัวชวนได้ค่าเฉลี่ยที่ 8.122% ส่วนมหาเธร์ได้ค่าเฉลี่ย 9.645% 
 
มหาเธร์ชนะไป 1 ยก
 
ในวาระที่สองซึ่งทั้งสองประเทศต้องประสบกับวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” รัฐบาลของนายหัวชวนเลือกที่จะเดินตามแผนของ IMF แบบสุดตัว ขณะที่มหาเธร์เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองและปฏิเสธข้อเสนอการช่วยเหลือจาก IMF 
 
ตัวเลขการเติบโตของ GDP 3 ปี (1998, 1999 และ 2000) ของนายหัวชวนได้ค่าเฉลี่ยที่ 0.465% ส่วนมหาเธร์ได้ค่าเฉลี่ยที่ 2.546%
 
มหาเธร์ชนะไปอีก 1 ยก
 
ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น 
 
เทียบเคียงจากดัชนีมุมมองต่อปัญหาการทุจริต (CPI) ซึ่งจัดทำโดย Transparency Internaitonal 
 
ในวาระแรกที่นายหัวชวนเป็นนายกฯ มีสถิติเพียงปีเดียวคือปี 1995 ซึ่งเป็นปีแรกที่ Transparency International จัดทำดัชนี CPI ไทยคว้าอันดับที่ 34 ได้ไป 2.79 คะแนน ส่วนมาเลเซียคว้าอันดับที่ 23 ได้ไป 5.28 คะแนน (คะแนนยิ่งมากยิ่งแสดงให้เห็นว่ามีปัญหาคอรัปชั่นน้อยกว่า)
 
มหาเธร์ชนะไป 1 ยก
 
ในวาระที่สอง สถิติ 3 ปี (1998, 1999 และ 2000) ไทยคว้าอันดับ 61, 68 และ 60 ได้คะแนนเฉลี่ย 3.13 ส่วนมาเลเซียคว้าอันดับ 29, 32 และ 36 ได้คะแนนเฉลี่ย 5.07 
 
มหาเธร์ชนะไปอีก 1 ยก
 
เสรีภาพ
 
เทียบเคียงจากการสำรวจ Freedom in the World จัดทำโดย Freedom House เพื่อวัดระดับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนในประเทศต่างๆ ซึ่งแม้จะมีการเผยแพร่การสำรวจนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 แต่สถิติที่เข้าถึงได้บนอินเตอร์เน็ตเริ่มตั้งแต่ปี 1999 เท่านั้น และไม่มีสถิติในปี 2000 จึงสามารถเปรียบเทียบผลงานของสองผู้นำได้จากตัวเลขในปี 1999 เพียงปีเดียว
 
คะแนนของไทยในปีนี้ ถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “มีอิสระ” (Free) ได้คะแนนเสรีภาพที่ 2.5 (1 ดีที่สุด, 7 แย่ที่สุด) สิทธิพลเมือง 3 และ สิทธิทางการเมือง 2
 
ส่วนของมาเลเซียถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “มีอิสระบางส่วน” ได้คะแนนเสรีภาพ 5 สิทธิพลเมือง 5 และ สิทธิทางการเมือง 5
 
นายหัวชวนชนะ 1 ยก
 
หากดูจากผลงาน “ในอดีต” ด้านเศรษฐกิจ มหาเธร์ดูจะมีภาษีเหนือกว่านายหัวชวนค่อนข้างมาก ซึ่งเครดิตก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวมหาเธร์คนเดียวแต่อยู่ที่คณะทำงานของเขาด้วย ส่วนในด้านสิทธิเสรีภาพมาเลเซียได้ชื่อว่าเป็นเผด็จการอ่อนๆ มาแต่ไหนแต่ไร การเล่นงานฝ่ายตรงข้ามในสมัยของมหาเธร์ก็มีกรณีของ “อันวาร์ อิบราฮิม” ให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนไทยในสมัยที่นายหัวชวนเป็นนายกฯ ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพสูง แต่หากนายหัวชวนขึ้นมาเป็นนายกฯ อีกครั้งก็คงไม่มีใครกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าเขาจะพาประเทศกลับไปสู่ทิศทางดังกล่าว เพราะตัวเขาเองก็มีส่วนร่วมกับการ “เป่านกหวีด” เรียกร้องให้ประเทศ “ปฏิรูป” โดยไม่ผ่านกระบวนการประชาธิปไตยมาแล้ว