Connect with us

Subscribe

Life

“ตอนนี้ผมเป็นคนจนแล้ว” เรื่องของคนทำเบียร์แห่งเมืองนิกโก้

เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

เมื่อมีเวลา และอยากมองหาแรงกระตุ้นดีๆ ผู้เขียนก็คงเหมือนอีกหลายๆ คนที่มักจะนึกถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่โดยมวลรวมแล้วผู้คนไม่โฉ่งฉ่าง (ยกเว้นตอนดื่มสาเกหรือเบียร์จนได้ที่) และมีบรรยากาศโดยรวมสงบต่อใจ จนเพียงพอต่อการพักผ่อน ล่าสุดเมื่อช่วงปลายฤดูหนาวที่ผ่านมาเมือง นิกโก้ ประเทศญี่ปุ่นจึงเป็นจุดหมายแรกที่ผู้เขียนและคนใกล้ตัวนึกถึงและไปเยือนด้วยความหมายมั่นปั้นมือว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่ดี และแน่นอนว่า สะพานแดง (Shinkyo Bridge)  อันเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1636 และเป็นจุดขายอันโดดเด่นของเมืองนี้ ก็เปล่งเสียงเชิญชวนรบกวนจิตใจมานานแสนนาน การได้ไปยืนทอดสายตามองสะพานแดง อาจจะเป็นการ ‘ก้าวผ่าน’ อะไรบางอย่างเหมือนหน้าที่อันซื่อสัตย์ที่สะพานพึงมีต่อผู้คน… ก็เป็นได้

นิกโก้ เป็นเมืองเล็กๆ แห่งจังหวัดโทชิกิ ของประเทศญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติน่าจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก เพราะมีสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติเต็มไปหมดไม่ว่าจะอุทยานแห่งชาติ น้ำตก ทะเลสาบ ฯลฯ การมาเยือนในช่วงปลายฤดูหนาว ที่เมืองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาเป็นบางวัน อาจให้สีสันไม่จัดจ้านดึงดูดสายตาเท่าการมาเยือนในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่ผู้เขียนว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุด หรือ ฤดูที่ดีที่สุด มันอาจไม่มีจริง หรือ อาจไม่เกี่ยวอะไรเลยกับคำแนะนำของหน่วยงานท่องเที่ยว (ถ้าไม่นับเรื่องคำแนะนำด้านความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะถ้าเกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสูงสุด) พูดอีกอย่างว่า แต่ละฤดูกาล ก็สวยงามในแบบที่แตกต่างกัน  การมองดอกซากุระสีชมพูสดช่วงปลายหนาว ย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกับการมองเห็นในวันฟ้าใสไร้เมฆ โชคดีที่การมาเยือนนิกโก้ในครั้งแรกของเรา ได้เห็นความงามทั้งสองแบบนี้สลับกันไปในทุกวัน 

อากาศที่เดี๋ยวอุ่น เดี๋ยวหนาวเย็น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนอาหารการกินไปตามความปรวนแปรไม่แน่นอนของอากาศ เช้าของบางวัน เราอาจโหยหากาแฟดริปร้อนๆ แต่ถ้าตื่นมาแล้วอุ่นจนเกือบร้อน เราก็พุ่งตรงไปหากาแฟเย็น แต่ช่วงค่ำๆ ถึงดึกดื่นนั้น เครื่องดื่มที่เหมาะที่สุดมีเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทริปนี้ นั่นคือเบียร์สด และทริปแอดไวเซอร์ หรือ รีวิวบนเว็บไซต์ก็ชี้เป้ามาที่ร้านเล็กๆ ใกล้สะพานแดง ซึ่งไม่มีชื่อร้านเก๋ไก๋ใดๆ มากไปกว่าชื่อติดบนกระจกหน้าร้านว่า Craft Beer ร้านคูหาเดียว ที่มีโต๊ะให้นั่งน้อยมาก เพราะเรียกร้องการยืนดื่มและพูดคุยเฮฮากันมากกว่า ถ้าคุยกันออกรส ก็ซดเบียร์กันจนลืมเมื่อยนั่นแหละ 

นิกโก้ มีสารพัดร้านอาหารเท่าที่นักท่องเที่ยวจะจินตนาการได้ แต่ร้านเบียร์สดแบบขายแต่เบียร์ล้วนๆ อาจมีให้เห็นไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่ทุกร้านอาหารก็มีเบียร์ขายเป็นเมนูเครื่องดื่มตามปกติอยู่แล้ว เราเดินเข้าร้านเบียร์ที่ว่านี้ตอนราวๆ เกือบ 3 ทุ่ม อากาศข้างนอกหนาวจับใจจนการนั่งนอกร้านเป็นเรื่องทรมาน เราเลยเลือกสั่งเบียร์ดื่มในร้านที่ชั่วโมงนั้น ร้างไร้ผู้คน เว้นแต่คนขายเบียร์ หน้าแดงก่ำ ที่ขายไป ชิมเบียร์ไป 

บทสนทนาจริงๆ จังๆ เริ่มต้นเมื่อเรามองไปรอบๆ ร้านแล้วพบว่ามีป้าย staff only ติดอยู่ตรงบริเวณห้องผลิตเบียร์ หรือ Brewery Room ที่กั้นเป็นสัดส่วนในร้านนั่นเอง เราถามคนขายว่ามีพนักงานกี่คน เขาหัวเราะ แล้วบอกว่า มีคนเดียว คือตัวเขาเองที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของร้าน คนขาย คนปรุงเบียร์ ผู้จัดการ และ คนทำความสะอาดร้าน ฯลฯ คำว่า staff only ของที่นี่จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า เป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับพนักงานเท่านั้น หากแต่มีความหมายว่า มีพนักงานแค่หนึ่งเดียวเท่านั้นด้วย (ฮา) บทสนทนาดำเนินไปเป็นระยะ แม้เจ้าของร้านจะออกตัวว่าพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แถมมีป้ายติดอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์เป็นลายลักษณ์อักษรประมาณว่า “ขอโทษทีนะครับ ผมพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง” แต่ความพยายามที่จะพูด บวกกับเสียงหัวเราะอารมณ์ดี และภาษามือที่ทุ่มเทสื่อสาร ทำให้บทสนทนาไหลลื่นและสนุกอย่างไม่น่าเชื่อเท่าที่คนสองสามคนจะสามารถคุยกันได้ในร้านเล็กๆ  เมื่อเราถามถึงชื่อเสียงเรียงนาม 

“คัทซึชิ” (Katsushi) เขาบอก พร้อมส่งนามบัตร และเพื่อช่วยในการออกเสียงและง่ายต่อการจดจำ เขาเปิดมือถือหาภาพๆ หนึ่งแล้วยื่นให้เราดู มันคือภาพ ซูชิที่ทำเป็นรูปหน้าแมว 

“นี่เป็นซูชิรูปแมว ภาษาอังกฤษเรียก แคท ซูชิ ลูกค้าคนนึงเคยบอกว่าชื่อผมออกเสียงคล้ายๆ แบบนี้” (ฮาไปอีก) ต่อไปนี้ เห็นซูชิรูปแมวที่ไหน หน้าเจ้าของร้านเบียร์ก็น่าจะลอยมาก่อน และอย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย แม้แต่ตอนที่เขียนและนึกชื่อเจ้าของร้าน ผู้เขียนก็นึกถึงซูชิรูปแมวก่อนสิ่งใดอยู่ดี ให้คะแนนการสร้างแบรนด์ให้น่าจดจำไปเลยสำหรับพี่คนนี้ 

และอย่างที่บอกว่าหน้าร้าน ไม่ได้มีป้ายชื่อร้านชัดเจน จนกระทั่งเข้ามาในร้านแล้วนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเขาตั้งชื่อไวไฟไว้ในร้านว่า mur mur  และเป็นชื่อร้านไปในตัว ซึ่งพี่แคทบอกว่า คำนี้เป็นคำที่แปลว่าพึมพำ นั่นแหละ แต่คนญี่ปุ่นใช้คำนี้เวลาต้องการปลอบใจคนที่กำลังเกรี้ยวกราดให้ใจเย็นๆ หรือเพื่อให้สบายใจ ให้สงบลง 

ที่มาที่ไปของการมาเปิดร้านเบียร์สดรสชาติชวนดื่มด่ำกลางเมืองนิกโก้ ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความรักเบียร์ และอยากใช้ชีวิตที่ตื่นมาก็ได้ทำงานเกี่ยวกับเบียร์จนถึงตอนหลับไป (แน่นอนว่าก็เพราะดื่มเบียร์อีกนั่นแหละ เพราะตอนคุยกัน พี่แคท หรือ พี่ซูชิแมวก็โงนเงนพอสมควรแล้ว) พี่แคทบอกว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานอยู่กับโรงเบียร์ดังๆ ของญี่ปุ่นมาแล้วหลายสิบปี เก็บงำความฝันอยากเปิดโรงเบียร์และร้านเบียร์สดเล็กๆ เอาไว้นานเนิ่น ไม่นับฝีมือและทักษะการปรุงเบียร์ที่สั่งสมไว้มาจนแทบระเบิด วันหนึ่งโอกาสมา มีร้านเล็กๆ ที่นิกโก้ให้เช่า พี่แคทคว้าโอกาสนี้ไว้ เพราะอยากเปิดร้านนอกโตเกียว และอยากอยู่ในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวคึกคัก การคว้าโอกาสไว้ หมายถึงพี่แคทต้องเอาเงินเก็บที่สะสมไว้ มาลงทุนเปิดร้าน ซื้อเครื่องไม้ เครื่องมือ อุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อแลกกับความฝัน และการแลกมาแบบจับต้องได้ เราต้องใช้เงินทุนเสมอ และร้านนี้ก็เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือน การคืนทุนจึงยังเป็นเรื่องที่ไกลแสนไกล 

ตัดภาพกลับมาหลังจากมุ่งมั่นสร้างร้านในฝันอยู่พักหนึ่ง พี่แคทก็พบตัวเองตื่นมาในร้านเบียร์สดของตน อบอวลไปทุกอณูของเบียร์ ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส คละเคล้าบทสนทนาของลูกค้าที่บางวันก็เต็มแน่นร้าน บางวันก็กะพร่องกะแพร่ง ไปจนถึงเงียบเหงา ไร้เงาผู้คน ถ้าไม่นับตัวเอง…

คุยกับลูกค้าไป ชิมเบียร์ไป แนะนำเบียร์ไปเท่าที่จะคุยกันเข้าใจ แถมพอเราทำเบียร์หก พี่แกก็กดให้ใหม่เต็มแก้ว แบบไม่คิดเงิน แม้เราจะยืนกรานว่าจะจ่ายก็ตาม 

มันอาจไม่ใช่เวลาที่จะถามแล้วว่า คุ้มหรือไม่ เพราะพี่แคทพูดไปหัวเราะไปว่า “ตอนนี้ผมเป็นคนจนมากๆ แต่ผมก็มีความสุขมากๆ เหมือนกันที่ได้ทำร้านในแบบที่อยากทำ ผมมีคำแนะนำว่า ถ้าอยากเงินหมด ให้เปิดร้านเบียร์ ถ้าอยากมีความสุข ก็ให้เปิดร้านเบียร์อีกนั่นแหละ” แล้วก็หัวเราะตัวเองส่งท้ายเสียงดัง ยาวนาน บางทีนี่อาจจะเป็นเสียงหัวเราะที่คนมีเงินมากกว่านี้ ก็ยังส่งเสียงไม่ดังเท่า 

ไม่มีคำแนะนำทางธุรกิจใดๆ สำหรับมือใหม่ ไม่มีแผนธุรกิจซับซ้อนมาเล่าสู่กันฟัง แต่คืนนั้นระหว่างเดินทางกลับที่พัก เราเดินผ่านสะพานแดง ที่ทอดตัวอยู่ตรงนั้นมายาวนานถึง 300 กว่าปี จุดถ่ายรูปที่ใครๆ ก็ต้องมา และเผลอๆ ก็อาจมุ่งมั่นมาที่นี่โดยมองไม่เห็นร้านเบียร์เล็กๆ ที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางร้านอาหารใหญ่ๆ แถวนั้นด้วยซ้ำ 

ไม่มีอะไรรับประกันว่าระหว่างสะพานแดง กับ ร้านเบียร์เล็กๆ อะไรจะอยู่นานกว่ากัน และจะว่าไปแล้ว อะไรต่อมิอะไรที่ว่าอยู่มานาน อาจไม่เป็นไปอย่างที่เรารับรู้มาก็ได้ ในความหมายนี้ นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยรู้ว่า เมื่อเดือนกันยายน ปี 1902  มีพายุไต้ฝุ่น อาชิโอะ (Ashio) ซัดเข้าเมืองนิกโก้ เป็นผลให้ฝนตกน้ำท่วมจนกวาดสะพานแดงแห่งนี้พังทลายหายวับไป แต่ทางการได้ฟื้นฟูบูรณะให้สวยงามขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งจนกระทั่งถึงวันนี้ 

ถ้าเทียบกันปีต่อปี กิจการร้านเบียร์ของพี่แคท เดินทางมาแทบจะไม่ได้เศษเสี้ยวของวันเวลาที่สะพานแดงยืนหยัดต้อนรับผู้คนที่หลั่งไหลมานิกโก้ และพี่แคทก็บอกเราว่า เขาเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าร้านเบียร์ของเขาจะอยู่ได้นานแค่ไหน หรือถ้าเรากลับไปเยือนที่นั่นอีกครั้ง เราจะยังเจอเขาอยู่ไหม แต่เราก็ไม่เห็นวี่แววความเศร้าใดๆ ปรากฏบนใบหน้า ตรงกันข้าม เสียงหัวเราะเฮฮาเหมือนไม่สนใจโลกต่างหากที่ยังชัดเจนในความรู้สึกเรา แม้กระทั่งตอนนี้…

ความหวั่นไหวในความไม่แน่ไม่นอนของชีวิต กับวันเวลาที่ไม่รู้จะพัดพาสิ่งใดมาให้ ความรู้สึกเช่นนี้ คงซัดกระแทกความรู้สึกมนุษย์คนหนึ่งอยู่ลึกๆ ภายใน โดยเฉพาะในโมงยามของการเริ่มต้นทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เงินทองที่สะสมมา ก็สุ่มเสี่ยงที่จะหายวับไป ถ้าการลงทุนไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด แต่เจ้าของร้านเบียร์คนหนึ่ง ก็ยืนยันที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักเป็นชีวิตจิตใจ ใช้ชีวิตและลมหายใจไปกับมันวันแล้ววันเล่า 

ดึกดื่นคืนนี้อาจไม่มีลูกค้าอีกแล้วนอกจากพวกเรา รายได้ของวันนี้อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เขานอนหลับฝันดี แต่เบียร์สารพัดรสชาติที่เขาปรุงด้วยฝีมือตัวเองและจิบไปวันละหลายแก้ว ก็คงไม่ทำให้เขานอนหลับยากจนกินไปนัก…นอนพักเพื่อสะสมเรี่ยวแรงใหม่ เพราะสายๆ ของวันพรุ่งนี้ เขาก็ต้องตื่นลงมาเปิดร้านอีกครั้ง และหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าเมื่อวาน 

สะพานแดง เมื่อมองยามค่ำคืน เป็นภาพที่สวยงามแปลกตา และน่าเกรงขามไปอีกแบบ 

จากฝั่งหนึ่งไปถึงอีกฝั่งของสะพาน ไม่มีใครเดินผ่าน ใต้สะพานยังมีลำธารไหลริน เสียงของสายน้ำยังทำให้เราสงบเหมือนทุกครั้งที่เดินผ่าน แม้จะเป็นสายน้ำที่กลบเกลื่อนความพังทลายไว้ลึกล้ำ จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น 

เมื่อผ่านพ้นทุกคำถามและความฟุ้งซ่านแล้ว ความสงบในจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง บางทีก็ไม่ได้ซับซ้อนมากมายไปกว่าการได้ใช้ชีวิตกับการงานอันเป็นที่รัก ทุ่มเทหัวจิตหัวใจไปกับสิ่งนั้น ใช้การงานก้าวข้ามผ่านความกังวลในวันเวลาที่ยังมาไม่ถึง 

วันนี้ยังอยู่ ยังมี ยังเป็น ยังได้ทำในสิ่งที่เราเชื่อ พรุ่งนี้หรือวันข้างหน้า คงต้องปล่อยให้สายน้ำแห่งวันเวลาพัดพาคำตอบมาให้ 

และไม่ว่าวันข้างหน้าสิ่งใดจะยังอยู่ หรือ พังทลายไป แต่วันนี้ความฝัน ยังอยู่กับเรา 

Written By

เรารู้ว่าเราต้องเจออะไร แต่เราก็พร้อมที่จะเจออยู่ดี : เรื่องราวของเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ริมน้ำ ที่เมือง Hay on Wye

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup