Connect with us

Subscribe

Life

ชีวิตสุดมหัศจรรย์ของ สตีวี วันเดอร์

สตีวี วันเดอร์ รัฐบุรุษแห่งวงการดนตรี ชายผู้ไม่เคยเห็นความงามของโลก แต่เนรมิตเพลงได้ด้วย ‘ความฝัน’ ว่ากันว่าคนที่เกิดมาพิการมักจะได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าเป็นการทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป สตีวี วันเดอร์ คือหนึ่งในนั้น

Reasons to Read

  • สตีวี วันเดอร์ รัฐบุรุษแห่งวงการดนตรี ชายผู้ไม่เคยเห็นความงามของโลก แต่เนรมิตเพลงได้ด้วย ‘ความฝัน’ ว่ากันว่าคนที่เกิดมาพิการมักจะได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้าเป็นการทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป สตีวี วันเดอร์ คือหนึ่งในนั้น
  • เขาไม่เคยเห็นความสวยงามของพลุไฟในวันปีใหม่ หรือแม้กระทั่งพลังแขนอันน่าทึ่งของ โจ มอนทาน่า ที่พาโฟร์ตี้ไนเนอร์ส เป็นแชมป์ซูเปอร์โบวล์ แต่สิ่งที่ชายคนนี้ได้สรรสร้างออกมาให้กับโลก งดงามเสียยิ่งกว่าพลุไฟในวันปีใหม่ที่ว่าเสียอีก 
  • สตีวีถูกยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลของวงการดนตรีโลกจากผลงานที่เขาเคยสร้างสรรค์เอาไว้ เขาคือนักร้องเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าหากคุณได้ยินเรื่องราวชีวิตของเขาต่อไปนี้ คุณจะรู้ว่าพรสวรรค์ของเขาต้องแลกมาพร้อมกับคราบน้ำตาของผู้เป็นแม่

สตีฟแลนด์ ฮาร์ดอเวย์ จัดกินส์ (Stevlank Hardaway Judkins) หรือที่เรารู้จักเขาในชื่อ สตีวี วันเดอร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 ที่เมืองแซกินอว์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สตีวีเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้อง 6 คน หลังการคลอดเขาต้องอยู่ในตู้อบนานกว่า 2 อาทิตย์ เพราะการคลอดก่อนกำหนด และการได้รับออกซิเจนในตู้อบมากเกินไปเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเสียการมองเห็น และตาบอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อรู้ว่าลูกชายตัวเองกำลังจะตาบอดตลอดชีวิต ลูลา เมย์ ฮาร์ดอเวย์ ทำได้แค่เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม สิ่งแรกที่เธอทำคือการพาสตีวีไปที่โบสถ์ โดยหวังว่า ‘พระเจ้าอาจจะช่วยเขาได้’ ลูลาพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้สตีวีกลับมามีชีวิตที่ปกติ เธอถึงขั้นไปที่โรงพยาบาล และขอให้หมอผ่าดวงตาของเธอไปใส่ในตาเขาแทน

สตีวีเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แม่ของสตีวีต้องดูแลลูกๆ ทั้ง 6 ด้วยตัวคนเดียว เธอมักจะถูกสามีของตัวเองทำร้ายทั้งด้านร่างกายและจิตใจเสมอ “เขาพูดกับฉันว่าถอดเสื้อโค้ทออกเดี๋ยวนี้ แล้วออกไปจากที่นี่ซะ ลูกเดินเข้ามาหาฉันในห้องครัวแล้วถามว่า นี่แม่จะไปไหน พวกเราหิวข้าว ฉันทำได้เพียงบอกไปว่าเดี๋ยวก็กลับแล้ว อยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวแม่จะกลับมา เรื่องจริงมันยิ่งกว่าในละคร เขามักจะรอฉันอยู่บนรถ ก่อนจะไล่ฉันลงไปหาลูกค้า ฉันทำได้เพียงทำตามสิ่งที่เขาต้องการ เพื่อเราจะได้มีเงินมาซื้อข้าวให้ลูกๆ” ลูลาเล่าถึงวินาทีที่พ่อแท้ๆ ของสตีวีไล่เธอออกไปขายบริการเพื่อแลกกับเงิน

ลูกต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้! ลูลาตัดสินใจหอบลูกทั้ง 6 ของเธอไปดีทรอยต์ เธอใช้เงินเก็บทั้งหมดซื้อบ้านที่นั่น และเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมกับเปลี่ยนนามสกุลจาก จัดกินส์ เป็น มอร์ริส ในสภาพแวดล้อมที่ดีช่วยเอื้อต่อสตีวีในหลายๆ ด้าน แม้เกิดมาพร้อมตาที่มองไม่เห็น แต่สตีวีก็สัมผัสได้ถึงความเสียสละของแม่ 

ในวัย 5 ขวบ สตีวีค้นพบสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาพองโต นั่นก็คือ ‘ดนตรี’ สตีวีได้รู้จักดนตรีครั้งแรกเมื่อได้สัมผัสเปียโนเก่าๆ จากเพื่อนบ้าน เขาตกหลุมรักมันในทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เล่น ถึงแม้จะเป็นเปียโนที่ยังไม่ได้จูน แต่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ที่ไวท์สโตน บัปติสต์ โบสถ์คนผิวสีในดีทรอยต์ สตีวีได้เข้าร่วมกลุ่มนักร้องประสานเสียง และโชว์พรสวรรค์ที่ทุกคนต้องประหลาดใจ เขาเรียนรู้ที่จะเล่นเปียโน ฮาร์โมนิกา รวมถึงกลอง เบส และกีตาร์ ได้ด้วยตัวเอง แถมใช้เวลาฝึกเพียงไม่กี่เดือนก็เก่งราวกับคนเล่นมาแล้วหลายปี เหมือนกับว่าพรสวรรค์นี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้กับเขาเพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป

สตีวีไม่ให้ความผิดปกติของตัวเองมาเป็นอุปสรรคในการทำตามความฝัน เขาตั้งวงกับเพื่อนโดยใช้ชื่อว่า‘สตีวีกับจอห์น’ และพากันออกไปร้องเพลงตามท้องถนน โดยหวังลึกๆ ว่าจะมีแมวมองมาได้ยินเข้าสักวันหนึ่ง

และแล้วความฝันของเขาก็เป็นจริง วันหนึ่ง รอนนี ไวท์ แห่งวง The Miracles ได้มีโอกาสฟังเสียงร้องของสตีวีในเพลง ‘Lonely Boy’ เพลงที่สตีวีแต่งเพลงนี้ได้กลายเป็นกุญแจสู่วงการเพลง ไม่กี่วันต่อมา ไวท์พาสตีวีกับแม่ไปที่ค่ายโมทาวน์เพื่อออดิชั่น เบอร์รี กอร์ดี้ ซีอีโอของค่ายอึ้งกับความสามารถของสตีวีเป็นอย่างมาก และไม่รอช้าที่จะจับเขาเซ็นสัญญา 

โปรดิวเซอร์ที่ดูแลโปรเจกต์ของสตีวีอย่าง คาร์แรนซ์ พอล ได้ตั้งชื่อในวงการให้กับเขาว่า ‘Little Stevie Wonder’ ในช่วงแรกสตีวีต้องทำเพลงตามใจค่ายและไม่ได้เป็นตัวเองมากนัก อัลบั้มแรกอย่าง The Jazz Soul of Little Stevie ก็ไม่น่าจดจำ แถมยังต้องทำอัลบั้มย้ำรอยเท้าของ เรย์ ชาร์ลส ใน Tribute to Uncle Ray อีกด้วย แต่ผลงานในอัลบั้มต่อมาอย่าง ‘Fingertips’ กลายเป็นเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักกับศิลปินที่ชื่อ สตีวี วันเดอร์ ! 

ซิลเวีย มอย โปรดิวเซอร์ และกอร์ดี้ ให้โอกาสสตีวีในการทำเพลงในแบบที่เขาอยากทำในนาม ‘สตีวี วันเดอร์’ สตีวีประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงยุค 60 พร้อมผลงานระดับตำนาน เช่น Uptight (Everything’s Alright), For Once In My Life, My Cherie Amour และ Signed, Sealed, Delivered ที่แม่ของเขาก็มีส่วนร่วมในการแต่งเพลงนี้ด้วย

“การเป็นแค่ผู้ชายที่พิการ ไม่ได้หมายความว่าเขาคนนั้นจะไร้จินตนาการ”

ขณะออกทัวร์ที่อลาบามา สตีวีถูกกลุ่มการแบ่งแยกเชื้อชาติโจมตีรถบัส และเกือบเอาชีวิตไม่รอด ในเวลาต่อมาเขาได้พบกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ที่งานการชุมนุมเพื่อสันติภาพ และคิงก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอย่างมากในการใช้ชีวิต และในช่วงที่คิงเสียชีวิต สตีวีได้หยุดงานเพลงทั้งหมด และเดินสายรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพของคนผิวดำทั่วสหรัฐฯ

“ในฐานะศิลปิน เป้าหมายของผมคือการส่งข้อความว่า เราทั้งหมดอยู่ร่วมกันได้”

เหตุการณ์ครั้งสำคัญของสตีวีเกิดขึ้นมากมายในช่วงยุค 70 ในวัยยี่สิบปี เขาได้แต่งงานกับนักร้องสาวร่วมค่ายอย่าง ไซรีตา ไรท์ และเป็นเวลาเดียวกันกับที่ มาร์วิน เกย์ กำลังพาโมทาวน์ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในปี 1972 สตีวีปล่อยอัลบั้ม Talking Book โดยมีเพลง ‘Superstition’ และ ‘You Are the Sunshine of My Life’ เป็นเหมือนหมัดฮุคหนึ่งสองของอัลบั้ม ผลงานชุดนี้ส่งให้เขาสามารถคว้ารางวัลแกรมมี อวอร์ด ตัวแรกได้สำเร็จ

6 สิงหาคม ปี 1974 สตีวีประสบอุบัติเหตุรถชนจนเกือบเสียชีวิต หลังเหตุการณ์นี้เขาหันมาเดินหน้าเพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น และในช่วง 2 ปีต่อจากนั้น เขาผลิตอัลบั้มออกมา 2 ชุด แถมคว้าอัลบั้มแห่งปีของแกรมมีได้ทั้งคู่ นั่นก็คือ Innervisions และ Fulfillingness’ First Finale โดยมีเพลงดังอย่าง ‘Higher Ground’ และ ‘You Haven’t Done Nothin’ 

จากความสำเร็จและชื่อเสียงที่อิ่มตัว บวกกับสถานการณ์ทางการเงินของโมทาวน์ที่กำลังแย่ สตีวีมีความคิดที่อยากจะอำลาวงการเพลง แต่ในปี 1977 อัลบั้ม Songs in the Key of Life กลายเป็นอัลบั้มที่เปลี่ยนทุกสิ่งโดยสิ้นเชิง อัลบั้มดังกล่าวมีส่วนผสมของร็อคและโซลรวมเข้ากันได้อย่างลงตัว และมีเพลงดังอย่าง ‘I Wish’, ‘Sir Duke’ และเพลงดังที่แต่งให้กับลูกสาวอย่าง ‘Isn’t She Lovely’

“เขาใส่ประสบการณ์ทั้งชีวิตของเขาลงในอัลบั้มนี้ มันเป็นผลงานเปี่ยมไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์” เบอร์รี กอร์ดี้ ผู้ก่อตั้งค่ายเพลงโมทาวน์

นอกจากจะเขียนแต่เพลงรักแล้ว ผลงานในช่วงยุค 80 ของสตีวี ก็เต็มไปด้วยเนื้อหาทางโลกมาขึ้น เช่นในอัลบั้ม Hotter Than July ปี 1980 ที่กลายมาเป็นผลงานยอดขายระดับแพลทินัมชุดแรกของเขา จากเพลง‘Happy Birthday’ เพลงที่เขาแต่งเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเพลง ‘Front Line’ ที่พูดถึงทหารสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม

ทุกวันนี้เพลงอย่าง ‘I Ain’t Gonna Stand for It’, ‘Lately’ และเพลงที่ส่งให้เขาได้ออสการ์อย่าง ‘I Just Called To Say I Love You’ ก็ยังเป็นเพลงที่ถูกร้องทุกครั้งเมื่อนึกถึงสตีวี ด้วยอายุที่มากขึ้น ปัจจุบันเขาจะออกทัวร์เฉพาะงานใหญ่ๆ เท่านั้น และหยุดทำงานในสตูดิโอไปเรียบร้อยแล้ว

สตีวี วันเดอร์ กลายเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลในอุตสาหกรรมดนตรี เขาฝากผลงานเป็นสตูดิโออัลบั้มมากกว่า 26 ชุด และเป็นศิลปินเดี่ยวคนเดียวที่ได้รางวัลแกรมมีมากที่สุดถึง 25 รางวัล และยังได้รางวัลเกียรติยศของแกรมมีอีกด้วย สตีวีมียอดขายอัลบั้มรวมมากกว่า 100 ล้านแผ่นทั่วโลก เขาและเพลงของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจของคนทั้งโลก ไม่ใช่เพียงแค่คนที่พิการทางร่างกายเท่านั้น 

“การที่คุณตาบอด ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่รู้อะไร คุณรับรู้ทุกอย่างได้ด้วยการฟัง” สตีวี วันเดอร์

Written By

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Interview

อยากซื้อปืนก็ปลูกต้นไม้สิ ชาวอินเดียต้องปลูกต้นกล้า ก่อนได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธ

Vision

เตือนภัยล่วงหน้า 80 ปี ชุมชนริมฝั่งในออสเตรเลียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศพร้อมรับมือน้ำท่วม

Vision

ผู้ชายแพ้ท้องแทนเมียได้จริงหรือ?

Vision

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร?

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup