Connect with us

Subscribe

Interview

โอ๊ค – สมิทธิ์ อารยะสกุล คุยกับชายหนุ่มคนเดิมในวันที่เพิ่มเติมตัวตน

การเป็นพ่อและสามีในวัย 38 ปี ของโอ๊ค – สมิทธิ์ กับวิธีรับเมื่อลูกถูก Bully และเขาวางแผนปรับตัวยังไงเมื่ออนาคตกำลังจะมาถึง

Reasons To Read

  • การเป็นพ่อและสามีในวัย 38 ปี / วิธีรับเมื่อลูกถูก Bully / ปรับตัวยังไงเมื่ออนาคตมาถึง

ทุกคนแทบทั้งประเทศรู้ว่า โอ๊ค – สมิทธิ์ อารยะสกุล อดีตนักร้องหนุ่มคนนี้เป็นคุณพ่อของฝาแฝดชายหญิงสุดน่ารัก อลิน และ อรัญ อารยะสกุล และเป็นสามีที่สาวๆ ต่างอิจฉาของ โอปอล์ – ปาณิสรา อารยะสกุล ทุกคนรู้จักและใคร่รู้เพราะส่วนผสมของครอบครัวนี้โดดเด่นด้วยรัศมีของดาราที่ลงตัว หากแตกต่างด้วยทัศนคติดีๆ ที่น่ารับฟังของคู่สามี-ภรรยา ที่ช่วยยกระดับให้คนดังบ้านนี้ไม่เคยตกกระแสไปจากข่าวบันเทิง 

GM หยอกล้อกับหมอโอ๊คเล็กน้อยให้พอรำลึกความหลัง ในวันที่เขายังเป็นนักร้องวัยละอ่อน ถ่ายแฟชั่นลงนิตยสารด้วยการสวมผ้าพันคอราวกับอยู่เมืองหนาว “ตอนนั้นวงการแมกกาซีนสนุกมากครับ” หมอโอ๊คหมายถึงบรรยากาศของคนทำนิตยสารในยุคเฟื่องฟู แม้ตอนนี้หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนไป ตัวตนหมอโอ๊คเองก็มีบทบาทใหม่ๆ ให้รับผิดชอบ การเป็นสามี คุณพ่อลูกแฝด และคุณหมอเจ้าของกิจการด้านความงาม

ถึงอย่างนั้น หมอโอ๊คในวัย 38 ปี ก็ย้ำกับ GM อยู่หลายครั้งว่าไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน เจอกับความท้าทายใดๆ เขาก็จะรับมือกับมันด้วยความเป็นตัวของเขาเอง เราเดาว่านั่นคือวิธีคิดที่ปรับตัวให้ทันโลก ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่เจอ แถมด้วยลักยิ้มบนใบหน้าที่ชวนมองอยู่เสมอ

เรามีนัดกับหมอโอ๊คที่ Smith Privé Aesthetique คลินิกด้านความงามของเขาเอง ย่านพระโขนง บรรยากาศของตึกเก่าที่คลินิกตั้งอยู่นั้นดูสงบ ผ่อนคลาย มีความเป็นส่วนตัวแต่ก็ดูเป็นมิตร ไม่ต่างจากลุคของหมอโอ๊คในวันนี้และรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองที่เราคุ้นเคย เขาบอกเล่าถึงธุรกิจที่ตรงสายกับวิชาชีพว่ากำลังไปได้สวยและเติบโตอย่างมั่นคง อันที่จริงทุกสิ่งในชีวิตของหมอโอ๊คก็มั่นคงมาตลอด น่าจะมีเพียงเรื่องลูกเท่านั้นที่ทำให้เขาสั่นคลอน ในวันที่รู้ว่าจะได้เป็นคุณพ่อ แน่นอนว่าหัวใจเขาเป็นสุขมาก แต่สมองของคนช่างคิดก็เริ่มทำงานเช่นกัน

“อีกใจหนึ่งก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงนะ ด้วยความที่เราเป็นแพทย์ด้วย เราก็คิดอยู่ว่าท้องแฝดจะเสี่ยงไหม ตอนนั้นเริ่มสัมผัสได้ถึงความเป็นพ่อที่แท้จริงเลย รู้แล้วว่าฟีลของคนเป็นพ่อมันเป็นอย่างไร มันไม่ใช่แค่ความสุข ความสนุกสนานอย่างเดียว มันผสมไปด้วยความรักที่มากมาย แล้วก็ความเป็นห่วงที่ปนไปด้วยความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ มันไม่ใช่แค่ความเป็นห่วงแบบสามี-ภรรยา หรือแบบที่เราเป็นห่วงพ่อแม่ของเรา เพราะพวกเขาเป็นลูกเรา มันจะมีฟีลของความเป็นเจ้าของเข้าไปด้วย มันเป็นรักปนห่วงน่ะครับ” หมอโอ๊คเริ่มบทสนทนา

เขาเล่าต่อว่าทีแรกตนเองก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่รู้ตัวว่าจะได้เป็นพ่อ ได้ฝันว่าเป็นเพื่อนของลูก อยากเป็นคุณพ่อที่สุขภาพดี วิ่งไปกับลูกได้ทุกที่ แต่เมื่อภรรยาของเขาประสบปัญหาครรภ์เป็นพิษ ต้องคลอดลูกแฝดก่อนกำหนด และน้องอลิน ลูกสาวมีภาวะลิ้นหัวใจตีบตั้งแต่เกิดจนต้องผ่าตัด แม้ตอนนี้ทุกคนจะผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ทำให้ชุดความคิดของหมอโอ๊คเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

“ภาพลักษณ์หรือความฝันว่าลูกจะต้องเป็นอย่างไร จะต้องเป็นคนอย่างไร ถูกลบทิ้งไปหมดเลย เพราะเราได้รู้แล้วว่าการมีชีวิตอยู่ของลูกคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ได้เรียนรู้ถึงคำว่ารักที่ไม่มีเงื่อนไขว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าเขาจะรอดชีวิตมาในลักษณะไหน ไม่ว่าเขาจะสมบูรณ์พร้อมหรือไม่ ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่าเราเปิดกว้างเต็มที่ ถึงจะมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น เราก็ยอมรับได้หมดทุกอย่าง

“ช่วงเวลานั้นขาข้างหนึ่งของเราเป็นพ่อ แต่ขาข้างหนึ่งก็เป็นแพทย์อยู่ด้วย มันจึงมีทั้งความห่วงและการรู้เยอะ แต่บางทีก็รู้ไม่ถูก เพราะโรคเด็กไม่ใช่สาขาที่เราเชี่ยวชาญ มันจึงเป็นอะไรที่สับสนวุ่นวายมาก แต่สุดท้ายก็ตั้งหลักได้ว่าการที่เราเป็นแบบนี้มันไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นได้เลย กลายเป็นว่าเราเป็นคนมีเหตุและผลที่หนักแน่นกว่าที่ตนเองคิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันเปลี่ยนนิสัยของผมมาก จากอดีตที่ค่อนข้างจะนิยมความสมบูรณ์แบบ เป็นคนที่ทำอะไรก็ตามจะต้องมี checklist ไว้ในใจ จนทำให้เราเรียนรู้ว่าบางเรื่องในชีวิต โดยเฉพาะเรื่องลูก มันทำ checklist ไม่ได้ เป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้เลย เราแค่ทำให้ดีที่สุดตามที่เราจะทำได้ ทำให้เราตกตะกอนว่าเราเป็นพ่อที่ไม่ได้คาดหวัง เป็นพ่อที่จะให้ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างนี้จริงๆ” หมอโอ๊คเล่าย้อนถึงความรู้สึกที่ผ่านมา

จากช่วงเวลาที่ยากลำบากจนถึงวันที่ลูกทั้งสองเข้าโรงเรียนเป็นวันแรก แทนที่ฝาแฝดจะเป็นฝ่ายร่ำไห้งอแง แต่เปล่าเลย กลับเป็นคุณพ่อคนนี้เสียเองที่เสียน้ำตาอย่างหนัก

“ภาพที่เราเห็นว่าพวกเขาเข้าไปโรงเรียน อันนั้นเป็นแวบแรกเลยที่เรารู้สึกว่าพวกเขามีตัวตนในแบบของตนเองแล้วนะ เราดีใจที่ลูกของเราแข็งแรงขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ จากตอนเด็กๆ ที่บ๋อแบ๋ไม่รู้เรื่องอะไร ร่างกายก็อ่อนแอ ป่วยบ่อย จนตัวติดกับเราอยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้มันแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเข้มแข็งขึ้น จิตใจของพวกเขาก็เข้มแข็งขึ้นด้วย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็จะห่างจากเราไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราฝืนไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เราในฐานะพ่อต้องรับเรื่องนี้ให้ได้ แล้วมีหน้าที่แค่สนับสนุนเขา ให้สิ่งที่ดีกับเขา หลังจากนั้นทางเดินข้างหน้าก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว”

แม้จะคิดเช่นนั้น แต่หมอโอ๊คก็ยังมีเวลาอีกมากที่จะได้ดูแลลูกๆ และยังต้องเตรียมรับมือกับปัญหาต่างๆ เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น  GM ชวนคุยว่าในยุคปัจจุบันที่มีการ bully กลั่นแกล้งกันหลายรูปแบบมาก ถ้าลูกทั้งสองของเขาโตขึ้นมาแล้วเจอการกระทำแบบนั้น เขาจะมีวิธีรับมือกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร หมอโอ๊คตอบกลับมาว่าโลกของเรามันโหดร้ายมาตลอดอยู่แล้ว แค่ยุคสมัยเท่านั้นเองที่เปลี่ยนแปลง

“ลองไปอ่านประวัติศาสตร์ดูสิ สมัยก่อนเขาตัดหัวกันเลยนะ ความโหดมันมาคนละรูปแบบ เพราะที่จริงพื้นฐานในใจของมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากให้ตัวเองได้ดี ถูกไหม อยากให้ตัวเองมีชีวิตรอด แล้วมนุษย์มีความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อะไรที่ต่างกับความเชื่อตัวเองจะมีความรู้สึกด้านลบ ทีนี้พอเปลี่ยนผ่านยุคสมัย รูปแบบมันแค่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง เปลี่ยนจากการทำสงครามในสนามรบ ก็เปลี่ยนเป็นสงครามในเชิงจิตวิทยาหรือนโยบายต่างประเทศ หรือในยุคปัจจุบันก็จะเป็นการโจมตีในสื่อส่วนตัวหรือโซเชียลมีเดียที่ทุกคนถืออยู่ เราก็แค่ต้องรู้เท่าทันว่ารูปแบบมันเปลี่ยนไป

“ผมเป็นคนที่ปรับตัวและไม่เคยยึดติดกับอดีตอยู่แล้ว ยุคสมัยของลูกเราก็จะตามไปให้ทัน อาจจะโชคดีที่ผมได้ทำงานกับคนรุ่นใหม่ๆ ตลอดเวลา เราก็พยายามจะตามมันให้ได้ พยายามจะเข้าใจมันให้ได้ อย่างแรกเลยที่ผมรู้สึกว่าการ bully ในสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่การมาตบตีกันแบบเดิมๆ มันคือการทำร้ายกันผ่านสื่อในมือ เราก็มีการศึกษาเรื่องนี้กันนะ ผมคุยกับคุณโอปอล์และคุยกับเพื่อนๆ แพทย์หลายคนด้วยกัน จึงได้กฎมาข้อหนึ่งว่าเราต้องไม่ให้ลูกเราเข้าไปในโซนที่ยังไม่ถึงเวลา อันนี้คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรต้องทำนะครับ ไม่ใช่ว่าไหลตามน้ำไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าถ้าเราปล่อยไป เด็กทุกคนก็มีอุปกรณ์ที่จะเข้าถึงสื่อเดี๋ยวนี้ได้ มือถือไม่ใช่สิ่งที่หายากแล้ว ทุกคนสามารถมีมันได้ แต่จะใช้มันเป็นหรือเปล่า

“ดังนั้นตอนที่ลูกยังอายุแค่สองขวบ ผมจะไม่ให้จับมือถือเลย ไม่มีประโยชน์ การเรียนรู้จากมือถือในช่วงวัยนั้นไม่ได้ทำให้เขาเก่งขึ้น และมันมีงานวิจัยชัดเจนว่าการจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนวัยสองขวบนั้นมันมีแต่โทษ เพราะทำให้เด็กเคยชินกับอะไรที่รวดเร็วเกินไป สุดท้ายเขาก็จะไม่สามารถเรียนรู้จากอะไรที่ง่ายๆ ได้เลย อย่างหนังสือหรือรูปภาพ ซึ่งมันจะไม่ดีกับเขาแน่ๆ เมื่อโตขึ้น แล้วพอเด็กเข้าวัยสามขวบปุ๊บเขาก็จะเริ่มสัมผัสอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ได้แล้ว แต่เรามีเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งเราก็ควบคุมแหละครับว่าให้เขาเข้ามาในขอบเขตแค่ไหนที่เด็กควรจะได้รับ ความบันเทิงมีได้แต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับวัย พ่อแม่ก็ต้องใช้เวลากับเรื่องแบบนี้ให้มากขื้น แต่จะไปบังคับให้เขาไม่ดูไม่ได้หรอก เขามีสังคม มีโรงเรียน มีเพื่อนที่ได้ดูสิ่งต่างๆ ในนั้นสมัยนี้ขนาดวัยเตรียมอนุบาลยังคุยเรื่องที่ได้ดูกันแล้วนะ ไปห้ามไม่อยู่หรอกครับ การห้ามไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย มีแต่จะสร้างปมให้เขารู้สึกว่าเขาต้องพยายามเอามันมาให้ได้ในอนาคต”

หมอโอ๊คกล่าวเสริมอีกว่าลูกๆ ของเขาคงต้องรอให้ถึงวัย 12 ปีเสียก่อน ถึงจะอนุญาตให้มีบัญชีเฟซบุ๊คหรือใช้สื่อออนไลน์อื่นๆ ได้ ไม่ใช่เพราะหวงจนเกินพอดี หรือเอามาตรฐานในยุคตนเองมาตัดสิน แต่เพราะวัยนี้พวกเขาจะมีความรับผิดชอบในการดูแลตนเองมากขึ้น มีวุฒิภาวะที่เพียงพอจะเริ่มต้นสร้างตัวตนในโซเชียลมีเดียได้ หากพ่อแม่ก็ยังต้องคอยช่วยลูกๆ ประคับประคองอย่างใกล้ชิดไปด้วย และที่สำคัญคนเป็นพ่อแม่ก็ต้องปรับตัวให้ทันยุคสมัยด้วยเช่นกัน

“ผมมองว่าอนาคตมันเปลี่ยนไปเยอะมากทั้งเรื่องปัญญาประดิษฐ์ เรื่องเทคโนโลยีต่างๆ อีกสักหน่อยอาชีพที่พวกเราทำกันอยู่ตอนนี้มันอาจจะไม่เหลือแล้วก็ได้ มันอาจกลายเป็นอาชีพอะไรก็ไม่รู้ที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกมากมายเลย ซึ่งตอนนี้บางอย่างมันเกิดขึ้นแล้วนะครับ มันหมดไปแล้วกับระบบเก่าๆ แม้แต่วงการแพทย์ที่ผมอยู่มันยังเปลี่ยนไปเลย AI (Artificial intelligence) ก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาจนแพทย์บางสาขาก็เกิดคำถามขึ้นแล้วว่า แพทย์สาขานี้ยังจำเป็นอยู่จริงๆ หรือเปล่า เพราะปัญญาประดิษฐ์มันมาทำงานแทนแล้ว บทบาทจริงๆ ของแพทย์คืออะไร”

การ Disruption ของเทคโนโลยีกับโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ก็จริง แต่วิธีการที่ผู้คนจะรับมือกับมันก็ยังเป็นหนทางที่ถูกตั้งคำถามและหาคำตอบกันอยู่เสมอ แต่วิธีของหมอโอ๊คในแบบที่เป็นตัวเอง ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาปรับตัวเองไปกับบทบาทและความเปลี่ยนแปลงของชีวิตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในฐานะพ่อของลูก สามีของภรรยา หมอของคนไข้ หรือดาราของวงการบันเทิง โดยอาศัยหลักของธรรมชาติที่ดูเรียบง่ายแต่แยบคายในความคิด

“ผมมองว่าบทบาทของพ่อเหมือนแม่น้ำ นั่นคือการให้อย่างเดียว พาลูกไปให้ถึงฝั่งและเป็นน้ำกินน้ำใช้หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขา มันคือการเลี้ยงคน การเป็นต้นกำเนิดชีวิต

“ถ้าบทบาทของสามีหรือคู่ชีวิต ผมว่าเราเหมือนถนนที่เป็นการนำพาชีวิตไปด้วยกัน ชีวิตสมรสเป็นการเดินทาง มันไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน มันเป็นถนนที่ใช้ร่วมกัน เป็นการเคารพซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคกันมากกว่า และมันก็เป็นถนนที่ไปด้วยกันจนถึงจุดจบของชีวิตคู่

“บทบาทแพทย์ผมมองว่าเป็นต้นไม้ ผมยังยืนยันว่าแพทย์เป็นอาชีพบริการ เป็นการดูแลสุขภาพและเป็นการรักษาชีวิตคน ดังนั้นคาแรกเตอร์ของแพทย์ต้องเป็นความอบอุ่นและแผ่ร่มเงาให้กับทุกคนที่เราดูแล ถ้าขาด element นี้ไปแล้วมันจะไม่ใช่การประกอบอาชีพแพทย์ที่แท้จริง

“ส่วนบทบาทในวงการบันเทิง ผมคิดว่านาทีนี้ต้องทำตัวให้เหมือนภูเขา เพราะว่าปัจจุบันคนเยอะมาก เมื่อทุกคนมีสื่อของตัวเอง นักแสดง นักร้อง หรือ social speaker ทั้งหลายออกมากันเยอะไปหมด เราก็ต้องมีจุดยืนของเราที่ชัดเจนเช่นกัน อย่าพยายามทำทุกอย่างจนเกินไป เพราะถ้าเราสะเปะสะปะ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครก็จะจบเร็ว ความเป็นตัวของตัวเองที่จริงใจ และก็มีความนิ่งอยู่ในตัวเอง อันนี้จะช่วยเราให้อยู่ได้นานขึ้น”

เป็นไอเดียรับมือกับชีวิตสำหรับปี 2019 ที่จะมาถึงได้ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ กับผู้ชายหลายบทบาทคนนี้ โอ๊ค – สมิทธิ์ อารยะสกุล

ช่างภาพ : อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Interview

10 เรื่องที่ชาวโซเชียลสนใจมากสุดช่วงเปิดเทอม

Calendar

CK EVERYONE น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับทุกเจเนอเรชั่น

Life

Don Don Donki x The Market
ช่วยเสิร์ฟสินค้าจำเป็นด้วยแนวคิด ‘สะอาด ปลอดภัย มั่นใจ’

Life

รันเวย์ปิด แต่วงการแฟชั่นตื่นตัวช่วยฝ่าวิกฤติ COVID-19

Life

อย่าเพิ่งหอบหนี้หนีโควิด…รัฐบาลพร้อมช่วยแล้ว

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup