Connect with us

Subscribe

GMW

พอล สุจริตกุล หนุ่มมาดเท่กับนาฬิกาวินเทจ

Representative of Time 

ช่วงสายของวันนี้ที่อากาศเป็นใจ ไม่เทฝนลงมาในวันที่มีนัดสำคัญกับนักสะสมนาฬิกาหน้าใหม่ ซึ่งเราเลือกปักหมุดพบกันที่ร้าน เฉดส์ ออฟ เรโทร (Shades of Retro) 

แหล่งรวมพลคนรักของเก่า ที่ใครๆ ก็สามารถมานั่งจิบชากาแฟยามบ่ายหรือนัดแฮงเอาต์กับกลุ่มเพื่อนฝูงยามค่ำคืน และแน่นอนเป็นร้านโปรดของ พอล สุจริตกุล ชายหนุ่มที่หลงใหลในของเก่าสไตล์วินเทจที่แวะเวียนมานั่งเล่นอยู่ที่นี่เป็นประจำ

พอล สุจริตกุล หนุ่มมาดเซอร์ที่กลายเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัว จากอุปนิสัยและการแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งตรงกับรูปแบบงานหลักและงานอดิเรกที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน

“ตอนนี้ผมดูแลงานด้านการผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ Basic Rights จำหน่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์ โดยตัดเย็บในประเทศไทยและส่งออกไปยังลอนดอน เพื่อทำการตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นผมยังเป็นโค้ชภาษาอังกฤษ (English Communication Coach) โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ รวมถึงเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง

“ผมเลือกนัดมาเจอกันที่ เฉดส์ ออฟ เรโทร เพราะผมเป็นคนชอบของเก่า สิ่งของที่มีประวัติความเป็นมา ด้วยรูปแบบดีไซน์ที่สะท้อนความสวยงามในช่วงเวลานั้นๆ เสน่ห์ของของเก่าจะอยู่ที่เรื่องเล่าและกาลเวลา ถึงแม้เวลาจะไม่มีหน้าตาที่สามารถจับต้องได้ แต่สิ่งของวินเทจที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จึงทำให้ถูกกลั่นกรอง ผสมผสานรูปแบบงานการดีไซน์เข้ากับกาลเวลาไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน จนกลายเป็นความสวยงามคลาสสิกที่สามารถสัมผัสได้ และเป็นที่มาของความชอบสิ่งของสไตล์วินเทจของตัวเอง 

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจของเก่า คงเป็นช่วงตอนที่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ที่นั่นจะมีกลุ่มคนนิยมของวินเทจอย่างจริงจัง ผมจึงเริ่มเข้าไปศึกษาพอรู้เรื่องอยู่บ้าง โดยของเก่าสามารถจำแนกได้หลายประเภท อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รถยนต์ หรือนาฬิกา เป็นต้น กระทั่งผมบินกลับมาเมืองไทย ได้เริ่มทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำงานอดิเรก จึงอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตนเอง และเริ่มจากสิ่งของใกล้ตัว และเพราะผมเป็นคนชอบแต่งตัวจึงหันมาศึกษายีนส์วินเทจ ยุค 1950s และ 1960s กางเกงยีนส์ยิ่งเก่ายิ่งมีเสน่ห์ การที่เนื้อผ้าแตกลายยิ่งดูสวยและดูน่าสนใจมากขึ้น

“ช่วงเริ่มต้นซื้อของเก่า ผมผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วเหมือนกัน บางอย่างไม่รู้จริง ก็เสี่ยงไป ถ้าคิดจะซื้อ เพราะของเก่าบางชิ้นมีมูลค่าสูง การที่ไม่รู้รายละเอียดอย่างถ่องแท้ อาจต้องแลกกับการจ่ายเงินที่ไม่คุ้มค่ากับราคา ถ้าคิดว่าจะขายต่อในอนาคต ดังนั้นควรศึกษาทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจซื้อ”

หลังจากนั้นเขาก็เปิดกล่อง หยิบนาฬิกาวินเทจรุ่นเก่าเก็บ หายาก มาวางเรียงบนโต๊ะ

“ก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยใส่นาฬิกา กระทั่งมาวันหนึ่งเกิดคิดอยากลองเล่นนาฬิกาวินเทจดูบ้าง อาจเป็นเพราะช่วงที่ทำงานสอนภาษาคนญี่ปุ่น ทำให้เรียนรู้ว่าการตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นจึงต้องมีนาฬิกามาเป็นตัวช่วย และอีกอย่างผมอยากมีปฏิสัมพันธ์กับเวลา ซึ่งนาฬิกาในความหมายหลักคือตัวแทนของเวลา ถ้าคิดว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ก็ควรมีตัวแทนที่เป็นเครื่องมือบอกเวลาที่ดีเช่นกัน

IWC Ref. 810 ความพิเศษของเรือนนี้อยู่ที่บริเวณหน้าปัดพิมพ์ 2 ชื่อแบรนด์ คือชื่อแบรนด์ผู้ผลิตและชื่อแบรนด์ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งก็คือ Cartier โดยวางจำหน่ายในกรุงลอนดอน ตัวเรือนทอง เรียบง่ายด้วยหน้าปัดเงิน 

“ในความคิดของผม คนที่เล่นนาฬิกาวินเทจต้องคำนึงถึงราคาของนาฬิกาในอนาคต ต้องศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งผมจะเน้นองค์ประกอบหลัก 3 ข้อด้วยกัน คือ ความสำคัญในวงการนาฬิกา ซึ่งหมายถึงนาฬิการุ่นนั้นต้องมีความพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหน้าปัด ฟังก์ชันหรือกลไกการทำงาน อย่างที่สองคือความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงช่วงเวลาในอดีต และสุดท้ายคือความสำคัญของแบรนด์ที่สะสม ด้วยชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนาน หลังจากนั้นก็ต้องมาศึกษาตลาดว่าเหล่านักสะสมพวกเขาสนใจนาฬิการุ่นไหนเป็นพิเศษ แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ว่าอยากเป็นนักสะสมแบบไหน และจุดประสงค์ในการเก็บนาฬิกาเพื่ออะไร ซึ่งจะเอาความชอบส่วนตัวมาเป็นตัวตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้ นาฬิกาแต่ละเรือนมีมูลค่าและความหมายแตกต่างกันไป การที่จะต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับนาฬิกาเรือนหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นพอเวลาผ่านไปนาฬิกาเรือนนั้นๆ เราอาจไม่ชอบแล้ว เวลาที่อยากขายต่อก็อาจขายไม่ได้หรือราคาอาจลดลงจนน่าตกใจ ซึ่งนั่นผมคิดว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น ถ้ามองว่านาฬิกาเป็นการลงทุน จึงควรหวังผลกำไรในอนาคต

Tudor Oyster Prince 34 Ref. 7909 รุ่นนี้มีความพิเศษตรงที่สมัยก่อนได้มอบให้กับเหล่านักผจญภัย 12 คนสำหรับใส่ออกเดินทางสำรวจบริเวณกรีนแลนด์และมหาสมุทรอาร์กติก ระหว่างช่วงปี 1952-1954s ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 34.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัด ‘Tropical Dial’ 

“นาฬิกาแต่ละเรือนมีคุณค่าแตกต่างกันไป ในมุมมองของนาฬิกาวินเทจ ยิ่งเพิ่มมิติที่บ่งบอกรายละเอียดสไตล์และบุคลิกของผู้สวมใส่ได้มากกว่าทั่วไปอยู่แล้ว นอกจากนั้นนาฬิกาวินเทจยังมีเสน่ห์ เพราะก่อนจะซื้อต้องค้นคว้าหาข้อมูลว่าเพราะอะไรถึงทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีความสำคัญ จึงทำให้เรายิ่งสนุกไปกับนาฬิกาวินเทจ แต่สำหรับบางคนก็อาจไม่ชอบนาฬิกาเก่า เพราะคิดว่าเป็นของที่เคยถูกใช้งานมาแล้ว เป็นของที่มีตำหนิ แต่ผมกลับคิดตรงกันข้าม บางครั้งของที่มีตำหนิก็มีเสน่ห์เหมือนกัน

Omega Ref. Ck2444 ‘Dirty Dozen’ ผลิตในปี 1944s สำหรับใช้เป็นเครื่องมือบอกเวลาของกองทัพอังกฤษ ตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรงกลมขนาด 35.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดดำ แสดงเวลาแบบ 2 เข็มผ่านตัวเลขอารบิก แยกหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีในตำแหน่ง 6 นาฬิกา 

Omega Ref. Ck2777 ‘Fat Arrow’ ผลิตในช่วงปี 1953s สำหรับใช้เป็นเครื่องมือบอกเวลาของบรรดานักบินในหน่วย RAFของกองทัพอังกฤษ ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 37.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดดำ แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5,900 เรือน

“ถ้าถามผมว่านาฬิกาวินเทจหายากไหม ผมคิดว่าถ้าหากชอบจริงๆ  เดี๋ยวนาฬิกาเรือนนั้นก็มาเอง คงอยากมาอยู่กับเจ้าของที่เห็นความสำคัญ เคยมีเพื่อนถามเล่นๆ ว่าสะสมของเก่าแล้วกลัวเจ้าของเดิมจะมาทวงคืนบ้างไหม ผมกลับไม่เคยคิดเลย เพราะถ้าชอบของเก่าจริงๆ เจ้าของเดิมควรดีใจ เพราะมีเจ้าของใหม่ดูแลของชิ้นนั้นอย่างดี  และกว่าจะได้มาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างมีเหตุและผล ถ้าชอบนาฬิกาวินเทจจริงๆ ก็ต้องเสาะแสวงหา ในความคิดของผม การได้ครอบครองนาฬิกา ไม่ใช่แค่ได้มาแล้วจบ แต่ต้องรู้จักนาฬิกาเรือนนั้นๆ มากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นขอยกคำพูดที่อาจได้ยินบ่อยครั้งว่าการออกล่าเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด ผมอาจไม่ใช่นักสะสมนาฬิกา แต่ผมมีความสุขเวลาที่ได้อยู่กับนาฬิกาเรือนที่ชอบ การเก็บสะสมนาฬิกาของผมก็คล้ายการฝึกธรรมะเหมือนกัน ว่าอย่ายึดติด ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากมีคนสนใจนาฬิกาเก็บสะสมของเรา ผมก็พร้อมปล่อย เพื่อเปิดโอกาสสำหรับการออกล่านาฬิกาครั้งใหม่”

Omega Ref. 105.003-65 Speedmaster ‘Ed White’ หรือ ‘Pre-Professional’ ผลิตในช่วงปี 1967s ความพิเศษอยู่ตรงที่ตัวเรือน ‘straight lug case’ รุ่นสุดท้ายของการผลิตตัวเรือนแบบนี้ ถูกใส่ในอวกาศเป็นครั้งแรก ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ภายในบรรจุกลไก Calibre 321

Omega Ref. 186.0004 Speedmaster LCD Quartz นาฬิกาเรือนนี้ผลิตในช่วงปี 1977s ถูกนำไปใช้ทดลองเป็นเครื่องมือบอกเวลาขององค์การ Nasa สำหรับภารกิจ STS ระหว่างช่วงปี 1978-1979s แต่ไม่ได้นำไปใช้งานจริง ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 36.0

Angelus Chronodato ผลิตในช่วงปี 1950s เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่มาพร้อมการแสดงวัน วันที่และเดือน ผนวกเข้ากับฟังก์ชันโครโนกราฟ คู่หน้าปัด ‘Tropical Dial’ ยิ่งทำให้สวยคลาสสิกมากขึ้น ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38.0 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 217

Angelus Datoluxe ผลิตในช่วงปี 1950s จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ตรงที่ ช่องแสดงวันที่แยกตัวเลขออกเป็นสองตำแหน่ง ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 33.5 มิลลิเมตร คู่หน้าปัด ‘Tropical Dial’ เปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา แสดงข้างขึ้น-ข้างแรมที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

นักเขียน : Piny Aungpao
ช่างภาพ : Anuwat Dejthumrongwat
เรื่องจาก : GM W Magazine
Update : 14 Jun 2018

Avatar
Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ทัวร์รีสอร์ตฤดูหนาวชื่อดังสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ มาเซราติ เลอวานเต (Maserati Levante) เจเนอเรชันใหม่ของสาย SUVs

GMW

หนึ่งวันในซานมารีโน ประเทศเล็กๆ แต่มากด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

GMW

ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ในช่วงวันหยุดยาวบนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania)

GMW

แฟรงค์ มุลเลอร์ THAILAND EDITION ที่คนรักนาฬิกาเวอร์ชั่นเฉพาะเมืองไทยต้องรีบคว้า

GMW

Advertisement
Connect
Newsletter Signup