x

Reasons to Read

 

- ภาพยนตร์ที่เป็นดั่งบทสดุดีให้กับ The King of All Queen ผ่านมุมมองของผู้กำกับฯ มือฉมังที่ตีแผ่ชีวิตในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของ ‘เฟรดดี เมอร์คูรี’

- ไขรหัสและตีความหมายที่แอบซ่อนเอาไว้ในบทเพลง Bohemian Rhapsody จนกลายมาเป็นชื่อภาพยนตร์ที่ทั้งบีบคั้นและสะเทือนอารมณ์ของสาวกวงควีนทุกผู้ที่ได้ชม

ผมไม่ได้ดูหนังที่ทำให้เสียน้ำตามานานมาก แต่ต้องมาร้องไห้แบบจุกอกให้กับ Bohemian Rhapsody ในช่วง 20 นาทีสุดท้ายก่อนหนังเรื่องนี้จบ ไม่ใช่กระแดะเพราะต้องการจะเซเลเบรตให้กับศิลปินระดับตำนานอย่าง เฟรดดี เมอร์คูรี แห่งวงควีน หรอกนะครับ

แต่การร้อยเรื่องของผู้กำกับฯ ไบรอัน ซิงเกอร์ (Apt Pupil (1998), The Usual Suspects (1995), X-Men) ที่นำไปสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเฟรดดี (และชาว LGBT ทุกคนบนโลกใบนี้) มันช่างบีบคั้น ละเมียดละไม แต่ก็ตราตรึงใจจนน้ำตาไหลออกมาเอง เชื่อว่าคงไม่มีผู้กำกับฯ คนใดในโลกที่จะแปลความหมายที่ซ่อนเร้น (subtext) ในเนื้อเพลงของเฟรดดี เมอร์คูรี ให้แมตช์กับชีวิตจริงของเขาได้เหมาะเจาะเท่ากับ ไบรอัน ซิงเกอร์ อีกแล้ว

ทำไมถึงต้องตีความว่าการร้อยเรื่องของ ไบรอัน ซิงเกอร์ จงใจเผย subtext ในเนื้อเพลงที่มันสอดคล้องกับชีวิตของเฟรดดีล่ะ เพราะในชีวิตจริงเฟรดดีเป็นทั้งนักแต่งเพลง เป็นเพอร์ฟอร์เมอร์เก่งฉกาจ และเป็นเกย์ (แม้เขาจะไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ต่อหน้าสาธารณชนอย่างชัดเจน แต่ทุกคนในวงรับรู้ รวมถึงแฟนสาว แมรี ออสติน) ฉะนั้น การเลือกชื่อหนังที่ตั้งใจนำชื่อเพลง Bohemian Rhapsody มาใช้ ทำให้เราก็มองข้ามเนื้อหาในเพลงไปไม่ได้ นี่ยังไม่รวมไลฟ์สไตล์ในช่วงชีวิตของศิลปินวงนี้ ที่อาจหาญทำเรื่องแหวกขนบอยู่หลายสิ่ง เช่น การใส่เสื้อผ้าผู้หญิงขึ้นคอนเสิร์ต การแต่งหญิงถ่ายมิวสิกวิดีโอเพลง I Want to Break Free (รวมถึงมิวสิกวิดีโอเพลง The Great Pretender ที่หนังไม่ได้เอ่ยถึง) ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน

หนังเปิดและปิดด้วยฉากของคอนเสิร์ต Live Aid ปี 1985 ที่สนามเวมบลีย์ (คอนเสิร์ตที่ได้รับการกล่าวขานว่า เฟรดดี เมอร์คูรี ขโมยซีนจากศิลปินทั้งหมดที่มาร่วมแสดงไปหน้าตาเฉย และคอนเสิร์ตในวันนั้นจะไม่สนุกเอาเสียเลยถ้าไม่มีวงควีนเข้าร่วมการแสดง) ก่อนที่หนังจะพาเรารู้จักกับเฟรดดีในวัยหนุ่ม หนังค่อยๆ เล่าลำดับเหตุการณ์สำคัญๆ ของวง ตั้งแต่การแต่งเพลง Bohemian Rhapsody, Love of My Life ฯลฯ เช่นเดียวกับชีวิตของเฟรดดี ที่ค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของคำว่า ‘รัก’ และการค้นพบตัวเองว่าเป็นเกย์

หนังไม่ได้โฉ่งฉ่างหรือพยายามยัดเยียดความเป็นเกย์ให้เฟรดดีนะ ตรงกันข้าม หนังได้พยายามซ่อนจุดเปลี่ยนในชิวิตที่ทำให้เขาค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่งไว้หลายๆ ตอน อาทิ ฉากชายขับรถบรรทุกเดินเข้าห้องน้ำ แต่แอบส่งยิ้มให้เฟรดดีหนึ่งที ก่อนที่ประตูห้องน้ำจะปิด พร้อมฉากโคลสอัพที่แสดงอาการครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจ โดยไม่มีฉากเลิฟซีนแบบชายรักชายให้อุจาดตาแต่อย่างใด

แต่ที่ชอบมากก็ตรงที่ผู้กำกับพยายามบาลานซ์เรื่องส่วนตัวกับความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตงานเพลง ซึ่งโชว์ความเป็นศิลปินตัวจริงของเฟรดดี โดยทั้งสองสิ่ง มันหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแบบเนียนๆ ในแบบที่คนสมัยนั้นอาจจะคิดไม่ถึง ตั้งแต่เรื่องการแต่งกายที่พยายามสร้างสไตล์ที่ไร้เพศ (แบบที่คนสมัยนี้ประดิษฐ์ศัพท์ว่า Androgynous) ที่ถ้าเด็กรุ่นใหม่ไปชมหนังเรื่องนี้อาจจะประหลาดใจ จริงๆ คนรุ่นก่อนล้ำกว่าคนรุ่นนี้เยอะนะ สไตล์การแต่งกายที่ชายสวมเสื้อผ้าผู้หญิง หรือการแต่งหน้าบ้าง เอาแอ็กเซสซอรีของผู้หญิงมาใช้บ้าง เพื่อทำลายเส้นแบ่งระหว่างเพศ เขาเรียกว่า Peacock Revolution เป็นสไตล์ที่ฮิตในช่วง 60s-70s โน่นแล้ว และเพิ่งกลับมาอีกรอบในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี่เอง สไตล์การแต่งกายแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะ เฟรดดี เมอร์คูรี เท่านั้น ศิลปินดังท่านอื่นๆ อาทิ จิมี เฮนดริกซ์, เดวิด โบวี, มิก แจ็กเกอร์ ฯลฯ ก็ล้วนเคยกรีดอายไลเนอร์จนตาคมกริบมาแล้วทั้งนั้น!

ช่วงท้ายของหนังที่โฟกัสไปที่คอนเสิร์ต Live Aid มันก็เป็นช่วงท้ายของชีวิตเฟรดดีด้วยเช่นกัน แต่เวลาดูช่างประจวบเหมาะกับการพร้อมเปิดตัวว่าเป็นเกย์ และการรับสภาพการติดเชื้อเอชไอวี (ข้อเท็จจริงก็คือเฟรดดีไปตรวจเลือดในปี 1986 หลังจากคอนเสิร์ตประมาณปีกว่า และมาเสียชีวิตในปี 1991 แต่หนังทำให้มัน fictional มากขึ้น ซึ่งถ้าชมแล้วไม่เหมือนในประวัติของเฟรดดี แฟนคลับอย่าเพิ่งหงุดหงิดใจไป) ก่อนขึ้นคอนเสิร์ต เฟรดดีพาแฟนหนุ่ม จิม ฮัตตัน ไปแนะนำให้พ่อแม่รู้จัก แม้เขาจะใช้คำว่า ‘เพื่อนสนิท’ แต่ก็เป็นวาระแห่งการ coming out อย่างสวยงาม พ่อแม่แม้จะอึ้งอยู่เล็กๆ แต่ก็รับสภาพได้ และนั่งชมคอนเสิร์ตด้วยความตื้นตันใจ

เพลงแรกที่วงควีนร้องก็คือ Bohemian Rhapsody ตามชื่อหนังนั่นแหละ (ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า ‘บทเพลงอิสระที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีชีวิตแตกต่างจากคนอื่น’) อารมณ์ช่วงนี้จึงสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจหนุ่มคนนี้ออกมาอย่างหมดเปลือกจากบทเพลงที่เขาร้อง

Mama, just killed a man แม่ครับ ผมเพิ่งฆ่าผู้ชายไปคนหนึ่ง

Put a gun against his head ผมจ่อปืนไปที่หัวเขา

Pulled my trigger, now he's dead และเหนี่ยวไกอย่างจัง ตอนนี้เขาตายแล้ว

Mama, life had just begun แต่แม่ครับ ชีวิตใหม่ได้เกิดขึ้น

But now I've gone and thrown it all away แต่ตอนนี้ผมได้จากไป และละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

Mama, ooh, didn't mean to make you cry แม่ครับ อืม ผมไม่ได้ต้องการทำให้แม่ร้องไห้นะ

If I'm not back again this time tomorrow แต่ถ้าผมไม่กลับมาในวันพรุ่งนี้

Carry on, carry on as if nothing really matters ทุกอย่างคงต้องดำเนินต่อไป

Too late, my time has come มันสายเกินไป เวลาของผมมาถึงแล้ว

 

สาวกของวงควีนอาจจะแย้งว่า บทเพลงนี้เขาแต่งเพื่อลืมตัวตนการเป็นแขกเปอร์เซียตามเชื้อชาติกำเนิดก็เป็นได้ แต่สิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ มันคือเรื่องเพศสภาวะที่อยู่ในใจเขามาตลอด

 

ใครที่พลาดชมในโรงภาพยนตร์ อย่าเพิ่งหาดีวีดีมาชม หนังเรื่องนี้ควรชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น และช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หนังจะกลับมาฉายอีกแน่นอน!