Connect with us

Subscribe

Life

ก่อนจะถึงลูกโลกทองคำ For Your Consideration มีไปเพื่อ?

ก่อนที่รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 76 ประจำปี 2019 จะประกาศผลในเช้าวันจันทร์ที่ 7 มกราคม ตามเวลาในบ้านเรา มาดูกันว่าภาพยนตร์สายล่ารางวัลเรื่องใดบ้างที่น่าจับตามอง และอยู่ในโหมดไม่น่าหลุดโผออสการ์!

Reasons To Read

  • ก่อนที่รางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 76 ประจำปี 2019 จะประกาศผลในเช้าวันจันทร์ที่ 7 มกราคม ตามเวลาในบ้านเรา มาดูกันว่าภาพยนตร์สายล่ารางวัลเรื่องใดบ้างที่น่าจับตามอง และอยู่ในโหมดไม่น่าหลุดโผออสการ์!
  • แคมเปญ ‘For Your Consideration’ คืออะไร เพราะเหตุใดจึงมีผลในการชี้นำกรรมการผู้ตัดสินรางวัลออสการ์
  • ความหวังของ มะลิลา : Malila The Farewell Flower ตัวแทนประเทศไทยที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 5 เพื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีนี้

รางวัลประจำปีมีไปเพื่อ? 

หลังจากรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 76 ประจำปี 2019 ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีนี้ออกมา บรรยากาศของเทศกาลล่ารางวัลก็ชัดเจนในทันที เพราะนับจากนี้รางวัลจากสถาบันอื่นๆ จะทยอยประกาศชื่อผู้ชิงรางวัลกันอย่างต่อเนื่อง และเริ่มทยอยแจกรางวัลตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป

รางวัลลูกโลกทองคำอาจจะไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งของบรรดารางวัลทั้งหมด เมื่อเทียบกับออสการ์และรางวัลอื่นๆ แต่ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือมีมากกว่าออสการ์ในหลายด้าน เพราะผู้โหวตส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายบันเทิงจำนวน 90 ชีวิตของสมาพันธ์สื่อฮอลลีวูดต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส ที่ชีวิตนี้ทั้งชีวิตวนเวียนอยู่กับการดูหนังทั้งปีทั้งชาติ การเลือกให้โหวตจึงมีการบาลานซ์ระหว่างอาร์ตกับคอมเมอร์เชียลได้มากพอสมควร

ในขณะที่ผู้โหวตของรางวัลออสการ์ที่มีอยู่ราวๆ 6,000 คน มักจะถูกค่อนขอดเสมอว่า “ดูหนังบ้างหรือเปล่า?”, “ดูปีละกี่เรื่อง?” เพราะเอาเข้าจริง สมาชิกหรือคนที่ทำงานในองค์กรหนัง หรือแม้แต่ตัวนักแสดงเอง ก็ไม่ได้ว่างที่จะดูหนังได้ตลอดทั้งปี จึงทำให้ลักษณะการออกเสียงโหวต มักจะโน้มเอียงไปตามกระแสของแคมเปญ ‘For Your Consideration’ ที่ค่ายหนังชี้นำ หรือไม่ก็ประเด็นทางการเมืองจัดๆ ในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย อาทิ เคสของ Moonlight (2016) ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแบบเหนือความคาดหมาย ชนะตัวเต็งอย่าง La La Land (2016) แบบปาดหน้าเค้กไปต่อหน้าต่อตา ช่วงนั้นมีประเด็นการเมืองอะไรแรงๆ หรือ? ก็ท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไงล่ะจะใครอื่น ถ้าท่านไม่ออกมาต่อต้านกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกัน และกล่าวในทำนองเหยียด คิดว่าบรรดาผู้มีสิทธิ์โหวตจะเทคะแนนมาให้แบบนี้ไหม คิดเล่นๆ ก็คงอยากตบหน้าท่านเท่านั้น อย่าคิดมาก

ฉะนั้น การแจกรางวัลจากสถาบันต่างๆ นอกจากเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาด ที่เกื้อกูลผลประโยชน์ให้ค่ายหนังแล้ว รางวัลจากหลายๆ สถาบันสะท้อนรสนิยมของคณะกรรมการด้วย (ประเด็นนี้ขอให้โฟกัสไปที่รางวัลเล็กๆ อย่าง Critic’s Choice Awards ของสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งอเมริกา หรือ WGA Awards ของสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา ผลที่ออกมาจะแตกต่างกันไปตามรสนิยมของผู้โหวตว่าให้น้ำหนักส่วนใดเป็นพิเศษ) ประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในระดับโลกก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมให้บรรดาผู้โหวตหันมาสนใจหนังที่เป็นตัวแทนชิงรางวัลสาขานี้ (ในปีที่ผ่านมา เรื่องผู้อพยพและความยากจน เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โปรดอย่ามองข้ามเรื่องนี้โดยเด็ดขาด) และกระแสทางการเมืองบางประเด็นที่ชัดเจนในช่วงนั้นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายที่ห้ามมองข้าม นี่กล่าวถึงเฉพาะรางวัลที่เขาแจกๆ กันอยู่นะ ไม่รวมไปถึงการแจกรางวัลของตามเทศกาลภาพยนตร์ใหญ่ๆ อย่างคานส์, เบอร์ลิน, ซันแดนซ์ และเวนิส เพราะเทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้มักจะทำตัวเป็นเทรนด์เซตเตอร์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากกว่า (และเผลอๆ ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องก็มาประสบความสำเร็จบนเวทีลูกโลกทองคำ, ออสการ์ และรางวัลอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ)

เรื่องมาตรฐานการแจกรางวัลจึงไม่อยากให้คนรักหนังต้องคิดมาก หากหนังที่เราเชียร์จะพลาดการเข้าชิงรางวัลใดๆ หรือไม่ได้รางวัล ไม่หมายความว่าหนังมันห่วย หรือรสนิยมเราแย่มาก แต่เงื่อนไขอย่างที่เกริ่นไปข้างต้น เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันหนังหลายๆ เรื่องว่าจะถึงฝั่งฝันหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น มะลิลา : Malila The Farewell Flower ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ได้รับการเสนอชื่อไปชิงรางวัลออสการ์ สาขารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม คุณคิดว่าจะติด 1 ใน 5 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ารอบสุดท้ายหรือไม่?

ตอบได้ทันทีว่า “ยากครับ”

คำตอบนี้ไม่ได้หมายความว่า หนังของผู้กำกับฯ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ เป็นหนังที่ไม่ได้เรื่องนะครับ ตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้มีคุณสมบัติดีพอที่จะเข้าชิงด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้มันยากก็ตรง

(1) หนังถูกซื้อเพื่อไปฉายในอเมริกาหรือยัง? ถ้าซื้อแล้ว ค่ายหนังที่ซื้อไปทำแคมเปญโปรโมตให้ด้วยหรือไม่ For Your Consideration ที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นนั่นแหละ ถ้าไม่ทำ หรือไม่มีบริษัทใดซื้อลิขสิทธิ์หนังไปฉาย ก็จบ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลมามีบริษัท Reel Suspects ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ซึ่งต้องดูรายละเอียดปลีกย่อยอีกว่าได้ฉายในอเมริกาหรือไม่ ถ้าไม่ได้ฉาย มันก็ยากที่จะถูกนำเข้าสู่แคมเปญดังกล่าว ตรรกะง่ายๆ ก็คือ “ฉันจะต้องโปรโมตหนังเธอทำไม ในเมื่อโปรโมตไป บริษัทฉันก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากหนังของเธอ” เราจะคาดหวังรางวัลใดๆ จึงต้องตั้งอยู่บนฐานความจริงของระบบทุนนิยมด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ ฝัน ฝัน หวาน และ

(2) หนังสามารถใช้เป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศได้หรือไม่? ข้อนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาประเด็นแวดล้อมอื่นๆ มาประกอบให้ครบ ที่ผ่านมา เราเคยได้เห็นภาพยนตร์จากไต้หวัน อิหร่าน หรือประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐอเมริกาใช้หวังผลทางการเมืองได้เข้าชิงอยู่บ่อยๆ หนังอิหร่านที่เคยได้รางวัล ได้แก่ The Salesman (2015), A Separation (2010) หรือหนังจากบอสเนียเรื่อง No Man’s Land (2000) ล้วนมีประเด็นการเมืองระหว่างประเทศแทบทั้งสิ้น

กรณีของ มะลิลา เมื่อเทียบกับ Burning (2018) ตัวแทนของเกาหลีใต้ ดูจะเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อ ในแง่ของคุณภาพหนัง และรางวัลต่างๆ ที่ได้รับมาจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ แต่เมื่อเอาสิ่งที่กล่าวทั้งหมดมาโฟกัส Burning จะได้เปรียบกว่า มะลิลา หลายช่วงตัวนัก เพราะนอกจากจะมีโปรแกรมฉายในอเมริกาและถูกผนวกให้อยู่ในแคมเปญ For Your Consideration ของบริษัทที่นำไปจัดจำหน่ายด้วยแล้ว Burning ยังได้รับเสียงเชียร์จากสื่อกระแสหลักในอเมริกาหลายสื่อ ปัจจัยหลังสุดนี่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์โหวตไม่น้อยเช่นกัน ในส่วนของภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมนี้ กรุณาอย่ามองข้าม Shoplifters ตัวแทนจากญี่ปุ่น, Roma ตัวแทนจากเม็กซิโก และ Capernaum ตัวแทนจากเลบานอน โดยเด็ดขาด  3 เรื่องนี้เข้าชิงลูกโลกทองคำไปแล้ว และไม่น่าจะหลุดโผออสการ์ที่จะประกาศต้นปีนี้แน่นอน

หันมามองรางวัลใหญ่ๆ ที่มีการชิงชัยในเวทีลูกโลกทองคำ ส่วนมากไม่ค่อยต่างไปจากโผออสการ์สักเท่าใดนักในหลายๆ ปีที่ผ่านมา ต้องไม่ลืมว่า ลูกโลกทองคำแบ่งย่อยสาขาที่เข้าชิงหลายประเภทมาก แค่ภาพยนตร์ก็มีทั้งภาพยนตร์ตลกและเพลงกับภาพยนตร์ดราม่า  ไหนจะรางวัลสำหรับคนทำละครอีก จึงเปิดช่องให้มีจำนวนผู้เข้าชิงในแต่ละสาขารวมแล้วมีมากกว่ารางวัลจากสถาบันอื่นๆ มาลองกวาดสายตาดูหนังที่อยู่ในโหมดไม่น่าหลุดโผออสการ์กันดีกว่า โดยลองเปรียบเทียบจากรางวัลใหญ่ๆ ที่ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลแล้วอย่าง Golden Globes (GG), SAG, Critic’s Choice เผื่อให้คุณลองเอาไว้เทียบเคียง

คร่าวๆ ที่ลิสต์มานี้ จริงๆ ยังมีหนังบางเรื่องที่เข้าชิงหนึ่งรางวัล และดูไม่โดดเด่นสักเท่าไรนัก ขออนุญาตไม่กล่าวถึง (เห็นไหมขนาดนักเขียนยัง bias เลยคุณ แล้วผู้มีสิทธิ์โหวตให้คะแนนล่ะ)

ข้อน่าสังเกตที่ข้อตั้งธงไว้เฉยๆ ก็คือ รางวัลที่แจกกันในต้นปีหน้า แม้จะมีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมเนียมของการแจกรางวัลคือการมองย้อนไปในปีที่ผ่านมา (2018 – ทั้งปี) แต่ด้วยระบบของฝรั่งที่มักวางแผนล่วงหน้าไว้ยาวนาน และเป็นระบบระเบียบมากกว่าชาติอื่นๆ ในโลก การส่งหนังเพื่อล่ารางวัล จึงไม่จำเป็นต้องรอให้ออกฉายก่อนแล้วจึงค่อยออกล่ารางวัลหรือเสนอพิจารณา แต่ระบบของฝรั่งจะมีการสกรีนกันภายในสตูดิโอแล้วว่า ปีนี้จะส่งหนังเรื่องไหนเข้าชิงชัยบ้าง ไม่ใช่ส่งทุกเรื่องที่สตูดิโอผลิต เมื่อเลือกได้แล้ว จะมีการทำแคมเปญ For Your Consideration ทันทีตามกำหนดการของรางวัลต่างๆ ลิงก์ของหนังหรือการจัดฉายรอบพิเศษสำหรับผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน นักวิจารณ์ จะถูกจัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง

ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะสื่อมวลชนเอเชีย โดยเฉพาะสื่อไทย ยังไม่ชินกับระบบนี้เท่าใดนัก รางวัลแบบไทยๆ เช่น สุพรรณหงส์ทองคำและรางวัลอื่นๆ เราจะไปจัดกันหลังปีใหม่ (ผ่านกระบวนการพิจารณาและตัดสินกันช่วงมีนาคมของทุกถัดไป) หมายความว่า หนังที่จะมีสิทธิ์ส่งรายชื่อเข้าชิงรางวัลต้องฉายภายใน 31 ธันวาคมของปีนั้นๆ เราจึงไม่มีแคมเปญรณรงค์แบบฝรั่ง ฟังแบบนี้อย่าเพิ่งไปอิจฉาเขานะ ต้องยอมรับความจริงว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมันเล็กมาก ปีๆ หนึ่งเรามีหนังออกฉายไม่เกินร้อยเรื่อง ต่างกับฮอลลีวูดที่ปีๆ หนึ่งมีเป็นพันเรื่อง ไหนจะหนังต่างชาติอีก เขาไปทำกันลวกๆ ไม่ได้หรอก

กลับมาที่รางวัลที่เรากำลังกล่าวถึง ปีนี้มีเซอร์ไพรส์ในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะ Vice และ Mary Poppins Returns มีกำหนดการฉายช่วงคริสต์มาส ถ้าเป็นเมืองไทยคงมีคนโวยว่า “เข้าชิงได้ไงวะ? เส้นใหญ่แน่ๆ” แต่ก็อย่างที่บอกไป ฝรั่งเขาแพลนกันมานาน การมีชื่อเข้าชิง ก็ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะจับเอาชื่อมายัดได้ง่ายๆ Vice ของผู้กำกับฯ อดัม แม็คเคย์ ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำมากถึง 6 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ (ดนตรี หรือ ตลก) ยอดเยี่ยม กำกับฯ และเขียนบทยอดเยี่ยม (อดัม แม็คเคย์) รวมทั้งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (คริสเตียน เบล)

ทำไมต้องกล่าวถึง Vice เป็นพิเศษ

ก็เพราะหนังเล่าชีวประวัติของรองประธานาธิบดี ‘ดิก เชนีย์’ ในสมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยุคที่เกิดเหตุการณ์ 911 นั่นเอง ดิก เชนีย์ เป็นรองประธานาธิบดีสายเหยี่ยว หลังเหตุการณ์ 911 เขามีบทบาทในการออกมาปกป้องซีไอเอเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทรมานนักโทษในตะวันออกกลางอย่างโหดเหี้ยม จนชาวอเมริกันเกือบ 1 ใน 4 มอง ดิก เชนีย์ ว่าเป็นรองประธานาธิบดีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

ทำไมหนังถึงมาเลือกออกฉายในช่วงเวลานี้ 

ก็เพราะเป็นช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีหัวรั้นอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีสายเหยี่ยวอย่าง ไมค์ เพนซ์ !!!! ที่เกลียดเกย์และต่อต้านการจดทะเบียนสมรสคนเพศเดียวกันมาตลอด ทำเป็นเล่นไป เผลอๆ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีนี้ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ อาจเป็นชื่อ คริสเตียน เบล ก็ได้นะ

เข้าทำนองตีวัวกระทบคราด

ออสการ์ชอบ!

 Takeshi West

Avatar
Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เมื่อ ‘ชนชั้นปรสิต’ บุกออสการ์…ยุคใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

Entertainment

มองประเด็นสังคมผ่าน
ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์

Entertainment

‘วิชญาณี เปียกลิ่น’
ดีว่าสัญชาติไทยบนเวทีออสการ์
…เรารักเธอ

Interview

อยากซื้อปืนก็ปลูกต้นไม้สิ ชาวอินเดียต้องปลูกต้นกล้า ก่อนได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธ

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup