Connect with us

Subscribe

Interview

ประสิทธิ์ เจียวก๊ก : Giving is Important to Business

เรื่อง : ณัฐพล ศรีเมือง
ภาพ : พิชญุตม์ คชารักษ์

ผู้ชายคนนี้เคยเป็นอันธพาลมาก่อน เขามีประวัติที่โชกโชน เติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจนในจังหวัดกระบี่ เรียนหนังสือไม่เก่ง เคยเกือบตายมาแล้ว 4 ครั้ง โดนยิงแต่รอดมาได้ แต่เขาบอกว่านั่นเป็นวิถีของการเอาตัวรอดในสังคมที่เขาอยู่ และที่สุดแล้วก็ค้นพบว่า หนทางแห่งการเป็นผู้ชนะที่ยั่งยืน คือการเป็นคนดีและทำความดีต่างหาก
– จึงเกิดวลี ‘อันธพาลกลับใจ’ ซึ่งกลายเป็นเหมือนสตอรี่ประจำตัวของเขา จากวิถีของคนเกเร เขาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยเงิน 5,000 บาทจนกลายเป็นคนมีเงินพันล้าน แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานจากความทะนงตน ก่อนจะตั้งสติและเริ่มปลดหนี้มหาศาล จนกระทั่งสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเองได้อีกครั้ง

ปัจจุบัน ประสิทธิ์ เจียวก๊ก เป็นนักธุรกิจพันล้าน ที่ประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยว เขาเป็นประธานกรรมการบริหารสูงสุด บริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือมัณดาวีต์ กรุ๊ป ที่มีสำนักงานทั่วโลก ทั้งยังเป็นประธานโครงการ ‘คืนคุณแผ่นดิน’ และผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสาน
– นอกจากนี้ยังมีธุรกิจชั้นนำในด้านต่างๆ มากมาย ควบคู่ไปกับการทำงานเพื่อสังคม และยังเป็นผู้คิดค้นและเจ้าของลิขสิทธิ์ แอปพลิเคชัน M-Help Me ‘Save Your Life’ แอปพลิเคชันสำหรับป้องกัน ช่วยเหลือ สื่อสาร ทำให้การแจ้งเหตุระหว่างประชาชนกับตำรวจเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็สะท้อนความคิดที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีของเขา เพราะมอตโต้ประจำตัวของเขาคือ ‘ธุรกิจคือการให้’
– จากคนเกเรที่อาจถูกมองเป็นภาระสังคม สู่นักธุรกิจที่มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้ผู้คน เรานั่งลงสนทนากับเขาเพื่อล้วงลงไปในความคิดและมุมมองลึกๆ ของผู้ชายคนนี้


เมื่อสักครู่ตอนที่คุณเดินมาเช็กรูปตัวเองที่จอคอมพ์แล้วบอกว่ารูปนั้นเหมือนเจ้าพ่อ ขอถามเลยได้ไหมว่า จริงๆ ตอนนี้คุณเป็นเจ้าพ่อไหม

ประสิทธิ์ : (หัวเราะ) ตอนนี้เป็นเจ้าพ่อไหม ไม่เป็นนะ ต้องถามว่าเป็นเจ้าพ่อด้านไหน ถ้าเจ้าพ่อทางด้านนักเลงคงไม่หลงเหลืออยู่ในตัวตนแล้วล่ะ แต่คงเป็นยิ่งกว่าเจ้าพ่ออีกถ้าเป็นในเรื่องของการให้ วันนี้ผมให้จนคนเข้าใจผิดคิดว่าผมจะต้องลงการเมืองหรือลงอะไรบางอย่าง ซึ่งคนคิดไปต่างๆ นานา แต่ผมมองว่าการให้เหล่านั้นคือชีวิตของผม ชีวิตแท้จริง ชีวิตในศรัทธา ชีวิตในอุดมคติ


ชีวิตของคุณ จากอันธพาลกลับใจ สู่นักธุรกิจพันล้าน อะไรคือจุดเปลี่ยน

ประสิทธิ์ : อย่าเรียกอันธพาลดีกว่า เรียกว่าเกเร เราผ่านวัยรุ่นมา นั่นคือเรื่องของอดีต เพราะว่าสังคมของเราตั้งแต่เกิด อยู่ในดงท่ามกลางรอยต่อของคอมมิวนิสต์ เพราะฉะนั้นแล้วการเอาตัวรอดก็เป็นวิถีหนึ่งของเด็กวัยรุ่น ทั้งนี้ทั้งนั้นเวลาเราทำกิจกรรมหรือว่าทำอะไรบางอย่าง มันก็มีสังคมที่อาจจะแตกต่างกว่าคนอื่น การเกิดในชุมชนเช่นนี้มันทำให้เราแข็งแกร่ง ก็เป็นเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว ซึ่งอาจจะมองว่าถูกหรือไม่ถูกก็ได้ แต่ผมมองเป็นภาพบวกนะ ว่าถ้าเราทนกับมันได้แล้วกลับกลายเป็นคนดีได้ นั่นคือผู้ชนะ
การเป็นคนอันธพาลหรือเป็นคนเกเร เราไม่ใช่เป็นคนที่ทำให้สังคมมันวุ่นวาย แต่เราต่อต้านบางอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรา เช่นความไม่เท่าเทียม การโดนรังแก เราเป็นนักต่อสู้ซึ่งเป็นบริบทของสังคมที่นั่นอยู่แล้ว ว่าการต่อสู้ถือเป็นการเอาตัวรอด การเอาตัวรอดนำมาซึ่งการเป็นผู้ชนะได้ แต่ถ้าไม่เอาตัวรอด ปัญหาที่เกิดก็คือโดนข่มเหง เราอาจจะต้องสูญเสียอะไรบางอย่าง เราต่อสู้เพื่อปกป้องเหมือนกับคนคนหนึ่งที่ต้องปกป้องอาณาจักรของตนเอง


อะไรคือสิ่งที่ทำให้กลับใจ

ประสิทธิ์ : คือคนเราต้องเข้าใจว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ยศถาบรรดาศักดิ์ก็เหมือนกัน ความเป็นนักเลงก็เช่นเดียวกัน มันตายหายจากไปเรื่อย เพื่อนผมทั้งหมด 4 คน ตายไป 3 เหลือผมคนเดียว ตอนนั้นเราก็ฉุกคิดว่า ชีวิตความเกเรหรืออันธพาลมันไม่ได้ยั่งยืน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดคือการทำความดี แล้วพ่อแม่ก็สอนเราตลอดเวลาว่า ‘คนเราไม่จำเป็นต้องรวย แต่จำเป็นต้องเป็นคนดี’ นั่นก้องอยู่ในหูผมตลอดเวลา มันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราลองเป็นคนดีหรือพยายาม
เป็นคนดี หรือต้องเป็นคนดีจะทำอย่างไร เราก็กลับตัวกลับใจแล้ว ก็มาทำทุกอย่างโดยไม่ใช้เงินที่ไม่บริสุทธิ์แม้แต่บาทเดียว สิ่งสำคัญก็คือความอดทน กว่าจะได้พันล้าน และกว่าจะล้มพันล้านแล้วฟื้นขึ้นมาภายใน 3 ปีครึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย


คุณเริ่มต้นสร้างธุรกิจมาได้อย่างไร

ประสิทธิ์ : จุดที่เป็นจุดสร้างชีวิต คือเริ่มด้วยเงิน 5,000 บาท ด้วยการต่อรองและใช้ยุทธวิธีของเงินจนซื้อที่ดินได้หนึ่งแปลงในราคา 11 ล้านบาท ตอนนั้นผมอยู่อ่าวไร่เลย์ ผมเจอที่แปลงหนึ่ง เราคิดว่าที่แปลงนี้หน้าติดถนนหลังติดทะเล น่าจะขายบ้านหรือว่าทาวน์เฮาส์อะไรได้ พอได้ที่มาแล้วเราก็ทำอสังหาฯ ขายหมดภายใน 3 วัน เราก็มีกำไร แต่ว่าความลำบากคือการสร้าง ต้องเอาเงินสร้าง เราก็เอาเงินจากลูกค้ามาสร้างแล้วก็หาเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ซึ่งมันไม่ได้มาโดยง่าย เราก็เลยเก็บค่างวดลูกค้าสูงขึ้น ลดราคาให้ ทุกอย่างมันมีทางออกหมด แล้วก็ที่ดินแปลงที่สองเขาก็เลยให้มาโดยเป็นหุ้นส่วนเลย จนเกิดมาเป็น 12 โครงการ
พอ 12 โครงการเสร็จ เราทะนงตัวเองว่าเราโตมาจากเงิน 5,000 บาทจนมีพันล้านได้ สุดท้ายเลยล้มเป็นหนี้ 900 กว่าล้าน เราก็ระลึกถึงว่า ชีวิตคนเรามันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ต้องฉุกคิดก็คือตัวเองทะนงตัวเองหรือเปล่า หรือว่าหลงตัวเองไหม พอเรารู้อย่างนั้นแล้วเราก็ต้องแก้หนี้ทั้งหมด การทำธุรกิจคนเราว่ายากแล้ว แต่การทำควบคู่กับการเป็นหนี้เท่ากับยากยิ่งกว่าอีก เพราะคนเรา ยกตัวอย่างทำร้านอาหารสักร้านหนึ่ง อย่างมากที่สุดก็เงินทุนก้อนแรกที่จะต้องทำพร้อมกับอนาคต คือเขาเรียกว่าต้องเดินคู่กับปัจจุบันและอนาคต แต่ของผมต้องเดินคู่กับอดีตเพิ่มขึ้นมา เพราะว่าถ้าเงิน 100 บาท ต้องแบ่งเป็น 3 ก้อน ก้อนแรกคือใช้หนี้เดิม ก้อนที่สองใช้ปัจจุบัน ก้อนที่สามวางไว้ในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่าย การบริหารอย่างนี้ มันทำให้เราคิดไม่เหมือนคนอื่น ถ้าคิดเหมือนคนอื่นก็เป็นผมไม่ได้วันนี้ ดังนั้นแล้วการคิดนอกกรอบเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่คนอื่นจะเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิด


ธุรกิจของคุณมีหลายประเภทมาก

ประสิทธิ์ : คือธุรกิจทั้งหมดมี 19 บริษัท แล้วก็มี 1 สมาคม 1 สหกรณ์ 1 สำนักงานประธาน มันก็มีบริษัทที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว เกี่ยวกับเทคโนโลยี แล้วเกี่ยวกับออนไลน์ จริงๆ เราอยากทำทุกอย่างให้ครบวงจร เราไม่ได้ตั้งบริษัทเพราะว่าอยากตั้ง แต่เราตั้งบริษัทเพราะว่ามันต้องเชื่อมต่อเชื่อมโยงกัน ยกตัวอย่างเช่น พอมีโรงแรมมันก็ต้องมีทัวร์ พอมีทัวร์ก็ต้องมีตั๋วเครื่องบินต้องมีรถมีเรือ พอมีตั๋วเครื่องบินเราก็ทำ OTA พอมี OTA เราก็ต้องมีการแลกเงิน พอมีการแลกเงินเราก็ต้องมี Payment Gateway เรามีบัตร Co-brand แล้วเราก็ต้องมี Production เรามีชุมชนขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพราะโรงแรมเราต้องซื้ออยู่แล้ว แล้วเราก็มีเกี่ยวกับ E-Learning Intelligent มี AI ที่เขียนขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ต้องเชื่อมโยงกัน เพราะถ้าไม่เชื่อมโยงกัน ธุรกิจก็ขาดตอน เดี๋ยวนี้ธุรกิจเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้ว แต่เป็น ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ ต่างกันกับธุรกิจสมัยก่อน สมัยก่อนเราใช้เวลาเกือบ 100 ปีเพื่อจะเห็นนวัตกรรมบางอย่างสูญหายไป
แต่เดี๋ยวนี้ใช้เวลา 5 ปี คุณจำ Nokia ได้ไหม คุณจำ Kodak ได้ไหม จำร้านหนังสือได้ไหม แล้วในอนาคตอะไรจะหายไปบ้าง ชีวิตเกือบครึ่งหนึ่งจะหายไป คำว่าหายไปหมายถึงอะไร อาจจะตกงานด้วยซ้ำไป เพราะว่ามนุษย์อาจจะไม่ต้องใช้บางเรื่องในการทำงาน หรือบางเรื่องที่ต้องทำงานอาจไม่ต้องใช้มนุษย์ มันก็เลยเป็นผลพวงว่าหากใครอยู่บนโลกปัจจุบันแล้วยังอิงกับแนวคิดเดิมๆ ปัญหาก็คือว่ามันอาจจะไม่ก้าวไปไหน ไม่ก้าวไปไหนไม่ว่า มันอาจจะสูญเสียพื้นที่ของการยืนของตนเองด้วยซ้ำไป
ผมเชื่อว่าบางอย่างในโลกอนาคตจะไม่เหมือนเดิม การเกิดแก่เจ็บตายอาจจะไม่มีก็ได้ คนอาจจะอายุยืนขึ้นจนไม่ตาย ด้วยเทคโนโลยีการรักษาโรคต่างๆ ปัญหาคือมันไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้ เมื่อไหร่มันจะเกิด ผมทายไม่ถูกเหมือนกัน แต่ผมทายถูกว่ามันเกิดแน่ คำสอนเกิดแก่เจ็บตายอาจจะหายไปก็ได้ เพราะคนไม่ตาย แต่คนที่อยู่ในระดับที่ไม่ตาย หรือคนที่อยู่ในระดับที่ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บจะอยู่ตรงไหน จะเป็นคนประเภทไหนในสังคม ผมเคยดูหนังอยู่เรื่องหนึ่งมีชนชั้นบนอยู่บนสุดที่ไม่ตายเลยกับคนอยู่ชั้นล่าง ผมว่าในอนาคตอาจจะเป็นจริงก็ได้ โลกมันเปลี่ยนไปมาก ผมไม่เข้าใจว่าวันนี้หลายคนที่ทำอะไรอยู่เดิมๆ เขาจะเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน แต่ผมรู้ว่าถ้าเราไม่เปลี่ยน ถ้าไม่รั้งท้ายเราก็รอวันตาย


แสดงว่า ณ วันนี้เราจะต้องเปลี่ยนตัวเอง

ประสิทธิ์ : ผมว่าเราต้องทำ 3 อย่าง 1. คือมองตัวเองแล้วเปลี่ยนมัน เปลี่ยนความคิดเปลี่ยนทุกอย่างที่สามารถเปลี่ยนเพื่อไปข้างหน้าได้ 2. คือเปลี่ยนบริบท เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนองคาพยพ เช่นคนรอบข้างเรา ลูกน้องเรา บริษัทเรา สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่เราควบคุมได้ อันที่ 3. คือเราสังเกตการณ์สิ่งที่จะเปลี่ยนแล้วก็พยายามทำทุกอย่างให้คล้อยตามไป คล้อยตามไปก็ยังช้านะ จริงๆ สิ่งสำคัญก็คือเราต้องดักหน้าไว้ มันมาถึงเราก็ได้ไปเลย เพราะอย่างที่บอกว่าปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก บริษัทในการเจริญรุ่งเรืองใช้เวลาหลายสิบปีเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ Startup เกิดภายในชั่วข้ามคืน มันต่างกัน


การตั้งบริษัทมากมายก็คือเป็นส่วนหนึ่งของความคิดตรงนี้ใช่ไหม

ประสิทธิ์ : การตั้งบริษัทขึ้นมากมายเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยง ผมเขียนทฤษฎีอยู่อันหนึ่งเรียกว่า ‘โลกใบเดียว’ ผมอธิบายทฤษฎีนี้แบบง่ายๆ วันนี้ถ้าเรามีเงินอยู่ 10,000 บาท ถ้าเราไม่เอาไปเผาทิ้งหรือฝังดิน เราเอาไปซื้อของ 10,000 บาทมันยังล่องลอยหรือมันยังวนเวียนอยู่ในสังคมนะ เราใช้ในประเทศเรา มันก็ยังวนเวียนอยู่อย่างน้อยที่สุด จากนาย ก. ไปนาย ข. จากนาย ข. ไปนาย ค. สุดท้ายมันก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ถ้าคนไม่ได้ใช้เงิน หรือคนไม่ได้จับจ่ายใช้สอย ระบบการหมุนเวียนไม่มี มันจะกลายเป็นเงินฝืดเคือง เศรษฐกิจจะล้าหลังแล้วก็ถดถอย การใช้จ่ายไม่เรียกว่าการฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เขาเรียกว่าการหมุนเวียนเงินอยู่ในระบบ นี่คือทฤษฎีโลกใบเดียว
สิ่งสำคัญของทฤษฎีโลกใบเดียวคือ ถ้าเราทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้ ทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสร้างความสมดุลได้ โลกนี้ก็จะไม่ขาดแคลน ยกตัวอย่างเช่น เราผลิตข้าวได้เยอะ แต่แอฟริกาใต้ผลิตข้าวไม่ได้ เขารู้ว่าเราผลิตข้าวได้เยอะ เขาก็สั่งซื้อจากเรา ซึ่งเราสามารถสร้างสมดุล แม้แต่ผลไม้ อาหาร เสื้อผ้า ความคิด ทุกอย่าง โลกจะเกิดความสมดุลของมันเอง วันนี้ที่โลกเรามีปัญหาก็เพราะว่าความสมดุลขาดไป ถ้ามีความสมดุล อย่างใดอย่างหนึ่งไม่กระจุกตัวอยู่มุมใดของโลก มันก็จะไม่มีความขาดแคลนเกิดขึ้น
นี่คือสิ่งที่ผมคิดแล้วผมก็ทำหลักสูตรเรียกว่าพีระมิด 12 ประการ พีระมิดนี้ผมเรียกว่าระบบตรีโกณ ตรีโกณข้างบนก็เอาศาสตร์ของพระราชา เข้าใจ, เข้าถึง, พัฒนา ซีกซ้ายมุมซ้ายด้านล่าง ผมก็เอาศาสตร์ของจีนที่เป็นกลยุทธ์ เขาเรียกว่า อ่านคนออก, บอกคนได้, ใช้คนเป็น มุมด้านล่างขวาผมก็เอาศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ดอกบัว 4 เหล่า เขาเรียก คนธรรมดา, คนฉลาดธรรมดา, คนฉลาดปานกลาง, คนฉลาดสุดยอด ทั้งนี้ทั้งนั้นพอเอาผสมกันก็จะได้เรื่องความเชื่อและก็ได้ความศรัทธาอยู่ตรงกลาง หลักตรีโกณเอาไว้ทำอะไร? เอาไว้สำหรับสอนพนักงานบริษัทของเรา เอาไว้สำหรับสอนหลักสูตรตั้งแต่การรู้ตัวตน, วิธีคิด, การใช้ชีวิต, ความศรัทธา, ความเชื่อมั่น, ความมุ่งมั่น, วิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้สังคมอยู่ได้ และเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เราเจริญรุ่งเรืองได้
บริษัทมีกฎอยู่ 4 ข้อที่ห้ามทำก็คือ 1. ห้ามทำผิดกฎหมาย 2. ห้ามทำผิดจารีตประเพณี 3. ห้ามทำผิดทำนองคลองธรรม 4. ห้ามเบียดเบียนผู้อื่นที่เป็นสุจริตชน ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นกฎข้อห้ามของบริษัท สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องรวดเร็วรอบคอบถูกต้อง ยืนอยู่บนผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท แต่สิ่งสำคัญของปรัชญาก็คือว่า ผู้ใดเรียนรู้ธรรมชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้วหาประโยชน์จากมันได้สูงสุดผู้นั้นครองโลกได้


ดูคุณมีปรัชญาความคิดเยอะมากเลย สิ่งเหล่านี้มันสั่งสมหรือว่าเก็บรวบรวมมาจากไหน

ประสิทธิ์ : คือต้องเข้าใจว่าเราเป็นคนบ้านนอก คนจนๆ ที่อยู่ลำบาก หนังสือก็ไม่มีอ่าน บ้านเป็นดินหลังคามุงจาก ชีวิตยากไร้ ภายใต้ความขาดแคลนมันก็มีการไขว่คว้าและแสวงหาเป็นเรื่องธรรมดา อะไรก็ตามที่คุณมีอย่างเหลือเฟือคุณจะไม่ต้องการมัน ที่ผมไม่มีก็คือหนังสืออ่าน, ความรู้, การพัฒนา, ผู้ชี้แนะ เราก็แสวงหาคนเหล่านั้นจนวันหนึ่งเรากลายเป็นคนมีปรัชญาได้ไม่มากก็น้อย กลายเป็นว่าเราคิดประดิษฐ์นวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดจากเราอยากเรียนรู้ เมื่ออยากเรียนรู้มันทำให้เราไม่หยุดนิ่ง พอไม่หยุดนิ่งสิ่งที่เป็นนวัตกรรมหรือเป็นผลิตภัณฑ์หรือแม้แต่แนวคิดมันก็ไม่หยุดนิ่งไปด้วยในตัว สิ่งสำคัญคือเราต้องพัฒนาความรู้ของเราจากผู้รู้ แล้วก็เอาผู้รู้มาทำงานร่วมกัน


มีคำหนึ่งที่คุณย้ำคือ ธุรกิจคือการให้

ประสิทธิ์ : ผมเชื่อเสมอว่าในโลกนี้มีกลางคืนและกลางวัน และทุกคนก็คงเชื่อเช่นนั้นเพราะเราเห็นทุกวัน ผมก็เลยเชื่อบางอย่างว่า เรามีให้กับรับก็เท่านั้นเอง เราเอาเงินไปให้เขา เขาให้ข้าวแกงเรากลับมา เราเอาค่าโดยสารไปให้เขา เขาก็ให้เรานั่งรถ เราไปเติมน้ำมันเราก็ต้องจ่ายเงิน คือทฤษฎีมีให้กับรับ แต่ผมเลือกเป็นผู้ให้ก่อนแค่นั้นเอง ในสูตรนี้ทุกคนไม่ได้คิดลึกเท่าผม ผมก็แค่คนหนึ่งที่คิดแตกต่างกว่าคนอื่น ผมก็เลยเอาว่า ‘ธุรกิจคือการให้ตลอดไป และเราต้องให้ผู้อื่นก่อนเสมอ’


อันนี้ไปเกิดรูปธรรมอะไรบ้าง เช่น โครงการอะไรต่างๆ

ประสิทธิ์ : รูปธรรมก็คือโครงการคืนคุณแผ่นดินที่เราทำเข้าปีที่ 9 และตอนนี้เราทำเรื่องพัฒนาหมู่บ้าน ทำเรื่องการบริจาคยา ทำเรื่องของเยาวชนคนสร้างชาติ ทำเรื่องที่เป็นสาธารณกุศลเกือบทั้งหมด ซึ่งคงกล่าวได้ไม่หมดในที่นี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ‘การให้แล้วเรามีความสุข’ การให้แล้วทำให้เราต่อยอดได้ การให้แล้วทำให้คนเป็นองคาพยพของเราหรือว่าเป็นพวกเดียวกัน สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เราให้ผู้อื่นก่อน เราเจอกัลยาณมิตรมากมาย ลูกค้าเรามีเยอะแยะ แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราหว่านข้าวในนาหนึ่งกำ มีห้าร้อยเมล็ด มันอาจจะงอกแค่สองสามร้อยเมล็ด แต่สองสามร้อยเมล็ดมันงอกมาอีกกี่กอง กี่รวง กี่เมล็ด มันมากเป็นทวีคูณ ดังนั้น เราก็เหมือนกัน การให้ไม่ได้ทำให้คนดีกับเราทั้งหมด ไม่ได้ทำให้คนเข้าใจเราทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าเมล็ดข้าวที่ผมเปรียบเทียบเมื่อครู่ ก็คงมีคนเห็นว่ามันงอกบ้างไม่มากก็น้อย


คนไม่เข้าใจเช่นอะไรบ้าง เช่น การให้ของคุณก็คือ CSR อย่างหนึ่งหรือเปล่า

ประสิทธิ์ : คือมันมีคำถามมากมายจากสังคม จากผู้คนที่เข้าใจเราน้อยหรือไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น เอาเงินมาจากไหน ทำทำไม ทำแล้วได้อะไร แล้วทำไมต้องทำ คือเป็นคำถามเดิมๆ ถามว่าเราตอบได้ไหม เราตอบได้ทุกคำถาม แต่ถ้ากล่าวยืดยาวมันก็กลายเป็นคำแก้ตัว กลายเป็นเราต้องแก้ไขไปตามเขาหรือว่าไปตามสังคม เราไม่ได้เลือกต่อต้าน แต่เราเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างไร เราเลือกที่จะบอกว่าเราทำถูกต้องนะ มันก็ไม่ได้ผิดอะไร ดังนั้นแล้วเราก็เลยไม่สนใจคำติฉินนินทาของสังคม แต่สิ่งสำคัญคือมีส่วนใหญ่ที่เขาเข้าใจ และส่วนใหญ่นั้นเป็นองคาพยพที่สามารถสร้างสรรค์ให้สังคมดีได้


เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของคุณตอนนี้คืออะไร

ประสิทธิ์ : เป้าหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ ทำให้โลกนี้สงบสุขและสดใสสวยงาม ซึ่งไม่รู้ว่าเป็น
เป้าหมายลมๆ แล้งๆ หรือเปล่า มันเป็นเรื่องที่อาจจะยาก แต่ถ้าเราลงมือทำ มันก็อาจจะสำเร็จ สงบสดใสสวยงามหมายถึง คนไม่รบราฆ่าฟันกัน คนไม่ทิ้งขยะ ทุกคนเป็นคนดี ทุกคนมองเหตุและผล ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน นี่คือสิ่งที่เราคาดหวัง มันก็กลับมาที่ทฤษฎีโลกใบเดียวสร้างความสมดุล เราอยากทำให้ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้น ‘เราคาดหวังว่าเทคโนโลยีของเราจะยิ่งใหญ่กว่ากูเกิล ผมพูดในเวทีอักษราเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561’ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราจะต้องทำคือเราต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อบรรลุเป้าหมาย ผมชอบวลีหนึ่งที่เขาบอกว่า หวังให้ไกลถึงดวงจันทร์อยู่ท่ามกลางดวงดาวก็ถือว่าชนะแล้ว อันนั้นก็ถือว่าเป็นวลีที่ผมคิดว่ามันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ถึงจุดหมายที่เราหวังไว้ก็จริง แต่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างได้ด้วยซ้ำ


เทคโนโลยีที่ว่านี้คือ?

ประสิทธิ์ : เทคโนโลยีที่ว่าก็คือเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงความต้องการและสนองความต้องการ ผมเรียกทฤษฎีว่าโลกใบเดียวสร้างความสมดุล ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร แม้แต่แอปพลิเคชันหรือในระบบต่างๆ ผมคงอธิบาย ณ ที่นี้ไม่หมด เพราะว่าระบบมันมีการเปลี่่ยนแปลงแล้วก็อาจจะอ่านวันนี้พรุ่งนี้ก็ล้าสมัยแล้ว เราก็ต้องคิดตลอดเวลา แต่เรียกว่าทฤษฎีโลกใบเดียวสร้างความสมดุลให้สงบสดใสสวยงาม


โลกทุกวันนี้มีวิกฤติต่างๆ มากมาย สังคมดูวุ่นวายมาก คุณมีมุมมองหรือว่ามองสิ่งเหล่านี้อย่างไร

ประสิทธิ์ : ผมมองเหมือนคนคนหนึ่ง คือ สุมาเต๊กโช ในเรื่องสามก๊ก สังคมเดี๋ยวมันก็รบกัน เดี๋ยวมันก็หยุดรบกัน เดี๋ยวมันก็มา เดี๋ยวมันก็ไป สึนามิมาเดี๋ยวมันก็ไป มันไม่ได้อยู่กับเราทุกวัน ดังนั้น โรคอะไรก็ตาม อุบัติเหตุหรือว่าเหตุการณ์อะไรก็ตาม มันเกิดมาเดี๋ยวมันก็ไป แต่เราล่ะ เราเรียนรู้อะไรหรือเปล่า ถ้าเราเรียนรู้ว่าเราจะป้องกันมัน เราเรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์ เราเรียนรู้ที่จะแก้ไข เราเรียนรู้ที่จะทำอะไรบางอย่างให้เกิดสิ่งดี เราถือว่านั่นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์บ้าง ไม่ใช่โทษทั้งหมด อย่างโควิด-19 อย่างยิงที่โคราช อย่าง 13 หมูป่า อย่างเรือล่มฟีนิกซ์ อย่างไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย ผมเชื่อว่าเราเรียนรู้บางอย่าง ว่าเราควรจะเปลี่ยนอย่างไร ทำอย่างไร สิ่งสำคัญคือเราได้ทำมันหรือเปล่า นี่คือโลกที่มันเปลี่ยนไปที่เราจะรับมือได้ยากขึ้นๆ


ชีวิตส่วนตัว เวลาว่าง เวลาพักผ่อน คุณหาความสุขให้ตัวเองอย่างไร

ประสิทธิ์ : ผมหาความสุขด้วยการหางานมาทำ เพราะว่า 365 วันระยะ 5-6 ปีก็ไม่เคยหยุดเลยสักวันหนึ่ง ดังนั้นแล้วความสุขของผมคือการทำงาน ความสุขของผมคือการได้คิด ความสุขของผมคือการได้เขียน การได้พัฒนาและการได้สร้างสรรค์สังคม คนเรามีสิทธิ์มีความสุขที่ต่างกัน บางคนมีความสุขที่ได้กินได้ใช้ได้ท่องเที่ยว ซึ่งผมมองว่า ‘การยิ้มของมนุษย์หรือทำให้คนอื่นมีความสุข นั่นคือความสุขของผม’

Avatar
Written By

วิกฤติคนตกงาน
กับ ปากีสถานโมเดล!! เมื่อรัฐจ้าง
คนตกงานช่วงโควิด-19 ปลูกต้นไม้หมื่นล้านต้น

Vision

รันเวย์ปิด แต่วงการแฟชั่นตื่นตัวช่วยฝ่าวิกฤติ COVID-19

Life

“มึงว่ากูติดยังวะ”
นอยด์ได้แต่อย่าหยุดใช้ชีวิต

Life

เมื่อ ‘COVID-19’
ระบาดลามอุตสาหกรรมดนตรีโลก

Entertainment

Advertisement
Connect
Newsletter Signup