Connect with us

Subscribe

Entertainment

เปิดยุทธศาสตร์ ‘ภาวิต จิตรกร’
ทัพหน้าแห่ง GMM Music
เติบโตสวนกระแส
ในวันที่ธุรกิจบันเทิงซบเซา

เรื่อง: เมเจอร์ ทอม


ในช่วงหลายปีที่ผ่าน โลกได้เข้าสู่ยุค Digital Disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิงที่ทั้งค่ายเพลงและตัวศิลปินต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อนำเสนอผลงานให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน รวมถึงการบุกกระแสดิจิทัลเพื่อทำการตลาดบนโลกออนไลน์ในการโปรโมตศิลปินผ่านช่องทางสตรีมมิ่งต่างๆ

โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2019 หรือ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจบันเทิง ศิลปินต้องยกเลิกคอนเสิร์ตอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดจะดีขึ้น ซึ่งนี่เป็นเพียงผลกระทบในปัจจุบัน ทว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาธุรกิจค่ายเพลงหลายแห่งก็ต้องแข่งขันกันอย่างสูงเพื่อช่วงชิงกระแสความนิยม หมายความว่าจะต้องลงทุนกับตัวศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงาน สร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะกับตลาดและกลุ่มฐานแฟนคลับ

ทว่าท่ามกลางการดำเนินธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว ภาวะการใช้เม็ดเงินโฆษณาที่ถดถอยและกระแส Disruption ที่ถาโถมใส่ทุกธุรกิจที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลก แต่ ‘GMM Music’ (จีเอ็มเอ็ม มิวสิค) กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการดำเนินงานที่เติบโตสวนกระแสแบบก้าวกระโดดในปี 2562 ด้วยการทำรายได้รวมสูงถึง 4,014 ล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี มีกำไร 472 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกำไรที่ 13.2% กลายเป็นค่ายที่สามารถฝ่าวิกฤตและสร้างการเจริญเติบโตได้อย่างสวยงาม

โดยสัดส่วนรายได้ของ GMM Music ในปี 2562 ประกอบด้วย

  • ธุรกิจ Sponsorship & Artist Management: มีรายได้ 1,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Digital Music: มีรายได้ 1,123 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Showbiz: มีรายได้ 524 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์: มีรายได้ 313 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Trading: มีรายได้ 301 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจอื่นๆ: มีรายได้ 345 ล้านบาท คิดเป็นส่ดส่วน 9% ของธุรกิจ

GM จะพาคุณไปเปิดยุทธศาสตร์แห่งความสำเร็จของ ‘ภาวิต จิตรกร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ 7 กลยุทธ์เพื่อตอบสนองการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตของสายงานธุรกิจดนตรี แผนแม่บทที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า (2562-2567)

1. New Content Strategy & New Artist Development

New Content Strategy การสร้างศิลปินและแนวเพลงให้มีประสิทธิภาพทุกหมวดหมู่ ครอบคลุมทุก Segment การลงทุนทำอัลบั้มเต็ม (Full album) จะถูกนำกลับมาทำอย่างเต็มรูปแบบ ทุกแนวเพลงดนตรี ซึ่งต่อไปจะสามารถร่วมมือกับศิลปินทุกค่ายด้วยรูปแบบโมเดลที่เป็นธรรมและมีความยืดหยุ่นในการบริหารลิขสิทธิ์  

New Artist Development การสร้างศิลปินใหม่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพื่อปั้นและลงทุนให้กับศิลปินรุ่นใหม่ คาดว่าจะสร้างศิลปินเพิ่มอีกราว 300 ศิลปินภายใน 5 ปีนี้ โดยจะมีแผนการที่จะร่วมมือกับบริษัทพัฒนาศิลปินระดับโลกเพื่อยกระดับคุณภาพให้กับศิลปินรุ่นใหม่ให้มีทักษะและความสามารถที่สามารถแสดงผลงานได้ในระดับสากล

2. Showbiz Expansion

ขยายธุรกิจ Showbiz อย่างไร้ขีดจำกัด จะมุ่งเน้น 4 รูปแบบของการขยาย ได้แก่
– ขยายธุรกิจ Music Festival: ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ทุกภาค ทั่วประเทศ
– ขยายธุรกิจ Solo Concert: ครอบคลุมทั้งศิลปินปัจจุบันที่มีความพร้อม ศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการโอกาสและศิลปินกลุ่มโทรที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น
– ขยายธุรกิจ Theme Concert: มีการร่วมมือกับ Creator ใหม่ๆที่มาจากอุตสาหกรรมต่างๆที่หลากหลาย
– ขยายธุรกิจสู่การเป็น Promoter: ในการจัดคอนเสิร์ตหตือเฟสติวัลแบบ International Showbiz ในประเทศไทย

3. Artist Product

ไม่ใช่สร้างสินค้าที่อยู่ในประเภท Merchandising แต่จะเป็นผลิตภัณฑ์ของศิลปินที่ศิลปินเป็นเจ้าของจริงๆ ได้รับกำไรขาดทุนจริงๆ โดยที่มีจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้ลงทุน จะโฟกัสเฉพาะศิลปินที่อยู่ภายใต้สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้ทำการทดลองออกสินค้าศิลปินไปแล้ว 1 ตัวเมื่อปีที่ผ่านมา ได้แก่ ‘น้ำหอมของผลิตโชค’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และปีนี้จะต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง คาดว่าการเติบโตของธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำตัวเลข 9 หลัก ได้ภายใน 2 ปี

4. Industry Aggregation

รวบรวมพันธมิตรในวงการเพลงเพื่อสร้างประโยชน์ทางรายได้จากทุกช่องทางการค้าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องทาง Digital Platform, Karaoke Platform หรือการสร้างโปรเจกต์ร่วมกันก็ได้ ปัจจุบันทางจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้ร่วมกับค่ายเพลงต่างๆเกือบทุกค่ายแล้วเพียงแต่จะอยู่ในธุรกิจของการทำ MP3 เพียงเท่านั้น ฉะนั้นการเดินหน้าจับมือกับทุกค่ายเพลงก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ในการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและยังสามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับค่ายเพลงทุกค่าย

5. Media Partnership

ปีนี้เราจะร่วมมือกับสื่อชั้นนำทั่วประเทศแบบครบวงจร รวมถึงแพลตฟอร์มรายใหญ่เพื่อการขยายฐานการเข้าถึงและการรับรู้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี สื่อวิทยุ สื่อ Outdoor และสื่อโรงภาพยนตร์

6. Mergers & Acquisitions

เป็นแผนยุทธศาสตร์การเข้าซื้อกิจการที่สามารถสร้างโอกาสในการเกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดทางธุรกิจ โดยบริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมต่างๆที่จะเข้าซื้อภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้

7. Data Creativity

พัฒนาเรื่องของการทำ Data และมีทีม Data Scientist ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเพลงโดยเฉพาะ จะมองในมุมของความสร้างสรรค์มากกว่าแค่เพียงสถิติ โดยจะใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์นำมาสร้างสรรค์โอกาสในการทำการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สร้าง New Product Experience มากขึ้น โดยเรื่องของ Data Prediction ถูกนำมาใช้ในการคำนวณโอกาสของการสร้างเพลงฮิต รวมไปถึงการสร้างคอนเสิร์ตที่น่า Sold out ด้วย

ภายใต้ความสำเร็จกับ 7 ยุทธศาตร์หลักนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่ายอดขายบัตรคอนเสิร์ต ยอดดาวน์โหลดเพลงผ่านสตรีมมิ่ง ยอดขายสินค้าของศิลปิน ฐานแฟนคลับ ฯลฯ ล้วนผ่านการทำความเข้าใจ วิเคราะห์และเชื่อมโยงอย่างใส่ใจของจีเอ็มเอ็ม มิวสิค มาเป็นอย่างดี

Avatar
Written By

Advertisement
Connect
Newsletter Signup