Connect with us

Subscribe

Vision

อังกฤษไม่ทนแล้ว!

ประกาศให้โลกร้อนเป็นภาวะฉุกเฉินชาติแรก

กลุ่ม Extinction Rebellion และการประท้วงในโรงเรียนที่นำโดย ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน วัย 15 ปี ได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ นำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

Reasons to Read

  • กลุ่ม Extinction Rebellion และการประท้วงในโรงเรียนที่นำโดย ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน วัย 15 ปี ได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่โดยแรงขับเคลื่อนที่นำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
  • การประท้วงเหล่านี้เป็นเพียงแค่ ‘ปลายภูเขาน้ำแข็ง’ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีแรงกดดันมากมายถูกสร้างขึ้น
  • สหราชอาณาจักรควรพยายามอย่างจริงจังที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ภายใน 10 ปี

รัฐสภาอังกฤษมีมติประกาศภาวะฉุกเฉินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ ภาวะโลกร้อน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการสนับสนุนข้อเรียกร้องของ ‘เจเรมี คอร์บีน’ (Jeremy Corbyn) หัวหน้าพรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้าน ที่เรียกร้องให้ใช้แผนปฏิบัติการเร่งด่วนและรวดเร็วเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม ทำให้รัฐสภาอังกฤษเป็นรัฐสภาแรกที่ประกาศภาวะโลกร้อนเป็น ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ ซึ่ง เจเรมี คอร์บีน หวังว่าจะเป็นการจุดประกายให้ทั่วโลกปฏิบัติตาม

และในขณะที่การประกาศภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นที่คนสนใจ รัฐบาลก็กำลังดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อมุ่งสู่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่แข็งแกร่งขึ้น โดยรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร สกอตแลนด์ และเวลส์ ขอให้มีการประเมินการปรับปรุงเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษในระยะยาวของ ‘คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (Committee on Climate Change) หรือ CCC ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษา โดยมีรายงานเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่นานหลังจากมีการประกาศภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศ

รายงานดังกล่าวให้คำแนะนำเพื่อยกระดับมาตรฐานการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

นี่คือภาพรวมของการเคลื่อนไหวต่อปัญหาสภาพอากาศในสหราชอาณาจักร

การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อนในสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรประสบกับการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ชนิดไม่มีใครเทียบได้ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินทางภูมิอากาศ ภายหลังการประท้วงโดยกลุ่ม Extinction Rebellion บนถนนและพื้นที่สาธารณะเกือบ 10 วัน โดยผู้ประท้วงได้แสดงออกอย่างสุดโต่ง เช่น การแก้ผ้าต่อหน้ารัฐสภา การทากาวที่มือแล้วไปจับกระจกรถไฟฟ้าและอาคาร ทำให้การเดินขบวนประท้วงสิ้นสุดลงด้วยการจับกุมผู้ประท้วงนับพันคน

แต่ก็ถือว่าผู้ประท้วงประสบความสำเร็จ ตามการรายงานของเว็บไซต์ข่าว Quartz ระบุว่า ท่ามกลางกระแสการประท้วงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้สร้างสถิติใหม่ของจำนวนครั้งในการเสนอข่าวเกี่ยวกับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Change) ของสื่อมวลชนสหรัฐฯ

‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน วัย 15 ปี

ขณะที่ ‘เควิน เฟรีย’ (Kevin Frea) สมาชิกสภาท้องถิ่นแลงคาสเตอร์ เมืองแลงคาเชียร์ ของอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานองค์กร Climate Emergency UK เขียนในอีเมลที่ส่งถึงนิตยสาร Pacific Standard ว่า กลุ่ม Extinction Rebellion และการประท้วงในโรงเรียนที่นำโดย ‘เกรตา ธุนเบิร์ก’ (Greta Thunberg) นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน วัย 15 ปี ได้สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่โดยแรงขับเคลื่อนที่นำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

ด้าน ‘แบโรเนส ไบรโอนี เวอร์ธิงทัน’ (Baroness Bryony Worthington) ผู้อำนวยการบริหารกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อมยุโรป (Environmental Defense Fund Europe) และผู้นำการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหราชอาณาจักร มองว่าการประท้วงเหล่านี้เป็นเพียงแค่ ‘ปลายภูเขาน้ำแข็ง’ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีแรงกดดันมากมายถูกสร้างขึ้น จากการที่นักวิทยาศาสตร์ส่งเสียงสัญญาณเตือนและการนำเสนอผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะปรากฏขึ้นทั่วโลก

การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับท้องถิ่น

ก่อนการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลอังกฤษ แนวความคิดนี้ได้รับแรงกระตุ้นในระดับท้องถิ่นมาก่อน โดยสภาท้องถิ่น 59 แห่งทั่วสหราชอาณาจักรได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งได้รับการติดตามโดย Climate Emergency UK

เควิน เฟรีย ระบุว่า Climate Emergency UK ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีที่สุดและแบบจำลองการประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุ ‘ความเป็นกลางของคาร์บอน’ (Carbon Neutrality) หรือการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิสู่ชั้นบรรยากาศ ตลอดจนการช่วยเชื่อมโยงผู้นำท้องถิ่นกับนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ข้อเรียกร้องจากรายงานของ CCC มีอะไรบ้าง?

รายงาน CCC ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม การแนะนำให้อุตสาหกรรมพลังงานเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมการขนส่ง เร่งรัดการปรับปรุง และเสนอแนะให้รถยนต์ใหม่ทั้งหมดในสหราชอาณาจักรเป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2035 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล

นอกจากนี้ รายงานเรียกร้องให้เพิ่มพื้นที่ป่าผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การปลูกต้นไม้และปรับปรุงการจัดการที่ดิน เพื่อให้มีต้นไม้ครอบคลุม 17 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ภายในปี 2050 (ปัจจุบันอยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์) และยังแนะนำเพิ่มเติมว่าควรปรับปรุงอาคารเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการจัดการขยะชีวภาพที่ย่อยสลายได้ให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินหรือปั่นจักรยานมากขึ้น เดินทางด้วยอากาศยานน้อยลง พิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และลดการกินอาหารที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม

ทั้งนี้ พรรคแรงงานซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งนี้ ยังได้เน้นถึงความสำคัญของความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในแผนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพรรคกำลังพิจารณาการแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมถึงการมอบฉนวนกันร้อนใต้หลังคาฟรีแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย

ลำพังรายงาน CCC ถือเป็นความพยายามที่มากพอหรือยัง?

กลุ่ม Extinction Rebellion ได้วิพากษ์วิจารณ์รายงาน CCC โดยอ้างว่า แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะปรับใช้และปฏิบัติตามตามคำแนะนำของรายงานอย่างเต็มที่ ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่โลกจะจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิในศตวรรษนี้ ที่ 1.5 องศาเซลเซียส โดยกลุ่ม Extinction Rebellion ระบุว่า การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์จะต้องเกิดขึ้นภายในปี 2025

เควิน เฟรีย ก็ได้ตอบโต้เช่นกันโดยระบุว่า สหราชอาณาจักรควรพยายามอย่างจริงจังที่จะไปให้ถึงเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ภายใน 10 ปี

ขณะเดียวกัน ‘มิก ไอดต์’ (Mik Aidt) นักข่าวที่ศูนย์ความปลอดภัยด้านสภาพอากาศ (Centre for Climate Safety) วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายและความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงจนล้มเหลวในการมองเห็นความสำคัญของการประกาศภาวะฉุกเฉินครั้งใหม่นี้

“ประสบการณ์ของผมบอกผมว่านักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมยังไร้เดียงสาและจะเสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเราไม่มีเวลาจะให้เสียแล้ว ผมยอมรับว่าเป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้มีความทะเยอทะยานในการแก้ปัญหาที่มากพอ แต่ผมเห็นว่ามันก็เป็นก้าวที่เข้มแข็งในทิศทางที่ถูกต้อง”

Written By

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Interview

อยากซื้อปืนก็ปลูกต้นไม้สิ ชาวอินเดียต้องปลูกต้นกล้า ก่อนได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธ

Vision

เตือนภัยล่วงหน้า 80 ปี ชุมชนริมฝั่งในออสเตรเลียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศพร้อมรับมือน้ำท่วม

Vision

ผู้ชายแพ้ท้องแทนเมียได้จริงหรือ?

Vision

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร?

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup