Connect with us

Subscribe

Vision

เมื่อฝุ่นพิษ ไม่ใช่ปัญหาที่เบาหวิว ต่างชาติเขาแก้ไขปัญหากันอย่างไร

ทำความเข้าใจกับปัญหาฝุ่นพิษของกรุงเทพฯ เปรียบเทียบกับกรณีศึกษาของต่างประเทศที่เคยเผชิญปัญหานี้ ชาติต่างๆ เขามีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร และได้ผลแค่ไหน

Reasons to Read

  • ทำความเข้าใจกับปัญหาฝุ่นพิษของกรุงเทพฯ
  • เปรียบเทียบกับกรณีศึกษาของต่างประเทศที่เคยเผชิญปัญหานี้ ชาติต่างๆ เขามีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร และได้ผลแค่ไหน

กว่าเดือนแล้วที่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่างต้องเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือที่เรียกกันคุ้นปาก คุ้นหูกันมากขึ้นทุกทีๆ ว่า PM 2.5 เจ้าฝุ่นละอองตัวร้ายที่มีขนาดเล็ก กว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของผมถึง 20 เท่า แทรกซึมเข้าร่างกาย ฝังตัวลึกในปอด สร้างปัญหาต่อระบบ ทางเดินหายใจ 

องค์การอนามัยโลก ประเมินว่าในแต่ละปี มีคนทั่วโลกเสียชีวิตจากปัญหามลพิษทางอากาศ ราวๆ 7 ล้านคน (อ่านเพิ่มได้ที่ : https://www.who.int/airpollution/en/) และเจ้าฝุ่นPM 2.5 ก็เป็นหนึ่งสิ่ง ปลอมปนในอากาศที่ทำให้แต่ละประเทศต้องปวดหัวกับการแก้ไขปัญหา

บ้านเราเพิ่งจะเริ่มพูดถึงค่า PM 2.5 สะสมเกินค่ามาตรฐานกันเมื่อสักปีสองปีที่ผ่านมานี่เอง หลังเริ่มมีเสียงกระตุ้นเตือนจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ ว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่กระทบกับการจราจรและทิศทางลมในเมืองหลวง จะก่อให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองขนาดเล็ก แล้วที่มีข้อมูลรายงานออกมาต่อเนื่องระยะนี้ ก็เพราะ กทม. เอง ก็เพิ่งจะมีเครื่องวัดคุณภาพอากาศแบบที่วัดค่า PM 2.5 ได้เมื่อไม่นานมานี้

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษที่เผยแพร่รายวัน พร้อมคำเตือนเรื่องการระมัดระวังตัวให้กลุ่มเสี่ยงหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ประกอบกับข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่หาได้ง่ายขึ้น ทำให้ไม่น่าแปลกที่ชาวเน็ตจะออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทำอะไรที่มากไปกว่าการฉีดพ่นน้ำและล้างถนน แนะนำให้งดใช้รถที่ควันดำ แล้วรอให้ฝนตก ลมพัด ขณะที่กระทั่งรัฐบาลเอง ก็ไม่ได้มีท่าทีที่ขึงขังเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหานัก ทั้งที่ก็ต้องสูดหายใจฝุ่นละอองละเอียดเข้าไปเหมือนกัน

แล้วประเทศอื่นจัดการปัญหานี้กันอย่างไร? 

ย้อนไปช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากใครติดตามสถานการณ์ต่างประเทศ จะพบว่าทุกๆ ปี จะต้องมีรายงานปัญหาคุณภาพอากาศในมหานครปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพที่เห็นประกอบข่าว คือหมอกควันจัด ทัศนวิสัยเลวร้าย แต่มาช่วงปีหลังมานี้ ดูเหมือนปัญหาจะเบา บางลงบ้าง เพราะรัฐบาลใช้มาตรการเข้มเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในปี 2017 จีนสามารถลดค่า PM 2.5 ในกรุงปักกิ่งลงได้ถึงร้อยละ 57 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และค่า PM 2.5 ใน 26 เมืองทางเหนือรวมเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งและเทียนสิน ก็ลดลงถึง หนึ่งในสาม หลังใช้มาตรการแข็งกร้าวเพื่อรับมือปัญหามลพิษมาตั้งแต่ปี 2013 ตั้งแต่สั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน จำกัดการใช้ถ่านหิน (ปักกิ่งถูกสั่งให้ลดการใช้ถ่านหินลงครึ่งหนึ่ง!) เพิ่มระบบกรองอากาศ ขนาดใหญ่ในเมือง โดยบางเมืองมีการติดตั้งระบบกรองอากาศขนาดใหญ่บน อาคารสูง เพื่อดักจับฝุ่น ที่แขวนลอยด้านบน

แต่ปัญหาก็คือ จีนใช้มาตรการบังคับซึ่งได้ผลอย่างยิ่ง แต่ปัญหากลับไปเกิดในพื้นที่อื่นแทน เมื่อไม่สามารถทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางเหนือได้ โรงงานต่างๆ เลยย้ายไปตั้งฐานทางตอนใต้ หรือภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ ดังนั้นพอมาถึงภาพใหญ่ ระดับมลพิษของประเทศก็ไม่ได้ลดลงมากนัก แถมยังต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อทำมาตรการเหล่านี้

กรุงนิวเดลีของอินเดีย ก็ขึ้นชื่อเรื่องมลพิษทางอากาศ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยการขอความร่วมมือประชาชนลดการก่อกองไฟคลายหนาว งดเผาขยะ สั่งห้ามการก่อสร้าง และสั่งโรงงานที่ใช้ถ่านหินให้หยุดดำเนินการ สลับใช้รถตามป้ายทะเบียนวันคู่วันคี่ และใช้บริการขนส่งมวลชน (รวมทั้งอูเบอร์) แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะขาดทั้งงบ ทั้งคน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ที่สำคัญ นักวิเคราะห์มองว่า ขาดความมุ่งมั่นทางการเมืองในการแก้ปัญหา

ปัญหาที่จีนกับอินเดีย ต่างจากพื้นที่กรุงเทพฯ …ตัวการมลพิษสำคัญของจีน คือถ่านหิน พอลดการใช้ ถ่านหิน แล้วเพิ่มระบบกรองอากาศเข้าไป ฝุ่นขนาดเล็กก็ลดลงได้ แต่ในกรุงเทพฯ ปัญหาใหญ่ คือมลพิษจากการจราจร ประกอบกับการก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าที่เร่งสร้างโครมเดียว 10 สาย พ่วงด้วยโครงการคอนโดฯ ตามแนวรถไฟฟ้า ทำให้ฝุ่นลอยไปไหนไม่ค่อยได้ พอถึงฤดูหนาวถึงอากาศไม่หนาว แต่มีความกดอากาศที่กดฝุ่นลงต่ำ ฝนก็ไม่ตกเพราะความชื้นน้อย วิกฤติจึงเกิดขึ้น

ประเทศอื่นๆ ก็เคยเจอปัญหาในลักษณะนี้ ปี 2016 กรุงปารีสของฝรั่งเศส เผชิญกับมลพิษทางอากาศครั้งเลวร้าย ภาพจำที่เกิดขึ้น คือภาพของหอไอเฟลที่ตั้งอยู่เลือนลางหลังม่านหมอกมลพิษจากไอเสีย ควันจากเตาผิงและโรงงานอุตสาหกรรม รัฐบาลเลือกใช้มาตรการเฉพาะหน้าด้วยการสั่งคุมเข้มเรื่องการใช้รถส่วนบุคคล โดยให้สลับใช้วันคู่วันคี่ตามป้ายทะเบียน และให้คนใช้ขนส่งมวลชนฟรี พร้อมให้โบนัสคนขับรถบรรทุกและแท็กซี่หนึ่งหมื่นยูโร เพื่อเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์ดีเซล

กรุงโรมและมิลาน ของอิตาลี ก็เคยเผชิญกับช่วงเวลาที่อากาศนิ่งผิดปกติ ส่งผลให้มลพิษพุ่งสูงเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2015 ตอนนั้นเทศบาลมิลานสั่งห้ามรถทุกชนิดวิ่งเป็นเวลา 6 ชั่วโมง และคิดค่ารถเมล์ราคาพิเศษแบบเหมาจ่ายตลอดวัน ส่วนทางการกรุงโรม สั่งใช้มาตรการสลับวันขับรถ ตามป้ายทะเบียนวันคู่วันคี่ ฝ่าฝืนปรับอัตราสูง

ส่วนกรุงโซลของเกาหลีใต้ เจอปัญหาเดียวกันกับไทย และเกิดในช่วงเวลาเดียวกัน ทางการท้องถิ่นประกาศภาวะฉุกเฉินมลพิษทางอากาศอีกครั้ง หลังมีการประกาศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อค่า PM 2.5 แตะระดับ 146 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ) เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2562 รัฐบาลท้องถิ่นจึงสั่งปิดลานจอดรถในหน่วยงานราชการกว่า 400 แห่งทั่วกรุง และงดการใช้รถส่วนราชการครึ่งหนึ่งเพื่อลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน รวมทั้งแนะนำประชาชนงดออกนอกอาคาร

ที่น่าสนใจคือ ทางการกรุงโซล เคยประกาศใช้มาตรการสลับใช้รถวันคู่วันคี่ตามป้ายทะเบียนในช่วงเกิดวิกฤตฝุ่นละอองเมื่อปีที่แล้ว และประกาศให้คนใช้ระบบขนส่งมวลชนฟรี แต่ยอมรับภายหลัง ว่าแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก พร้อมบอกว่าที่มีมาตรการเหล่านี้ ก็เพราะอยากกระตุ้นให้รัฐบาลเกาหลีใต้ เป็นคนเข้ามาควบคุมการแก้ปัญหาโดยตรงด้วย

หันกลับมาบ้านเรา ตอนนี้อาจจะเริ่มมีความตื่นตัวมากขึ้น เริ่มมีการให้ข้อมูลหน้ากากที่ใช้ทดแทน N95 ได้ กทม.ก็เร่งแจกหน้ากากฟรี มีแต่ก็เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้หมดไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่ความกดอากาศต่ำ การจราจรยัติดขัด คนยังต้องใช้รถใช้ถนน ปัญหานี้ไม่มีวันหมดไป ก็อาจต้องช่วยกันสวดภาวนาปัญหาผ่านไปไวๆ เพื่อให้คนเป็นภูมิแพ้พอจะหายใจได้บ้าง 

Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Advertisement
Connect
Newsletter Signup