Connect with us

Subscribe

Entertainment

Ginstagram เมื่ออาหารของเราไม่ใช่แค่อาหาร และไม่ใช่แค่ของเรา

เรื่อง : ภสรัณญา จิตต์สว่างดี

เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ สิ่งแรกที่ชาวมิลเลนเนียลส์มักจะทำไม่ใช่การหยิบช้อนส้อม แต่เป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหารลงอินสตาแกรม แรกเริ่มเดิมที วัฒนธรรมแบบนี้ถูกคนตะวันตกมองว่าเกิดเฉพาะในโลกตะวันออก แถบเกาหลี ญี่ปุ่น และไทย แต่ตอนนี้กลายเป็นวัฒนธรรมที่คนรุ่นใหม่เป็นกันทั่วโลกไปแล้ว

GM ขออนุญาตเรียกวัฒนธรรมนี้ว่า – ‘กิน’ สตาแกรม ซึ่งก็คือการใส่ตัว G เข้าไปหน้าคำว่า Instagram จนกลายเป็นการ ‘กิน’ นั่นเอง

หลายคนมักเลือกร้านอาหารหรือคาเฟ่ที่บรรยากาศดี ตกแต่งร้านสวยงาม และอาหารหน้าตาดี ส่วนเรื่องรสชาติอาหารเป็นเรื่องรอง ฟังดูแล้วขัดๆ เพราะโดยทั่วไปเรากินเพื่อรับรสชาติ แต่กลับสนใจรสชาติของอาหารน้อยกว่า อาจเป็นเพราะเราเห็นความสำคัญของภาพมากที่สุด มีจานอาหารหน้าตาดีและร้านที่สวยงาม ภาพที่ออกมาก็จะดูดีในทันที แม้ว่ารสชาติจะธรรมดาก็ตาม

นักวิเคราะห์บางคนใช้ศัพท์คำว่า Instagramability เพื่อบอกว่าร้านไหนหรือสถานที่แห่งไหน มี ‘ความอินสตาแกรม’ สูงกว่ากัน ซึ่งนั่นย่อมสร้างแรงดึงดูดใจผู้คน ส่งผลต่อเนื่องมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ด้วยอำนาจของโซเชียลมีเดียด้านภาพอย่างอินสตาแกรม ทุกวันนี้จึงเหมือนเรากินภาพมากกว่ากินอาหาร เราเห็นความสำคัญของการถ่ายภาพลงโซเชียลมากกว่าจานอาหารที่อยู่ตรงหน้า ด้วยความที่เราเติบโตมาพร้อมกับสื่อเหล่านี้ ครึ่งหนึ่งของชีวิตเราอยู่ในโลกแห่งความจริง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเรามีชีวิตในโลกออนไลน์ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีอยู่ของสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในทุกด้าน รวมไปถึงพฤติกรรมการกินของเรา

สังคมออนไลน์ไม่เพียงแต่เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมการกินของแต่ละบุคคล แต่ยังส่งผลต่อภาพใหญ่ของวงการอาหารในสังคมด้วย

Love and Esteem Needs

เมื่ออาหารของเราไม่ใช่แค่อาหาร

เราคิดอะไรตอนถ่ายภาพอาหารลงอินสตาแกรม?

บางคนถ่ายเป็นที่ระลึกว่าได้มากินอาหารร้านนี้แล้ว บางคนถ่ายเพื่อโชว์ความสวยงามของอาหาร บางคนถ่ายเพื่อบอกต่อ เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้อาจอธิบายได้ด้วยหลักทางจิตวิทยา ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตกล่าวถึงเหตุผลของการติดโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินของคนยุคมิลเลนเนียลส์ได้ คือ Connection, Identity Creation และ Social Support

Connection

คือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เรามีโลกอีกใบในโซเชียลมีเดีย เราอาจไม่ได้รู้จักกับทุกคนที่เราติดตามหรือเป็นเพื่อนอยู่ การที่เราโพสต์ภาพร้านอาหารเพื่อให้คนที่ติดตามเราอยู่ได้รู้ว่าเรามากินอาหารที่ร้านนี้นะ หรือโพสต์รูปอาหารเพื่อให้เพื่อนเห็นว่าอาหารมันน่ากินมาก ก็เหมือนเป็นการได้อัปเดตชีวิตประจำวันของเราให้เพื่อนๆ ในโลกออนไลน์ได้รับรู้ เป็นการเข้าสังคมและสร้างปฏิสัมพันธ์วิธีหนึ่ง

Identity Creation

คือการสร้างตัวตนของเราในโซเชียลมีเดียขึ้นมา ธรรมชาติของสื่อออนไลน์คือเป็นสื่อที่มีลักษณะแบน คนจะเห็นภาพแค่ด้านที่เราเลือกโพสต์ลงไป อาหารเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราใช้สร้างตัวตนในโลกออนไลน์ได้ ถ้าเราอยากดูเป็นคนรักสุขภาพ เราก็จะโพสต์ภาพสลัด น้ำผลไม้ กราโนลา หรืออาหารคลีนต่างๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าขณะที่โพสต์ภาพสลัด เรากำลังกินไอศกรีมถ้วยใหญ่อยู่ ภาพลักษณ์ที่เราถ่ายทอดออกไปทางรูปภาพเหล่านี้จะเป็นการหล่อหลอมกันเป็นตัวตนของเราในสังคมออนไลน์ ว่าเราอยากให้เพื่อนในโลกนั้นมองเราอย่างไร เราสามารถสร้างขึ้นมาได้

Social Support

ความสัมพันธ์และตัวตนในโลกออนไลน์นี้นำไปสู่ Social Support หรือการสนับสนุนจากสังคม เมื่อเราโพสต์สิ่งต่างๆ ลงในโซเชียลฯ ผู้คนมักมีปฏิกิริยากับภาพอาหารสวยๆ มากเป็นพิเศษ เช่น มีเพื่อนมากดไลก์หรือแสดงความคิดเห็นว่า น่ากินมาก! หรือ ร้านไหน? จะไปลองบ้าง ฯลฯ ซึ่งเมื่อเราเห็นปฏิกิริยาตอบกลับเหล่านั้นจะทำให้เรารู้สึกว่าได้รับแรงสนับสนุน หรือบางทีมีคนที่ชอบอาหารสไตล์เดียวกับเรา ก็เกิดการพูดคุยกัน ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นแรงจูงใจให้เราอยากโพสต์ภาพต่อไปอีก ตามหลักทฤษฎีความต้องการขั้นพื้นฐานของ Maslow (Maslow’s Hierarchy of Needs) ว่ามนุษย์ต้องการเป็นที่รัก (Belongingness and Love Needs) ของผู้อื่น ต้องการมีความสัมพันธ์อันดีและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีค่า (Esteem Needs) คือทั้งต้องการมองตัวเองว่ามีคุณค่า ต้องการความมั่นใจในตัวเอง และต้องการให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าในตัวเรา

ที่เราชอบถ่ายรูปอาหารแล้วโพสต์ลงอินสตาแกรม จึงมองได้อีกแบบหนึ่งว่า เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับ ‘เพื่อน’ ในโลกออนไลน์ เรามีการระบุตัวตนว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งถ้ามีฟีดแบ็คจากเพื่อนๆ เช่น การกดไลก์ การแสดงความคิดเห็น หรือการแชร์ภาพของเราออกไปด้วยนั้น จะยิ่งทำให้เรามีความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและมีแรงสนับสนุนจากสังคม ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

Food Trend

เมื่ออาหารของเราไม่ใช่แค่ของเรา

แต่โซเชียลมีเดียไม่เพียงแค่ส่งผลต่อตัวบุคคลเท่านั้น ถ้าเราเข้าไปดูในอินสตาแกรมจะเห็นว่ามีการโพสต์ภาพพร้อมติด #food มากถึง 342 ล้านโพสต์ และ #foodporn อีกกว่า 200 ล้านโพสต์ และยังเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แฮชแท็กเหล่านี้เป็นเหมือนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่มหึมา ที่ทุกคนสามารถเอาภาพอาหารอะไรก็ได้ที่ตัวเองชอบมาวางไว้ เหมือนได้แบ่งปันข้อมูลให้กันและกัน เป็น Community ของคนรักอาหาร

Community นี้เองที่เป็น Trend Setter สังเกตได้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลส์จะชอบกินอาหารแนวเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าเกิดเป็นกระแสนิยมขึ้น เรียกว่า Food Trend

Food Trend ก็คืออาหารที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้นๆ แบบเดียวกับแฟชั่นเสื้อผ้า แต่ Food Trend สามารถแพร่หลายได้อย่างรวดเร็วโดยใช้โซเชียลมีเดีย มีช่วงหนึ่งที่ทุกคนนิยมกินมันม่วงหรือชีส ในช่วงนั้น อาหารเกือบทุกอย่างจะใส่สิ่งเหล่านี้ลงไป เช่น เครปแป้งมันม่วง บัวลอยมันม่วง แซนด์วิชกริลชีสสีรุ้ง ชาบูชีส ชานมใส่ชีส เป็นต้น

แต่เทรนด์ที่เห็นได้ชัดและยั่งยืนมาก น่าจะเป็นชานมไข่มุก เทรนด์เหล่านี้เกิดขึ้นจากที่เราเห็นอาหารพวกนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อมีคนแชร์มาให้เห็นบ่อยๆ ทำให้อยากรู้อยากลอง เรียกได้ว่าเป็น Bandwagon Effect ในด้านอาหาร คือเมื่อเห็นบุคคลอื่นบริโภคสิ่งใดๆ จึงต้องการซื้อหรือกินสิ่งนั้นตามไปด้วย เหมือนเป็น Bandwagon หรือรถพ่วง

Food Trend ส่งผลต่อวงการอุตสาหกรรมอาหารอีกที เมื่อมีเสียงโดยตรงจากผู้บริโภคว่ากำลังนิยมอาหารประเภทไหน ซึ่งเห็นได้จากสังคมออนไลน์ทั่วไป ร้านอาหารจึงผลิตอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น ชานมไข่มุก

จริงๆ แล้วชานมไข่มุกไม่ใช่เครื่องดื่มที่ใหม่ แต่มีมานานตั้งแต่เราเป็นเด็กๆ แล้ว แต่ในช่วงปีนี้ชานมไข่มุกเป็นกระแสมากในประเทศไทย มีร้านชานมเกิดขึ้นใหม่เยอะมาก ทั้งร้านของไทยและร้านที่ซื้อแฟรนไชส์จากต่างประเทศ ผู้บริโภคส่วนใหญ่คือคนยุคมิลเลนเนียลส์ที่ยอมต่อคิวเป็นร้อยๆ คิว รอนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อที่จะชิมชานมไข่มุกร้านดังที่เพิ่งเปิดใหม่

ร้านขนมชื่อดังอย่าง After You ก็หันมาทำชานมไข่มุกด้วย หรือแม้แต่ Starbucks เอง ล่าสุดก็มีเมนูที่คล้ายกับชานมไข่มุก แต่เปลี่ยนจากเม็ดไข่มุกเป็นเม็ดเพิร์ลกาแฟ เพื่อรักษาตัวตนของแบรนด์เอาไว้ แสดงให้เห็นว่า Food Trend นี้มีผลต่อวงการอาหารในวงกว้างเลยทีเดียว

Ginstagram Your Life

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกินเป็นความสุขสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ การร่วมโต๊ะอาหารก็นับเป็นการเข้าสังคมวิธีหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน และวัฒนธรรมนี้ก็ยังไม่ได้หายไปไหน แต่ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียเข้ามามีผลกับชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น การเข้าสังคมจึงถูกปรับมาอยู่ในแพลตฟอร์มใหม่

โต๊ะอาหารตัวใหม่มาในรูปแบบของแฮชแท็กและแฟนเพจต่างๆ ผู้คนโพสต์ภาพลงในโซเชียลมีเดีย จนเกิดเป็น Community ที่ทำให้คนชอบสิ่งเดียวกันได้บอกต่อความชอบเหล่านั้นสู่กันและกัน เกิดเป็นเทรนด์ที่คนรุ่นใหม่นิยม ซึ่งกลายเป็นมุมใหม่ของวงการอาหารและการกิน การมีเทรนด์อาหารใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เรามีตัวเลือกมากขึ้นในการกินอาหารนั้นๆ

เมื่อโลกเปลี่ยนไป อาหารไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติที่ดีเท่านั้น เพราะความสวยงามของอาหาร บรรยากาศดีๆ ของร้าน เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น

ทุกวันนี้เรากินภาพมากกว่ากินอาหาร เราไม่ได้กินเพียงแค่ให้ท้องอิ่ม แต่เรากินเพื่อให้คนอื่นในโลกอีกใบ ได้เห็นรสนิยม ได้เห็นตัวตนของเราผ่านภาพที่ถ่ายทอดออกไปด้วย

Written By

วัฒนธรรมน้ำแข็งเปล่า

Life

เมื่อ Story (Instagram) เป็นเครื่องมือฉกฉวยเวลา

Life

Advertisement
Connect
Newsletter Signup