Connect with us

Subscribe

Life

Dynasty : ซีรีส์ดังกับปรากฏการณ์คลั่งความรวย

“สิ่งหนึ่งที่เรากระหายใคร่รู้ตลอดเวลาก็คือ…คนรวยเขาใช้ชีวิตกันยังไงนะ…มันจะสุดยอดแค่ไหนที่มีเงินทองมากองล้นโลก, สามารถทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ, แหกกฎได้ทุกกฎ แต่สุดท้ายก็ยังต้องเจอปัญหาชีวิตแบบเดียวกับที่พวกเราต้องเจอ”

ย่อหน้าที่ผ่านมาคือคำพูดของ ริชาร์ด ชาร์ปิโร ผู้สร้างสรรค์ (Creator) ซีรีส์น้ำเน่า (Soap Opera) อย่าง Dynasty ให้กลายเป็นผลงานชื่อดังแห่งยุค 80’s (มีระยะการแพร่ภาพถึง 9 ซีซั่น ตั้งแต่ปี 1981-1989) ซึ่งเกือบทุกคนคงรู้กันดีว่า ในปี 2017 ที่ผ่านมานี้ซีรีส์เรื่องดังกล่าวได้ถูกนำมารีเมคอีกครั้ง และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีไม่แพ้ต้นฉบับจนมีซีซั่น 2 ตามมาติดๆ (ณ วันที่เขียนบทความนี้ ซีซั่น 2 ดำเนินไปถึงตอนที่ 7 แล้ว)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการชุบชีวิตงาน Soap Opera ยุค 80’s อย่างน้อยๆ ในทศวรรษที่ 2 ของยุค 2000 เราก็ได้เห็น Dallas ซีรีส์รุ่นพี่ของ Dynasty (แพร่ภาพครั้งแรกในปี 1978) กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในปี 2012 ทว่ากลับได้รับเสียงตอบรับที่แตกต่างจาก Dynasty โดยสิ้นเชิง และปิดฉากลงที่ซีซั่น 3 เพียงเท่านั้น…คำถามก็คือ อะไรทำให้ Dynasty ใช่ แต่ Dallas ไม่?

คำตอบอยู่ในคำพูดของชาร์ปิโรที่ย่อหน้าแรกนั่นเอง ความสงสัยใคร่รู้ในวิถีชีวิตของคนรวยอันแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างเราๆ (ที่บังเอิญเป็นกลุ่มคนดูเป้าหมาย) ที่เคยเป็นปัจจัยให้ซีรีส์ต้นฉบับประสบความสำเร็จ ยังคงเป็นองค์ประกอบที่คงทนเหนือกาลเวลา…หรือจะว่าไปแล้ว อานุภาพของมันกลับยิ่งทวีคูณหลายสิบเท่า อาการคลั่งความรวยและคนรวยแสดงให้เห็นชัดเจนจากการที่ผู้คนในระดับนี้ลงมาแย่งชิงพื้นที่สื่อจากชนชั้นกลางไปได้อย่างง่ายดาย เรื่องราวของพวกเขา (ทั้งจริงและจ้อจี้) เรียกร้องความสนใจจากคนอีกระดับหนึ่งได้เสมอ ตระกูลเมอร์ดอช, ทรัมป์, คาร์ดาเชียน (Keeping Up with the Kardashians รายการกึ่งเรียลิตี้ตามติดชีวิตไฮโซของตระกูลนี้ดำเนินมาถึงซีซั่นที่ 15 แล้ว) หรือกระทั่งชื่อของ วทานิกา ไม่ใช่สิ่งที่ห่างไกลการรับรู้หรือเป็นดินแดนลับแลของคนในสังคมอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป็อป เปิดกว้างมากขึ้น เปิดเผยกว่าเดิม ให้ความรู้สึกเชื้อเชิญให้เข้าถึง ขณะเดียวกันก็ยังรักษาระยะห่าง เก็บบางส่วนเป็นกล่องแพนโดราที่สร้างความลึกลับ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นได้อยู่ดี

Dynasty ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ Dallas ทำไม่ได้) สามครีเอเตอร์ของ Dynasty อย่าง แซลลี่ แพททริค, จอช ชวาร์ทซ์ และ สเตฟานี่ ซาเวจ มองออกว่าส้มในสวนทั้งหมดลูกไหนหวานที่สุด และพวกเขาก็คั้นน้ำหวานๆ ของมันมาได้หมดจนหยดสุดท้าย พวกเขาเข้าใจคนดูของตนเองเป็นอย่างดี และไม่ปฏิเสธที่จะบำรุงบำเรอให้มากกว่าที่คนดูต้องการเสียด้วยซ้ำ ความรวยในเรื่องนี้จึงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแวววาวระยิบระยับ ดูมลังเมลืองน่าหลงใหล ซึ่งหากดูจากเครดิตการทำงานที่ผ่านมาของพวกเขาแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องนี่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะทั้งชวาร์ทซ์และแพททริคนั้นก็เป็นครีเอเตอร์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Gossip Girl ที่มีจุดขายใกล้เคียงกับเรื่องนี้นั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ Dynasty เอาชนะ Dallas ได้ก็คือ ความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง พวกเขาไม่ปฏิเสธความเป็น Soap Opera แต่ยอมรับและดื่มด่ำมันเสียด้วยซ้ำ พวกเขารู้ดีว่านี่เป็นรายการประเภทที่เกิดขึ้นได้เพราะในยุค 50’s ที่สื่อโทรทัศน์เพิ่งตั้งไข่นั้นคนดูส่วนใหญ่คือผู้ชาย แต่สินค้าส่วนใหญ่ที่จะลงโฆษณาคือเครื่องใช้ในครัวเรือน (สบู่ ผงซักฟอก ฯลฯ) ซึ่งมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะสนใจ ฉะนั้น ละครน้ำเน่ารวมทั้งรายการเจาะกลุ่มผู้หญิงจึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางให้ผู้ซื้อกับผู้ขายได้มาพบกันเสียที ซึ่งรายการเหล่านี้ก็ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงค่อนขอดว่า ‘รายการขายสบู่’ อันเป็นที่มาของชื่อ Soap Opera นั่นเอง

ฉะนั้น การสร้างสรรค์งาน Soap Opera ให้ประสบความสำเร็จจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกระมิดกระเมี้ยนปฏิเสธว่าเป็นงานของผู้หญิง หรือพยายามเผื่อที่ว่างไว้รอผู้ชายอีกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วคงได้เพียงความประดักประเดิด เหนือไม่ไปใต้ไม่มา ไม่สุดสักทางเดียว ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้าง Dynasty รู้ถึงความจริงข้อนั้นเป็นอย่างดี เราสันนิษฐานว่าใน Proposal เสนอสร้างซีรีส์เรื่องนี้ พวกเขาจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘กลุ่มเป้าหมาย: ผู้หญิงและเกย์’ เสียด้วยซ้ำ ความจัดจ้าน ฉูดฉาดไปถึงฉาบฉวย ทว่าบันเทิงสุดขีด ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องบรรณาการคนดู ไล่ตั้งแต่ตัวละครอันถูกออกแบบให้ฉูดฉาดแสบสัน, ไดอะล็อกอันเจ็บแสบและร้อนแรงชนิดที่หลายคนคงขอจดไปใช้, การแสดงระดับเล่นใหญ่เล่นโตมโหระทึก ไม่มีที่ว่างให้การแสดงแบบ‘น้อยแต่มาก’ เรียบลึก รอให้คนดูค่อยๆ ดื่มด่ำกับความลึกล้ำของมิติทางอารมณ์ ทุกอย่างต้องคม, ชัดและกระฉับกระเฉง และสุดท้ายที่เป็นลายเซ็นหรือ ‘ของมันต้องมี’ สำหรับงานประเภทนี้ก็คือ ฉากตบล้างน้ำ (Catfight) ที่โฉ่งฉ่างและดุเดือดจนละครไทยต้องอายม้วน

ความเปรี้ยงปังของ Dynasty ยืนยันได้จากการที่มันกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงาน Soap Opera ที่ผู้สร้างงานประเภทนี้หลายรายอยากจะไปให้ถึง รวมถึงผู้จัดละครในประเทศไทยด้วย (ผู้เขียนได้ยินชื่อของ Dynasty ถูกผู้จัดละครหลายรายยกขึ้นมาบ่อยครั้งมาก) อย่างไรก็ตาม มีบางอย่างที่กั้นขวางไม่ให้ Soap Opera ไทยไปได้ถึงระดับนั้น ไม่ใช่เรื่องของไดอะล็อก (ดอกส้มสีทอง ยืนยันได้ว่าไดอะล็อกไทยก็สามารถเผ็ดได้ไม่แพ้กัน) ไม่ใช่ความฉูดฉาดจัดจ้านของโปรดักชั่น ไม่ใช่แม้กระทั่งการครีเอทฉากตบล้างน้ำ หากแต่เป็นมุมมองที่พวกเขามีต่อผู้หญิงในละครต่างหาก เพราะขณะที่ผู้หญิงใน Dynasty ตบตีแย่งชิงกันเพื่อหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องเงิน การอยู่รอด ธุรกิจหรืออำนาจ แต่ตัวละครหญิงใน Soap Opera ไทยส่วนใหญ่นั้น ยังตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชายกันเพียงอย่างเดียว

มันคือสิ่งที่สะท้อนมุมมองและทัศนคติที่ผู้สร้างมีต่อผู้หญิง ว่าไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสมบูรณ์ของผู้ชาย และไม่ต้องการสิ่งใดที่มากไปกว่าผู้ชายเท่านั้น ซึ่งไม่ใกล้ความจริงในปัจจุบันเลย เพราะถ้าเราลองหันมองรอบตัวสักนิด จะพบว่าผู้หญิงไทยไปไกลกว่านั้น หลายคนข้ามพ้นเรื่องผู้ชายไปแล้วด้วยซ้ำ

Dynasty ประสบความสำเร็จได้เพราะมันพูดถึงกระแสบางอย่างของสังคม (การคลั่งความรวยและคนรวย) ขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่สะท้อนความเป็นหญิงที่เปลี่ยนไปในยุคสมัยเปลี่ยนผ่านด้วย แต่ละครไทยล่ะ? ขณะที่สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เกือบจะวิ่งลมกลด แต่มุมมองในละครกลับถูกแช่แข็งมาหลายสิบปีแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าจะเปลี่ยนอะไรสักอย่าง ก็คงเป็นเรื่องของวิธีคิดนั่นเอง ที่อาจจะต้องรีบล้างบางกันโดยด่วน

Written By

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

Interview

Interview

อยากซื้อปืนก็ปลูกต้นไม้สิ ชาวอินเดียต้องปลูกต้นกล้า ก่อนได้รับอนุญาตให้ซื้ออาวุธ

Vision

เตือนภัยล่วงหน้า 80 ปี ชุมชนริมฝั่งในออสเตรเลียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพอากาศพร้อมรับมือน้ำท่วม

Vision

ผู้ชายแพ้ท้องแทนเมียได้จริงหรือ?

Vision

ถ่านดูดกลิ่นได้อย่างไร?

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup