Connect with us

Subscribe

Life

เรารู้ว่าเราต้องเจออะไร แต่เราก็พร้อมที่จะเจออยู่ดี : เรื่องราวของเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ริมน้ำ ที่เมือง Hay on Wye

เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

ไม่ว่าจะทำการสำรวจกี่ครั้ง ธุรกิจร้านกาแฟ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ติดอันดับต้นๆ ของคนอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่หลงใหลในกลิ่นกาแฟ ติดใจในการตกแต่งร้าน และใช้ร้านกาแฟเป็นที่ทำงานจนร่ำๆ อยากมีร้านเป็นของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต่างกับคนที่ชอบดื่มเบียร์ หรือ ติดใจในบรรยากาศการร่ำสุรา ที่บางนาทีก็อาจเพ้ออยากมีร้านเหล้าเคล้าเสียงเพลงเป็นของตัวเองสักครั้ง ความคลั่งไคล้ในรสชาติของสิ่งที่ดื่มกินก็เรื่องหนึ่ง แต่ความคลั่งไคล้ระดับที่ต้องการสร้างฐานธุรกิจ เพื่อเลี้ยงตัวเองในระยะยาวนั้น เป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง

เพราะความรักไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม ความขม ความขื่น ยังเป็นสิ่งที่เราต้องเจอเสมอ แต่ขมแบบกาแฟต่างหาก ที่เราพร้อมจะรอคอยให้ความหวานมันซ่านผ่านลิ้นก่อนกลืนกินลงไป เรารู้ว่าเราต้องเจออะไร แต่เราก็พร้อมที่จะเจออยู่ดี และร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เมือง Hay on Wye ก็ทำให้นึกถึงเรื่องนี้

ปีที่แล้ว ระหว่างการเดินทางไปสำรวจเมือง Hay on Wye ที่อยู่ในแคว้นเวลส์ เพื่อไปเที่ยวเทศกาลหนังสือชื่อดังอย่าง Hay Festival ผู้เขียนต้องนั่งรถบัสประจำทางข้ามสะพานเหนือแม่น้ำไวย์ (River Wye)  ซึ่งบอกเลยว่า แค่มองเห็นวิวแม่น้ำกว้างใหญ่นั่น ก็ถึงกับสลัดความกังวลทุกประการออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ มาคนเดียวเหรอ? ช่างมัน เดี๋ยวก็หาเพื่อนคุยได้ เพราะมั่นใจว่าคนมาเทศกาลหนังสือ ก็น่าจะคอเดียวกัน คือบ้าหนังสือ และบ้ามากพอที่จะดั้นด้นมาที่เวลส์ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มาง่ายนัก อย่างเราเดินทางมาจากแมนเชสเตอร์ก็นั่งรถไฟมาหลายชั่วโมง ไหนจะต่อรถเข้ามาอีก ที่พักก็ต้องจองล่วงหน้านานเป็นเดือน โชคดีที่จองที่พักล่วงหน้าได้หนึ่งเดือนก่อนมา แต่จองได้เป็นแบบกระโจมหรือ yurt ที่ดูแล้วก็ไม่เลวนัก กว้างแบบพออยู่คนเดียวไหว แถมเหลือที่ว่างอีกไม่มากนัก ก็เลยรีบจองไป ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเคยบอกตัวเองไว้ว่า ถ้าได้มาเยือนอังกฤษต้องมาเทศกาลหนังสือที่เมืองเฮย์ ที่นี่ก็เลยเป็นหนึ่งในหมุดที่เราปักแบบไม่เคยเคลื่อนไปจากแผนที่การเดินทาง ลองถ้าได้ถามตัวเองไม่ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แล้วได้คำตอบว่า ต้องมาให้ได้ นั่นแหละ แปลว่าต้องมา!

เพราะในที่สุด เสียงนั้นมันจะดังมากพอที่จะกลบเสียงแห่งความคิดเยอะในหัวที่มักเกิดขึ้นยามเดินทางไปในที่ๆ ไม่รู้จักใคร และไม่รู้จักอะไรเลย

จังหวะที่รถบัสขับลงจากสะพานไม่นาน ด้านขวามือของผู้เขียน ก็ปรากฎกลุ่มอาคารบ้านเรือนผุดเข้ามาในสายตา เราเห็น Bed and Breakfast พร้อมป้ายว่ามีร้านกาแฟที่นี่… แล้วมันก็แค่นั้นเองจริงๆ แค่ร้านกาแฟเล็กๆ ที่มองผ่านหน้าต่างรถบัส ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับได้พื้นที่ปลอดภัยส่วนตัวกลับคืนมาอย่างบอกไม่ถูก แต่กว่าเราจะแวะไปร้านนั้นก็ต้องรอเช้าของอีกวัน เช้าที่อากาศเย็นจากฝนที่ปรอยลงมาทั้งคืน กาแฟคือสิ่งแรกที่เราคิดถึง ร้านที่เราหมายตาก็เลยเป็นจุดหมายแรกของวันไปด้วย

เราเดินเล่นข้ามสะพานไปเรื่อยๆ แล้วเลาะลงมาตรงทางเดินเลียบแม่น้ำ ตามป้าย จากนั้นเราก็จะเห็น ร้านเล็กๆ ดังกล่าว ชื่อ The Bean Box ซุกตัวอยู่ตรงนั้น ห่างจากแม่น้ำแค่ไม่กี่ก้าว ใช่เลย อาหารหลักร้อย วิวหลักล้าน คือเรื่องจริงสำหรับร้านนี้  เราสั่งลาเต้ร้อนพร้อมครัวซองธรรมดาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็มานั่งรอที่เก้าอี้กลางสวน อยู่เงียบๆ กาแฟยังไม่มา แต่วิวตรงหน้าก็ทำให้เคลิ้มไปได้สุดโลก เรามีโอกาสได้เอ่ยปากทักทายและคุยอย่างจริงจังก็ตอนที่เจ้าของร้านนำกาแฟมาเสิร์ฟ เรื่องราวของเขาไม่มีอะไรมากไปกว่า เขามีบ้านอยู่ที่นี่ ก็เลยเปิดบ้านเป็นโรงแรมเล็กๆ ต้อนรับนักเดินทางที่มาเที่ยวเทศกาลหนังสือ ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก

“ร้านกาแฟแค่นี้ ไม่ทำให้คุณรวยหรอก”

เจ้าของร้านบอกยิ้มๆ เมื่อเราถามว่าเปิดร้านกาแฟเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม กิจการอยู่ได้หรือเปล่า คุยไปคุยมาชักติดลม เขาเลยเล่าให้ฟังว่า เขาแค่อยากมีกิจการเป็นของตัวเองเลยเลือกทำโรงแรมเล็กๆ และร้านกาแฟ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทำงานประจำ อย่างที่บอกว่า ร้านนี้มีลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยว แล้วเมืองนี้มีเทศกาลหนังสือแค่สองครั้งคือช่วงกลางปี (ประมาณ 10 กว่าวัน) กับ ปลายปี (ปลายปีจะเป็น winter weekend ระยะเวลาจัดงานจะมีแค่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่นานเท่าตอนกลางปี)  รายได้จึงหลั่งไหลมาแค่ช่วงนั้น ส่วนตลอดปีที่เหลือก็อยู่ได้ตามประสาเมืองท่องเที่ยว ที่ไม่ถึงกับแย่ แต่ไม่ได้แปลว่ารวย

“แต่เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรวย เพราะแค่นี้ผมก็เลี้ยงครอบครัวได้ นอกจากทำร้านกาแฟที่นี่ ผมก็มีไปออกงานทั่วไปแล้วแต่ลูกค้าจะจ้างด้วยครับ เพราะลูกค้าเขาชอบเมล็ดกาแฟที่เราใช้  อืมม์ ไม่รู้สิ คุณลองมองวิวตรงหน้าสิ ผมตื่นมาก็เห็นแล้ว มันสบายใจ ร้านมันไม่ได้ทำให้รวยก็จริง แต่ให้เอาอะไรมาแลกกับวิวนี้ผมก็ไม่ยอม”

ถ้าเข้าไปดูในเว็บไซต์ของทางร้าน เราจะเห็นข้อความสั้นๆ แนะนำร้านว่า เพิ่งเปิดเมื่อปี 2015 ลูกค้ารายแรกเป็นผู้หญิงที่สั่ง skinny latte และเค้กแอปเปิ้ล วันต่อมา เธอก็พาเพื่อนมากินอีกเพียบเลย

เราพยักหน้าเมื่อฟังเขาพูดจบ ไม่รู้จะจบการสนทนาด้วยคำพูดอะไรนอกจากขอบคุณที่เล่าให้ฟัง แล้วเขาก็ขอตัวไปทำกาแฟต่อ ไม่ใช่ไม่เชื่อที่เขาพูดว่าไม่รวย เพราะประเมินด้วยตาที่ใส่แว่นอันชัดเจนแล้ว ร้านเล็กๆ ที่มีเจ้าของลงมือทำทุกอย่างเองคนเดียว แถมร้านเล็กขนาดเข้าไปคนเดียวก็แทบจะเต็มแล้ว เอาว่าในกรณีที่ไม่มีสมบัติอื่นติดตัว นั่นก็คงไม่ใช่สเกลของร้านที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจนน่าอิจฉาหรอก สิ่งที่น่าอิจฉาคือสิ่งที่เขาไม่ยอมแลกนั่นต่างหาก

ธุรกิจเพิ่งเปิดมาได้ไม่ถึง 10 ปี ยังมีอะไรที่เขายังต้องเจออีกมากมาย แต่ด้วยความที่ Hay Festival  มีระบบการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละมากมายและสม่ำเสมอเราก็เชื่อเหมือนเขาละว่า เขาอยู่ได้และอยู่ไหว

จะว่าไป คำว่า ‘อยู่ได้’ นี่ก็แปลกดี เวลาเราสำรวจว่าธุรกิจแบบไหนน่าทำ แล้วมีคนตอบว่าก็พออยู่ได้ มันอาจฟังไม่เร้าใจ หรือไม่ทำให้ใจเต้นแรง เท่าคำว่า ‘ไปได้สวย’ แต่ถ้าเราสำรวจและค้นไปให้ลึกๆ คำว่า ‘อยู่ได้’ มันมีหลายเฉด หลายระดับตั้งแต่อ่อนบางไปจนถึงเข้ม สำหรับบางคน คำว่า ‘อยู่ได้’ มันเท่ากับความยินยอมพร้อมที่จะอยู่ตรงนั้น ปักหลักที่นั่น ด้วยต้นทุนที่ยากจะหาใครเหมือน ในกรณีนี้ คือความร่มรื่นและเขียวสดเย็นชื่นตาของต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้เล็กๆ ที่มีดอกไม้หลากสี กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ แม่น้ำกว้างใหญ่ ที่มีสายน้ำเย็นฉ่ำไหลรินตลอดปี

ถ้าเราจะเรียกที่นั่นว่า พื้นที่ปลอดภัย ก็ไม่ผิด หรือใครอยากเรียกมันว่าคอมฟอร์ตโซน ก็ได้อีกนั่นแหละ เพียงแต่บางคนเขาก็คงตกตะกอนทางความคิดแล้วว่า ตลอดความยืนยาวของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเท่าที่จะยาวนานได้ เราอาจไม่มีโอกาสอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแบบนั้นได้บ่อยนัก เผลอๆ อาจไม่มีทางหวนกลับมาอีก หากปล่อยให้หลุดมือไป

แม้โลกนี้จะกว้างใหญ่และเรียกร้องให้เราเดินทางออกไปสำรวจหรือไปใช้ชีวิตต่างที่ ต่างถิ่น ไปสร้างอาณาจักรใหญ่โตที่อื่นเพื่อหาคำตอบหรือท้าทายตัวเอง เหมือนเรื่องเล่ามากมายที่เราได้ยินจนชินหู แต่เราจะทำอย่างไรกับคนที่บังเอิญค้นพบคำตอบของชีวิตในที่ๆ เขาอยู่ ไม่ต้องเดินทางไกล แค่เดินออกมานอกบ้านก็เห็นทิวทัศน์ที่อีกหลายแสนหลายล้านคนต้องเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมาดูกันทุกปี?  เราต้องผลักดันสร้างแรงบันดาลใจให้เขาเติบโตไปให้ไกลจากจุดที่เขาเป็นอีกหรือเปล่า?

หรือบางทีเราก็ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากเรียนรู้และเคารพในสิ่งที่เขาเป็น

เพราะเคยไหม ที่รู้สึกว่าพื้นที่ปลอดภัยของเรา บางทีก็แอบซ่อนซ้อนทับอยู่ในเรื่องราวของคนแบบนี้โดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และมันจะเผยตัวออกมาในยามที่เรารู้สึกสบายใจเหลือเกินเวลาได้ฟังคนตัวเล็กๆ พูดถึงสิ่งที่เขาทุ่มเทหัวใจทำลงไป คำว่า ‘ไม่แลกสิ่งนี้กับอะไร’ ที่เจ้าของร้านกาแฟพูด มันมีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้วว่า เขามีอะไรที่ใครหลายคนไม่มี  แม้คำว่า ‘มี’ กับ ‘มั่งมี’ จะสะกดต่างกันนิดเดียว แต่ความหมายห่างกันสุดเอื้อมก็ตามที  

ก็คนแบบนี้ไม่ใช่หรือ ที่พิสูจน์ให้เราเห็นมาหลายครั้งหลายคราแล้วว่า การ ‘อยู่ได้’ มันมีอยู่จริง และเอื้อมมือคว้าได้ไม่ยากเย็น

ในพื้นที่ปลอดภัยนั้น… หัวใจไม่ต้องเต้นแรงมากก็ได้ ตราบใดที่มันเต้นของมันไปได้เรื่อยๆ ใช้ชีวิตแบบเต็มน้ำเต็มเนื้อไปได้ในทุกวัน กับสิ่งที่เรามี ในพื้นที่ ที่เราเป็น และไม่อยากเป็นอย่างอื่นนอกจากนั้น… ต่อให้รู้อยู่เต็มอกว่า เราจะเจออะไร หรือต่อให้ขมกว่านั้นเพียงใด เราก็จะไม่คายทิ้ง

Avatar
Written By

เสี้ยวหนึ่งของวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอังกฤษ

Vision

“ตอนนี้ผมเป็นคนจนแล้ว” เรื่องของคนทำเบียร์แห่งเมืองนิกโก้

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup