Connect with us

Subscribe

Life

Sex Education เรียนเซ็กซ์ต้องใจกว้าง เปิดรับ ไม่ตัดสิน

นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่ว่ากันด้วยปัญหาเครื่องแบบ (ซึ่งเป็นรื่องที่ไร้สาระและออกจะล้าหลัง) แต่พูดถึงสิ่งที่เป็นเรื่องต้องห้ามเสียยิ่งกว่าในสังคมไทย นั่นคือ เซ็กซ์ในวัยรุ่น!

Reasons to Read

  • นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่ว่ากันด้วยปัญหาเครื่องแบบ (ซึ่งเป็นรื่องที่ไร้สาระและออกจะล้าหลัง) แต่พูดถึงสิ่งที่เป็นเรื่องต้องห้ามเสียยิ่งกว่าในสังคมไทย นั่นคือ เซ็กซ์ในวัยรุ่น! 
  • ด้วยชื่ออาจทำให้หลายคนคิดว่า Sex Education น่าจะเป็นงานในทำนองเดียวกับหนังวัยรุ่นทะลึ่งตึงตังอย่าง American Pies ซึ่งจะบอกว่าเป็นความคิดที่ผิดก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนัก 
  • เพราะแม้ว่า Sex Education จะเป็นงานแนว dramedy (drama-comedy) ที่เสียงหัวเราะอาจจะไม่โฉ่งฉ่างเท่า American Pies แต่ก็พอเทียบเคียงกันได้ในแง่ของการมองเรื่องเซ็กซ์อย่างมีอารมณ์ขัน นอกจากนี้ฉากเซ็กซ์ซีนใน Sex Education ยังมีหลายระดับ ตั้งแต่เบาะๆ ไปจนถึงอล่างฉ่างเปิดหมดเปลือกเสียยิ่งกว่า 

เมื่อไม่นานนี้เมืองไทยของเราเพิ่งผ่านพ้นดราม่าเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียนไปหมาดๆ เมื่อโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งมีความคิดก้าวหน้า ทดลองให้นักเรียนของตนใส่ชุดไปรเวตมาเรียนได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน แน่นอนว่าการทดลองดังกล่าวไม่เป็นปัญหากับใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนแห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคณะครู, นักเรียน หรือกระทั่งผู้ปกครอง แต่คนที่เดือดร้อนกลับเป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้เลย และผู้หวังดีเหล่านั้นก็อ้างเหตุผลต่างๆ นานา (หลักๆ คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ กลัวจะเกิดการอวดร่ำอวดรวยกัน) เพื่อต่อต้านการทดลองนี้

เห็นดราม่านี้แล้ว ก็รู้สึกได้ทันทีว่า ซีรีส์ที่มีเนื้อหาอย่าง Sex Education — ที่เราจะพูดถึงกันในฉบับนี้ — คงจะยังไม่เกิดขึ้นในบ้านเราในช่วงเวลาอันใกล้นี้ เพราะดังที่ชื่อของมันบอกใบ้ นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่ว่ากันด้วยปัญหาเครื่องแบบ (ซึ่งว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระและออกจะล้าหลัง) แต่พูดถึงสิ่งที่เป็นเรื่องต้องห้ามเสียยิ่งกว่าในสังคมไทย นั่นคือ เซ็กซ์ในวัยรุ่น นั่นเอง

Sex Education เป็นซีรีส์จากเกาะอังกฤษที่แพร่ภาพทั่วโลกทางสตรีมมิงชื่อดังอย่างเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ซึ่งเล่าเรื่องของ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลายคนคงเคยผ่านตามาจาก Ender’s Game) เด็กหนุ่มไฮสคูลผู้ไร้ประสบการณ์ทางเพศ (แม้แต่ช่วยตัวเองก็ยังไม่มีความกล้าพอ) แต่ด้วยความที่มีแม่เป็นนักบำบัดทางเพศและความสัมพันธ์ (กิลเลียน แอนเดอร์สัน จาก The X-Files รับบทนี้ได้อย่างเด็ดขาด) ทำให้แม้ว่าจะแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ แต่กลับมีความเข้าใจปัญหา (ทางเพศ) ของเพื่อนคนอื่นอย่างลึกซึ้ง จนทำให้เพื่อนสาวลุกส์ดูแรงงง! อย่างเมฟ (เอ็มม่า แมคเคย์) เกิดหัวใสคิดวิธีหารายได้ร่วมกับโอทิส ด้วยการเปิดคลินิกปรึกษาปัญหาทางเพศให้กับเพื่อนๆ ในโรงเรียน

ด้วยชื่อและเรื่องย่อดังกล่าว อาจทำให้หลายคนคิดว่า Sex Education น่าจะเป็นงานในทำนองเดียวกับหนังวัยรุ่นทะลึ่งตึงตังอย่าง American Pies ซึ่งจะบอกว่าเป็นความคิดที่ผิดก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนัก เพราะแม้ว่า Sex Education จะเป็นงานแนว dramedy (drama-comedy) ที่เสียงหัวเราะอาจจะไม่โฉ่งฉ่างเท่า American Pies แต่ก็พอเทียบเคียงกันได้ในแง่ของการมองเรื่องเซ็กซ์อย่างมีอารมณ์ขัน นอกจากนี้ฉากเซ็กซ์ซีนใน Sex Education ยังมีหลายระดับ ตั้งแต่เบาะๆ ไปจนถึงอล่างฉ่างเปิดหมดเปลือกเสียยิ่งกว่า American Pies (มีอวัยวะเพศชายโผล่มาฉากหนึ่งด้วย) 

แต่จะบอกว่ามันเป็นงานประเภทเดียวกัน ก็ออกจะผิดฝาผิดตัวไปหน่อย เพราะอย่างที่บอกว่า Sex Education คืองาน dramedy ดังนั้นมันจึงมีน้ำเสียงที่จริงจังมากกว่า พูดเรื่องเซ็กซ์ได้ขึงขังและมีมิติที่หลากหลายมากกว่า ส่วนเซ็กซ์ซีนที่แม้ว่าบางครั้งจะดูหวือหวา, พิสดารหรือน่าหัวร่อ แต่ก็ถูกใช้เพื่อสะท้อนความอยากรู้อยากลองทว่ายังคงไร้เดียงสาของวัยรุ่นเสียมากกว่า ที่สำคัญ แม้จะดูหมกมุ่นอยู่กับเรื่องบนเตียง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าซีรีส์ชุดนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดแบบ “เฮ้ เรามาพูดเรื่องสนุกๆ บนเตียงของวัยรุ่นกันดีกว่า” แต่มันถูกสร้างตามหลักการที่นักจิตวิทยาชื่อดังหลายสำนักพูดคล้ายๆ กันว่า‘เซ็กซ์คือแรงขับของทุกสิ่ง’ ซึ่งคงไม่มีใครต้องพึ่งพาแรงขับดังกล่าวเท่าวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนอันพุ่งพล่านอีกแล้ว

ดังนั้น Sex Education จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเซ็กซ์ แต่เป็นงานที่พูดถึงชีวิตและปัญหาของวัยรุ่นผู้มีเซ็กซ์และฮอร์โมนเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงซีรีส์ชื่อดังของไทยอย่าง Hormones วัยว้าวุ่น ไม่ได้ แม้ว่าด้วยจารีตและกรอบบางอย่างของความเป็นไทยจะทำให้งานจากฝั่งไทยเรื่องนี้ไม่สามารถบอกได้อย่างตรงไปตรงมาว่าจะพูดเรื่อง sex drive ในวัยรุ่น แต่การใช้ชื่อว่า Hormones ก็แสดงนัยยะที่ชัดเจนว่ามันพูดเรื่องเดียวกับ Sex Education ที่สามารถเปิดหมดเปลือกได้มากกว่า (ก็ฉันเป็นซีรีส์จากประเทศโลกที่ 1 นี่จ๊ะ)

ดังนั้น ถึง Sex Education จะตีหัวเข้าบ้านด้วยความห่าม เกรียนและสัปดี้สัปดนของวัยรุ่น แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันคืองาน coming-of-age (ที่ทำได้อย่างละเมียดละไมเสียด้วย) สะท้อนชีวิตวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างดูจะถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันตั้งรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก, การถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน, ความสับสนทางเพศ, ช่องว่างระหว่างวัย, การค้นหาและเห็นคุณค่าในตัวเอง, การต่อสู้กับความคาดหวังของคนอื่น ไปจนถึงความอึดอัดกับกรอบปฏิบัติบางอย่าง ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนออย่างพิถีพิถัน ไม่ว่าจะการทำงานของบทที่ถูกเขียนได้อย่างมีชั้นเชิง เต็มไปด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่มีลูกล่อลูกชน รู้ผ่อนหนักผ่อนเบา รู้ว่าควรซ่อนปมใดและควรนำมาเวลาไหน สอดแทรกประเด็นที่ต้องการพูดอย่างแนบเนียน ไม่เถรตรงจนกลายเป็นการยัดเยียด เรียกได้ว่านี่เป็นงานที่บททำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเอาคนดูอยู่ตั้งแต่ฉากแรกด้วยซ้ำ

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของบท ก็คือการออกแบบตัวละครที่ทำได้อย่างมีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และดูติดดินเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งนั่นอาจจะอานิสงส์จากความเป็นงานจากเกาะอังกฤษ ที่ตัวละครจะไม่มีความประดิษฐ์เท่าอเมริกันซีรีส์ (ลองนึกถึง Gossip Girl หรือ Riverdale) ซึ่งทำให้เกิดความฉูดฉาดหวือหวา น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็แลกมาด้วยความเป็นธรรมชาติและสมจริงที่ลดน้อยลง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในซีรีส์ฝั่งอังกฤษ (แม้แต่เด็กกลุ่มที่เริดหรูที่สุดใน Sex Education อาจจะดูธรรมดากว่าเด็กชั้นล่างของ Gossip Girl ด้วยซ้ำ)

เหนืออื่นใดก็คือ Sex Education เป็นงานที่พูดถึงเซ็กซ์ได้อย่างใจกว้าง เปิดรับ และไม่ตัดสิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นในบ้านเรา ที่ยังมองเซ็กซ์เป็นเรื่องต้องห้าม และเกือบจะมองมันเป็นเรื่องผิดบาปเสียด้วยซ้ำ นั่นไม่ใช่ทัศนคติที่เกิดขึ้นในซีรีส์ชุดนี้ เซ็กซ์ใน Sex Education เป็นได้ตั้งแต่สิ่งที่ดูพิลึกพิลั่นที่สุดไปจนถึงสิ่งที่สวยงามที่สุด บางครั้งมันอาจจะถูกใช้เพื่อบำบัดความใคร่โดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกใช้ในแง่มุมอื่นไม่ได้ ทั้งการยอมรับในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง ไปจนถึงการก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิต เซ็กซ์สามารถเป็นส่วนประกอบสำคัญในเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งนั้น

ดังนั้น ปัญหาเรื่องเซ็กซ์ในวัยเรียนที่บ้านเรากำลังตื่นกลัวกันอยู่ในปัจจุบันนี้ อาจจะไม่สามารถแก้ด้วยการตั้งคำถามว่า “จะป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนได้อย่างไร” แต่ควรเริ่มจากการคิดว่า “จะพูดและทำความเข้าใจเรื่องเซ็กซ์กับวัยรุ่นอย่างไร” เสียมากกว่า

…แต่พูดไปก็คงเท่านั้น เราจะไปหวังอะไรกับสังคมที่แค่การใส่ชุดไปรเวตไปเรียนก็ยังเป็นเรื่องใหญ่โตกันล่ะ

Written By

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Interview

อยากซื้อปืนก็ปลูกต้นไม้สิ ชาวอินเดียต้องปลูกต้นกล้า ก่อนได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธ

Vision

เตือนภัยล่วงหน้า 80 ปี ชุมชนริมฝั่งในออสเตรเลียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศพร้อมรับมือน้ำท่วม

Vision

ผู้ชายแพ้ท้องแทนเมียได้จริงหรือ?

Vision

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร?

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup