Connect with us

Subscribe

Life

การปะทะกันระหว่างเจนฯ สงครามไม่เงียบที่มีทางออก

หลายปีมานี้สังคมเราเกิดการตั้งคำถามมากมาย ถึงประเด็นทางความคิดที่แตกต่างกันระหว่าง ‘คนรุ่นใหม่’ กับ ‘คนรุ่นเก่า’ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่เสียงทางความคิดดังออกเป็นฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากเรื่องการเมือง เราเองก็อาจจะเคยมีประสบการณ์เห็นต่างตั้งแต่ในที่ทำงาน ในโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งในครอบครัว

เนื่องจากสังคมปัจจุบันเราอยู่ร่วมกันมากกกว่าหนึ่งเจนเนอเรชั่นแต่มากถึง 5 เจนเนอเรชั่น คือ Baby Boomers, Gen X, Gen Y, Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha  เป็นเรื่องธรรมดาที่บางครั้งการปะทะกันทางความคิดและวาจาจะเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศ เพราะประสบการณ์ที่ได้รับและความคิดความอ่านของคนแต่ละรุ่นก็อาจแตกต่างกัน 

โดยก็อาจมีคนกลุ่มหนึ่งที่เลือกจะยอมให้จบ กับคนอีกกลุ่มที่เลือกจะพุ่งชนเพื่อสร้างเข้าใจ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรามีทางออกที่จะเชื่อมความต่างระหว่างเจนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่บาดหมาง 

GMlive และ Open House Hardcover จึงเชิญ เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ นิ้วกลม – นักเขียนเจ้าของสำนักพิมพ์ Koob และนักสื่อสารสร้างสรรค์แห่งยุคสมัย, ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร – นักวิจัยด้านประชากรศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ศึกษาและรู้ลึกเรื่องคนทุกช่วงวัย, ลูกแก้ว โชติรส – นักเขียนรุ่นใหม่กับเสรีภาพในการแสดงออก เจ้าของเพจสตรีผู้หลงใหลในบทกวี, เจ้าแม่ และเพจ ยั่ว- Yed  ตัวแทนของคนหลากเจนเนอเรชั่นมาร่วมกันหาทางออกสำหรับปัญหานี้ในเวทีเสวนา GM Dialogue @Open House Hardcover ตอน “Generation Clash?” สงครามระหว่างรุ่น เรื่องวุ่นๆ ของคนหลายวัย ที่จัดไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ก.ย ที่ผ่านมา 

โตมร ศุขปรีชา นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และผู้ดำเนินรายการในครั้งนี้ เริ่มเปิดประเด็นด้วยการพูดถึงหนังสือ Kids These Days: Human Capital and the Making of Millennials หรือ ‘เด็กสมัยนี้: ทุนมนุษย์และการสร้างคนรุ่นมิลเลนเนียลส์’ ผู้เขียนคือมัลคอล์ม แฮร์ริส (Malcolm Harris)

ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า มิลเลนเนียลส์น่าจะเป็นกลุ่มคนที่ซวยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เคยมีมา จริงอยู่ว่าทุกอย่างดีขึ้นจากคนรุ่นก่อนๆ แต่ปัญหาคือเราไม่มีทรัพยากร เราถูกคนรุ่นก่อนดึงดูดทรัพยากรไปค่อนข้างเยอะ คนรุ่นก่อนสามารถหอบเสื่อผืนหมอนใบได้ แต่ปัจจุบันเด็กคนหนึ่งจะสามารถซื้อบ้านซื้อรถตั้งแต่อายุยี่สิบได้ไหม ?

ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  

นอกจากนี้ยังมีหนังสือชื่อ The Coddling of American Minds ที่อธิบายมิลเลนเนียลส์อีกด้านหนึ่งว่าปัจจุบันเราเป็นโรคซึมเศร้าเยอะขึ้น เป็นเพราะเราถูกฟูมฟักจากคนยุคก่อนมากเกินไป ก่อนหน้านี้เด็กอเมริกันจะแพ้เนยถั่วแค่ 2-3% เท่านั้นเอง แต่ในยุค 90s มีการตื่นตัวว่ามีเด็กแพ้เนยถั่วนะ เลยห้ามเอาเนยถั่วเข้าไปในโรงเรียน ผลปรากฏว่าประมาณปี 2010 กว่าไปทดสอบอีกครั้งหนึ่ง พบว่าเด็กที่แพ้เนยถั่วเพิ่มขึ้นเป็น 10 กว่าเปอร์เซนต์ เพราะเมื่อเราปกป้องเด็กมากเกินไป แทนที่จะทำให้อาการแพ้ดีขึ้น กลับกลายเป็นว่าเด็กแพ้สิ่งเหล่านี้มากกว่าเดิม  รวมไปถึงเรื่องต่างๆในชีวิต ที่หากเด็กไม่เคยเจอกับเรื่องเหล่านั้นมาก่อน ก็ทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่มีภูมิคุ้มกัน 

หลังจากพาทุกคนทำความเข้าใจไปคร่าวๆ ว่าทำไมมิลเลนเนียลส์นี่ถึงได้ซวยหนักหนา แถมยังอ่อนแอจากการโดนประคับประหงมจากคนรุ่นก่อน โตมรจึงหันมาถามอ.ภูเบศร์ว่าการแบ่งเป็นเจนเนอเรชั่นนั้นมีการแบ่งอย่างไรตามหลักวิชาการและมีคุณลักษณะเฉพาะรุ่นยังไงบ้าง 

อ.ภูเบศร์ : ขอแนะนำบทความต้นกำเนิดเรื่องเจนเนอเรชั่นช่วง 1952 โดย Professor Mankeim ที่พูดเรื่อง The problem of generation ว่า Generation matters ที่ช่วยทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของคนแต่ลึคนว่ามีบางอย่างร่วมกัน ทางวิชาการเราไม่ใช้คำว่าเจนเนอเรชั่น แต่ใช้คำว่า Cohort แต่หลังๆเจนเนอเรชั่นกลายมาเป็นสิ่งที่ใช้อธิบายได้ง่ายกว่า 

หลังจากบทความนั้นออกไป ก็มีการศึกษาว่ามันมีเจนเนอเรชั่นอะไรบ้าง หลักๆ คือ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จำง่ายๆ ก็1920-1940 ถัดมาจากอีกเจนเนอเรชั่นเป็น 1940-1960 หลังจากนั้นเป็นเจน X  คือ อายุ 60 กลางๆ – 70 ต้นๆ ลงมาจนถึงปี 2000 หลังจากนั้นก็จะเป็น Y และ C 

พอแบ่งออกมาอย่างนี้แล้วแนวความคิดการศึกษาเรื่องเจนเนอเรชั่น พฤติกรรมและทัศนคติจึงถูกหล่อหลอมโดยระบบนิเวศทางการเมือง แต่เราต้องแยกออกให้ชัดเจนว่าเรากำลังพูดเรื่องเจน ไม่ใช่พูดเรื่อง life course สมมุติบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้แผลงๆ อันนี้เป็นเรื่อง life course ไม่ใช่เจนเนอเรชั่น เพราะแต่ละเจนก็แผลงๆ ทั้งนั้น แต่การแสดงออกทั้งความแซ่บ แรง ห่าม โดยเนื้อหาที่ต่างกันนั่นคือเรื่องเจนเนอเรชั่น

Generation silence เป็นช่วงหนีสงคราม เป็นเจนที่เกิดความไม่แน่นอนในชีวิตมาก เพราะสมัยนั้นต้องเจอความไม่แน่ใจทางการเมืองหลายอย่าง แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่ Baby Boomers แต่นั่นคือ Baby Boomers อเมริกานะ ไม่ใช่ไทย พอเด็กเกิดทะลัก เด็กก็แข่งขันสูง แย่งกันเข้าทำงาน แย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย Baby Boomers ยุคนั้นคือ Elvis Presley และ The Beatles

ส่วนเจน X ยุคนั้นเศรษฐกิจค่อนข้างดี เป็นเจนที่ใช้ทรัพยากรไปเยอะ เป็นเจนที่เครื่องยนต์ของทุนนิยมมันเปล่ง หลังจากนั้นก็เป็นเจน Y  ตอนนี้เจน Y รุ่นสุดท้ายก็จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยประมาณปีหนึ่ง แต่ช็อคเหมือนกันนะ พูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจ 1997 เขานึกไม่ออกแล้ว เขาเกิดปี 2000  ฉะนั้นเขาจะผ่านช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ทุกอย่างนิ่งแล้ว ซึ่งเราก็ไม่โทษเขา 

จนถึงเจนสุดท้าย ตอนนี้เจน C ยังเกิดมาไม่ครบ เกิดครบหมายความว่าแต่ละเจนจะมีอายุ 20 ปี เป็นพิกัดเจเนอเรชั่น การฟอร์ม Personality ความคิดต่างๆ มันจึงเกิดขึ้นตรงนั้น

Baby Boomers ในไทยคือช่วงประมาณ 1968 – 1978 เพราะตอนนั้นเด็กไทยเราเกิดปีละล้านคน สมัยจอมพลป. เขานิยมการเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกมาก มีการประกวดรางวัลแม่ลูกดกแบบนั้นเลย หลังจากนั้นจึงมีการรณรงค์ให้มีลูกแค่สองคน เพราะว่าประหยัด

โตมร : เอ๋มองเรื่องเจนต่างๆ ที่มันมีมากขึ้นยังไงบ้าง แต่ก่อนคนอายุสั้นมันก็จะปรับตัวกันไป ตอนนี้น่าจะเป็นครั้งแรกๆที่มีคนหลายเจนอยู่ในเวลาเดียวกัน เลยมีโอกาสที่คนหลายอายุจะปะทะกันได้

เอ๋ : เวลาเราแยกเจน เราจะเห็นบุคลิกลักษณะต่างๆ เราพอจะจับได้ว่าใครเป็นยังไง ความน่าสนใจก็คือการปฏิสัมพันธ์ของแต่ละเจน มันจะมีความหมายใหม่บางอย่าง ผมจะรู้สึกเสมอว่ารุ่นพ่อผมเป็นคนโตเร็ว ตอนที่เขาอายุสี่สิบปี เขาดูแก่มากในสายตาเรา แต่ตอนนี้ผมกับเพื่อนเวลาเราเจอกัน อายุสี่สิบปี เราดูเหมือนกับไม่เป็นผู้ใหญ่

คนที่เรารู้สึกว่าเขาควรจะแก่ มาถึงวันนี้เขาอาจจะไม่แก่ แต่ก่อนคนอายุหกสิบดูแก่มากตอนเราเจ็ดแปดขวบ ตอนนี้เราไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าเขาอยู่วัยกลางคน ดูเขายังมีกิจกรรมที่แอคทีฟมากๆ เพราะเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มันทำให้เขาเองก็น่าจะรู้สึกเหมือนกันว่ามันไม่ใช่ช่วงท้ายของชีวิต มันทำให้รู้สึกว่ายังสนุก ยังมีอะไรหลายๆอย่างน่าสนใจ แต่ก่อนตอนผมอายุ 20 กว่า จะได้ยินตลอดเลยว่าโลกหมุนไปด้วยคนอายุ 20 กว่า แต่พอมาวันนี้เราแย่งกันหมุนโลก คนอายุ 60 ก็พยายามหมุนไปอีกทาง พวก 10 กว่าก็อยากหมุนด้วย ผมก็ได้แต่มองไปโดยไม่รู้ว่าจะหมุนไปทางไหน

อุดมคติหลัก ความฝันหลักของโลกใบนี้มันไม่ชัดเท่าสมัยผมเป็นเด็ก ยิ่งอาจารย์ภูเบศร์พูดถึงเรื่องบริโภคนิยม เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าสมัยก่อน ทุกเจนกลายเป็นคนที่ซื้อหาอะไรได้หมดเลย สินค้าส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพื่อจะสูบเงินกับคนกลุ่มหนึ่งที่มีกำลังซื้อ ตอนนี้ทุนนิยมเองมันก็เสิร์ฟคนที่หลากหลายขึ้น แต่ละคนก็มีอุดมคติตัวเองที่แตกต่างกัน การปะทะกันมันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากๆ เทคโนโลยีเองก็ผลักให้เราเข้าไปอยู่ในโลกเล็กๆ ตอกย้ำความคิดตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่เห็นว่าใครไม่ชอบในสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่เราชอบมันมีคนที่ไม่ชอบอยู่ด้วย

ล่าสุดเรื่องพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ในโซเชียลมีเดียผมมันแทบจะเป็นเอกฉันท์เลยว่าอยู่ฝั่งน้องที่วาดอุลตร้าแมน แต่ผมเชื่อว่าในกลุ่มไลน์พ่อผมน่าจะด่ากันตรึม คนที่เห็นด้วยกับน้องที่วาดอุลตร้าแมน อาจจะลืมไปเลยก็ได้ว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบ ผมว่าอันนี้น่าสนใจ โลกแต่ละใบก็จะไม่เห็นกันมากขึ้นไปเรื่อยๆ 

โตมร : มันมีโอกาสทำให้เกิดการปะทะยังไงบ้าง 

เอ๋ : ผมเห็นด้วยว่าการปะทะมีโอกาสเกิดขึ้น ในโลกที่มันหลากหลายขึ้น คนยิ่ง Identify ตัวเองให้ชัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการแยกตัวเองว่าฉันเป็นแบบนี้ ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ด้วยเจน รสนิยมทางการเมือง ศิลปะ คนพยายามจะปั๊มตัวเองให้ชัดว่าฉันเป็นใคร เพราะโลกมันป่วนมาก ถ้าเรานิยามตัวเองไม่ชัด เราจะไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ความยากคือมันจะมีคนที่อยากรู้จักคนอื่นด้วย เช่น พี่หนุ่มที่อาวุโสแล้ว ก็อยากเปิดตัวเองไปหาคนรุ่นใหม่ๆ มันน่าสนใจโดยเฉพาะคนรุ่นผมขึ้นไปนี่แหละที่พยายามอยากเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ๆ ยิ่งมัน Clash เท่าไร ความต้องการฟังเสียงที่ต่างยิ่งน่าจะดังขึ้น  

ลูกแก้ว : ชอบประเด็นพี่เอ๋มาก มันจริง เรื่องอุลตร้าแมน เราเห็นเราโกรธมาก ที่เด็กคนหนึ่งโดนให้ไปกราบขอโทษ ตัวเราเองพอเกิดประเด็นเราก็อยากเล่าในมุมของเรา ซึ่งเราก็เขียนถึงในเพจของเราแรงเลยว่า ถ้าวาดรูปมันแรง งั้นมีเซ็กซ์กับพระเลย แต่เมื่อไปดูในกรุ๊ปไลน์ครอบครัวป้าส่งรูปมาว่า เด็กน้อยอายุเท่านี้ยังวาดพระพุทธรูปได้สวยงาม แต่ทำไมเด็กอุดมศึกษาถึงไม่มีหัวคิด เราเลยคิดว่าจริงว่ะ มันมีคนคิดแบบอื่นๆ มันมีเจนอื่นที่อยู่ร่วมกัน โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวมันมีการปะทะ แต่เราว่าอำนาจที่ใหญ่ที่สุดมันมาจากเจนต่างๆ ที่อยู่ในครอบครัว

ตอนเป็นเราเด็กชอบไปเที่ยวกับที่บ้านมาก ได้ฟังลุง พ่อ คุยเรื่องตำนานเรื่อง การเมือง ทุกอย่างมันเหมือนโลกใบใหญ่ เหมือนพ่อเล่านิทานให้เด็กอย่างเราฟัง ผ่านวัยนั้นมา 10 กว่าปี เป็นครั้งแรกที่กลับไปเที่ยวกับครอบครัวอีกครั้ง คราวนี้เหมือนที่อาจารย์พูด พอผ่านอายุ 20 ปีไปแล้ว เราก็มีโลกของเรา มีแหล่งข้อมูลของเรา ทีนี้พอเรากลับไปเที่ยวกับที่บ้าน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า โลกทัศน์เราเปลี่ยน ลุงกับป้าถามว่าจะไปกินไหนกันดี ความคิดเขาคือต้องถามคนแถวนั้นว่าร้านดังภูเก็ตคืออะไร ในขณะที่เรากับน้องกด Wongnai ทุกอย่างออกมาแล้ว แต่เขาไม่เชื่อข้อมูลที่มาจากเรา ไม่เชื่อข้อมูลจากการเสิร์ช ขณะหนึ่งเราเชื่อว่ามีคนที่พร้อมเปิดรับ แต่มีอีกบางกลุ่ม อาจไม่ถึงกับไม่เปิดรับหรอก แต่เขากลัวที่จะเสียอำนาจของเขาไป

เวลาเราเดินทางเหมือนเดิม พ่อยังพูดเรื่องการเมือง เราพยายามเงียบ สงบ บอกตัวเองว่าห้ามพูด แต่น้องเราเด็กกว่า 4-5 ปี น้องไม่เงียบอีกต่อไปแล้ว พ่อด่าพรรคอนาคตใหม่ปุ๊บ น้องมาเลย เหตุผล 1 2 3 4 5 พ่อเราอึ้งไปเลย พ่อที่การศึกษาสูงสุดในบ้าน จบปริญญาโทคิดว่าเขาเก่งสุดในครอบครัว แต่พอถึงคราวนี้ที่เขาพูดเรื่องการเมืองมาแล้วน้องไม่เห็นด้วย พ่อเงียบไปเลย จนแม่ต้องไปบอกน้องในกรุ๊ปไลน์แยกของเรา แม่ น้อง ว่าเบาๆ กับพ่อหน่อย พ่อเสียใจนะ 

มันเหมือนเป็นการโค่นอำนาจทางข้อมูล เขาคงไม่คิดว่าลูกจะเถียงเขาขนาดนี้ เราคิดว่ามันเป็นการปะทะแหละ แต่บางทีก็มีคนที่ไม่เลี่ยง บางครั้งการปะทะมันใกล้ตัวแค่ในครอบครัวเท่านั้นเอง ถ้าในโซเชียลมีเดียที่ไม่มีความเป็นพ่อแม่ เราคงปะทะมากกว่านี้แน่ๆ คนเรามันคิดต่างอยู่แล้ว แต่มันคือตรงไหนที่เราควรจะไม่ปะทะกัน

โตมร : ประเด็นหนึ่งที่ลูกแก้วเล่ามา คือเรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาในชีวิตคนมันไปเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจแบบเดิม 

แต่ก่อน 20 ปีมันฟอร์มตัวตนครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เทคโนโลยีมันอาจทำให้เร็วขึ้น 

อ.ภูเบศร์ : ฟังแล้วเศร้า อันนี้เหมือนเป็น Case Study ให้เรา เพราะสิ่งที่ผมพูดมามัน Abstract แต่อันนี้มาเป็นเรื่องเล่าเลย เห็นบรรยากาศในรถตู้เลย นี่แค่ครอบครัวขยายแบบสองเจน ถ้าเป็นขยายแบบสามเจน รถคันนั้นอาจมีการเบนเข็มกลับกรุงเทพ คือไม่ไปแล้ว

Mark Zuckerberg ทำให้เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นสามสี่เท่าตัว ซึ่งตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่าจุดเปลี่ยนของเจนเนอเรชั่นมันยัง 20 ปีอยู่หรือเปล่า มันอาจเกิดเจน Disrupted คือไม่ถึง 20 ปีละ เรื่องที่สอง ผมคิดว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงของ life course กับ Gen difference ไลฟ์คอร์สที่บอกว่าพ่อไม่ได้เป็นฮีโร่อีกต่อไปแล้ว แต่ก่อนที่พ่อมีเรื่องเล่ามากมาย แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องเดิม คือรักพ่อเหมือนเดิม แต่อำนาจตรงนั้นมันเปลี่ยนไป เพราะลูกมีข้อมูลที่มากขึ้น

ในแต่ละเจนมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Prolonged adolescence คือเรามีการโตช้ากว่าเจนที่ผ่านมา ตอนผมเรียนอยู่สมัยมัธยม ตอนนั้นคิดว่าผลงานกิจกรรมของรุ่นพี่ทำไมมันอลังการจัง หลังจากนั้นมาเราจะเห็นว่ามันมีปรากฏการณ์ที่เด็กในเจนถัดมา ถูกเทรนอยู่ในบรรยากาศที่มีหลักสูตรการศึกษามากขึ้น กิจกรรมก็อาจจะน้อยลง เพราะภาวะเศรษฐกิจสังคมที่มันพัฒนา พ่อแม่จึงอาจคิดว่าบางเรื่องพวกเขาไม่ต้องทำ

Prolong adult ที่มันแตกต่างกันขนาดนี้ ทำให้เด็กมีโอกาสในการทำงานลืมตาอ้าปากสร้างสะสมสินทรัพย์ได้ช้ากว่า วันนี้คนไหนที่ไม่มีที่ดินอากงอาม่าเก็บให้ ลืมไปได้เลย หรือการลงทุนในรถมีความจำเป็นมากกว่าบ้านไปแล้ว ซึ่งแปลกมากในเจนก่อนบ้านเป็นทรัพย์สิน แต่เดี๋ยวนี้รถจำเป็นกว่า เพราะการเดินทางไปทำงานและความมีหน้ามีตา ตอนนี้รถเลยจำเป็นมากกว่าบ้าน อันนี้เป็นความต่างทางเจนเนอเรชั่น

โตมร : อยากย้อนกลับไปถามลูกแก้ว ว่ามีตัวอย่างอื่นๆ อีกไหม ที่มันไม่เหมือนคนรุ่นก่อน เช่น ไม่ซื้อบ้านแล้ว แต่งงานช้าลง หรือไม่แต่งงาน มันมีจริงไหม หรือมันเป็นแค่การคิดไปเอง 

ลูกแก้ว : ตอนเราจบม.6 นี่อาจจะเป็นอีกประเด็น คือเชื่อฟังพ่อมาตลอด พ่อเป็นตำรวจก็อยากให้เราเป็นตำรวจ เพราะเขาคิดว่าอาชีพตำรวจมันมั่นคงและคิดว่าถ้าลูกสาวเป็นตำรวจก็จะปกป้องครอบครัวจากอำนาจอื่นๆ ได้ด้วย 

ตอนนั้นเราไม่ได้เชื่อหรอกว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม แต่เราเชื่อเขา เราก็เลยสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยซึ่งปีนั้นเป็นปีแรกที่เปิดรับตำรวจนายร้อยหญิง และก็ซวยตรงที่เราสอบได้ ที่บ้านพอรู้ว่าเราสอบได้ก็จัดงานฉลองเลย เชิญทั้งอำเภอมาเลี้ยงโต๊ะจีน แค่สอบเข้าได้ ยังไม่ได้ติดยศอะไรเลยนะ แต่เขาเชื่อว่ายศ เกียรติ นั่นแหละคือความเชื่อของเขา แต่สองสามเดือนแรกที่เข้าไปเรียนโรงเรียนนายร้อย ด้วยความที่เราชอบอ่าน ชอบเขียนหนังสือ แต่พอเข้าไปแล้วเราไม่มีเวลาส่วนตัวเพราะทุกอย่างมันเป็นเวลาเป๊ะๆ เราเลยบอกที่บ้านว่าไม่เอาแล้วเป็นตำรวจ พอเราบอกแบบนั้นเหมือนโลกเขาสลายเลย เขาเกณฑ์คนทั้งบ้านมาบอกเราว่าไม่ได้ สิ่งนี้ดีที่สุด เขาถามนะถ้าไม่อยากเป็นตำรวจจะเป็นอะไร เราบอกว่าอยากเป็นนักเขียน เราแค่อยากมีความสุข ซึ่งเขาก็ยังยืนยันว่าเป็นตำรวจมันดีกับครอบครัวนะ สุดท้ายเราแตกหักเลย ออกมาเรียนทำสิ่งที่ชอบ จนเราเรียนจบได้งานเป็นนักข่าว

พอรู้ว่าลูกเป็นนักข่าวเขาก็ตื่นเต้นดีใจ เหมือนแสงริบหรี่ของความหวังกลับมาอีกครั้ง คือพ่อไม่ชอบเสื้อแดง แล้วเราเป็นนักข่าว Voice TV แต่เขาเปลี่ยนจาก Nation มาดู Voice เพราะรอดูสกู๊ปเรา พอเราไปเขียนเว็บออนไลน์ Minimore เขาก็ตามไปอ่าน เขาบอกว่าเก่งเหมือนนิติภูมิเลยนะ คือนิติภูมิมันที่สุดแล้วสำหรับเขา หลังๆ เขาก็ไม่ค่อยเห็นว่าเราเขียนอะไร จนเรามาเขียนหนังสือที่ก็ค่อนข้างวาบหวาม แต่ยังไม่ได้ให้เขาอ่านเพราะกลัวเขารับไม่ได้และเราเขียนเกี่ยวกับเขาเยอะด้วย เราแค่อยากทำในสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำ เราคิดแค่นี้ 

โตมร : เอ๋มีไหม  

เอ๋ : มีนะครับ แต่พอฟังลูกแก้วแล้วรู้สึกว่าตัวผมเป็นเม็ดสิว ผมไม่มีการปะทะอะไรมากกับที่บ้าน อาจจะเป็นเพราะรุ่นผมยังอยู่ในช่วงที่คุณค่ายังเชื่อมกับพ่อแม่ได้อยู่ ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่เข้ามามาก ตลอดการศึกษาที่ผ่านมา ผมอยู่ในระบบมาก ไม่ได้หาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ทั้งหลาย

จบมาก็เข้าบริษัทตามที่เขาบอก ก็ไม่ได้ปะทะกันมาก พอดีได้อ่านบทความหนึ่งมา เขาบอกว่าเรื่องของเจนนี้มันไปเทียบได้กับเรื่องของจิตวิเคราะห์ เขาบอกว่าตัวเจนใหม่เองมันมีปม Oedipus เหมือนกัน คือต้องฆ่าพ่อไม่งั้นมันจะนิยามตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร มันก็เหมือนยุคของเจน Y  กำลังจะบอกว่าเราต้องฆ่าพ่อกัน และเจนแบบนี้มันก็ต้องถูกตั้งคำถาม จนหมดไป หมดเซทเจนเนอเรชั่นนี้แล้ว ต่อไปเราก็จะกลายเป็นรุ่นที่ถูกฆ่า ในเรื่องคุณค่านะ ไม่ได้หมายถึงการฆ่ากันจริงๆ

เมื่อเช้าแชทคุยกับ อ.ธเนศ ยานนาวงศ์ ยุคสมัยที่คนเชื่อว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ได้ ไม่ใช่อาชีพแต่ในความหมายว่าฉันเป็นอิสระ สิ่งหนึ่งที่หายไปคือ Connection เหมือนเรามีสำนึกว่าเราเอาตัวเองรอด เราไปเดี่ยวได้ แต่ถามว่าเราไปเดี่ยวได้ไหม ผมว่ามันไปได้ เพราะธรรมชาติมนุษย์เราอยากจะเดี่ยวจริงๆ ไหม แต่ก่อนถ้าเราหล่นมาในออฟฟิศมันจะมีคนพยุงเรา ผมจำได้ว่าพยายามจะขายงานที่เครียดมาก แต่สุดท้ายบริษัทเรียกกันมาทั้งออฟฟิศแล้วมาช่วยกันจนขายได้ ผมว่าไอ้ความเป็นชุมชนแบบนี้มันมีความสัมพันธ์บางอย่าง ไม่เหมือนในเจนนี้ที่มันโดดเดี่ยวมากขึ้น ที่เราอาจพยายามตัดสินว่ามันอาจจะดีก็ได้ มันก็น่าสนใจว่า อะไรกันที่จะมาทดแทนความสัมพันธ์นั้น

อีกหลายคนว่าโรคซึมเศร้านี่มันเพิ่งเจอหรอ หรือมันก็เป็นมาตลอดแต่เราเพิ่งถูกเรียก เพราะการตัดขาดจากโลก จากความสัมพันธ์ในยุคนี้มันชัดเจนมาก ในร้านอาหารมันชัดเจนมากเป็นปกติแล้วที่แต่ละคนนั่งเล่นมือถือที่ทำให้เราตัดขาดทั้งจากคนรอบตัวและธรรมชาติ พอดีผมไปเรียนกับพี่อ้อยเรื่อง Nature connection การตัดขาดของธรรมชาติ มันก็มีผลมากเหมือนกัน ในยุคสมัยใหม่ที่เราอยากจะเดี่ยวมากแค่ไหน เรายิ่งโดดเดี่ยวมากแค่นั้น ไม่แน่ใจเราอาจจะไปสู่ยุคสมัยที่กำลังหาจุดที่อยู่ร่วมกันก็ได้ หรืออาจจะอยู่ร่วมกันยากขึ้น

โตมร : สมัยก่อนมันมีความอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน เป็น Collectivism ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่เป็นการออกเสียงคนละหนึ่งเสียง มันเป็นวิถีแบบปัจเจก หรือว่าการเป็นฟรีแลนซ์ที่เราไม่ต้องพึ่งพิงโครงสร้างองค์กรอะไรบางอย่าง เพราะสังคมมันเข้าไปหาปัจเจกกันมากขึ้น มันอาจไปสู่อาการเจ็บป่วยร่วมอะไรบางอย่าง แต่ในความ Collectivism มันมีปัญหาของมันอยู่เหมือนกัน แล้วเราจะต่อรองยังไงในความเป็น Collectivism กับความเป็นปัจเจกของเรา

ลูกแก้ว : จริงๆ ชอบนะตอนที่เราอยู่กับที่บ้าน อยู่กับครอบครัว ถามว่าตอนนี้ชอบไหม ก็ยังชอบอยู่ สำหรับเรามันก็ยังเติมเต็มอะไรบางอย่างที่รู้ว่ายังไงเขาจะกอดเราเสมอ ถ้าสำหรับเราคืออยากอยู่ร่วมกันโดยการเคารพความเป็นเรา แต่ก่อนมันคือเขาจะบอกเราว่าต้องทำอะไร เป็นอะไร แม้แต่เรื่องพรรคการเมือง เขาจะบอกแม่ว่าเลือกนี้นะ เบอร์นี้นะ แต่กับน้อง กับเรา เขาจะไม่บอกแล้ว  สำหรับเราเวลาอยู่กับใครหรือทำงานที่ไหนได้นาน มันเป็นเพราะที่นั่นคนเคารพซึ่งกันและกัน เราอยากอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะต่างเจน หรือต่างความเห็น การอยู่ร่วมกันแบบนั้นจะโอเค เวลาที่เรากลับมาอยู่คนเดียว คือตอนที่เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถเป็นตัวเองได้ แต่ถ้าชุมชนไหนที่เราเป็นตัวเองได้เต็มทีเราก็อยากอยู่ เพราะเราไม่อยากอยู่คนเดียวเสมอไป สิ่งสำคัญคือเราไม่อยากให้เขาตัดสินในสิ่งที่เราเป็น การที่เป็นคนในครอบครัวมันยังได้ เพราะเรารู้ว่ามันคือความเป็นห่วง แต่พอเป็นคนที่ไกลออกไป คนในโซเชียลมีเดียเราก้ไม่รู้ว่าเขาหวังดีกับเราหรอ การที่มาตัดสินเรา 

โตมร : การขัดแย้งเป็นเรื่องทุกยุคทุกสมัย หรือเป็นแค่ยุคนี้

เอ๋ : เป็น Construction และเป็น Deconstruction cycle พอมันไปถึงจุดหนึ่งแล้ว มันก็ต้องมีอะไรมาหักล้างให้เกิดเวฟใหม่ขึ้นมา เวฟเก่า เวฟใหม่เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย มันเป็นเรื่อง Cycle ผมอยากกลับไปกราบศาสนาที่พูดเรื่องวัฎจักรเหล่านี้นะ เพียงแค่ว่าเราต้องมองให้ชัดว่าความแตกต่างของเจนในยุคที่ 21 นี้ มันคืออะไร

สำหรับผมในวันนี้มันคือ Technology disruption มันอาจไม่ใช่จุดสูงสุดนะ แต่ในวันนี้มันเป็นจุด คนสามารถจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองเพราะมันสบายใจ แต่สมัยก่อนไม่สามารถจะทำได้ขนาดนี้ ความเป็นตัวของตัวเองมันเลยมีเยอะมากขึ้น เขาเลยรู้สึกว่าเขาสามารถทำอะไรที่เป็นฟรีแลนซ์ ได้ กลุ่มที่เป็นฟรีแลนซ์นี่ เพราะเขาไม่อยากอยู่ในพันธนาการขององค์กร เขาอยากทำในสิ่งที่เขาอยากทำ

ตอนนี้สิ่งที่ตามมาในศตวรรษที่ 20-21 มันเต็มไปด้วยอาชีพใหม่ๆ มากมาย ฉะนั้นโลกออนไลน์จะโตขึ้นอีกเยอะมาก ผมเขียนบทความเรื่อง มายาคติของฟรีแลนซ์ อาชีพฟรีแลนซ์มันเป็นสิ่งใหม่ แต่ทำไปสักพักคู่แข่งมันสูงมาก คนที่สู้กับการเปลี่ยนแปลง อัพเดทตัวเองไม่ได้ก็หลุดจากฟรีแลนซ์ไปเยอะ เจน Y หลายคนหวนกลับมาซบอกองค์กร เพราะไปต่อไม่ได้ ผมไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี มันไปได้ แต่คนที่ไม่สามารถ keep up with competition ได้ก็จะหาทางหวนกลับมา ที่อยากจะพูดคือการประสานรอยร้าวระหว่างเจน มันไม่ได้ต้องการความรู้ นอกจากการทำความเข้าใจเลย ไม่ต่างจากการทำความเข้าใจศาสนาต่างกัน เพศต่างกันหรือชาติพันธุ์มากมายไปหมด เหล่านี้มันไม่ต้องการความรู้อะไร มันแค่อย่าไปจิ้ม Pain point ของใคร หาอะไรที่มันเป็นจุดเสริมกัน แล้วพูดจาด้วยความเข้าใจกัน 

โตมร : ถ้ามัน Clash กันจริงๆ ซึ่งมัน Clash กันอยู่แล้ว มันจะทำให้เกิดปัญหายังไง ถ้าไม่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก มองในฐานะที่ตัวเองทำงานทั้งฟรีแลนซ์และบริษัท ถ้าเรามีลูกน้องและมันต้อง Clash จริงๆ องค์กรต้องเตรียมอะไร 

อ.ภูเบศธ์ : เจนเนอเรชั่นต่างๆ มันมีหลาย Arena นะ ที่ทำงานก็เรื่องหนึ่ง บ้านเรื่องหนึ่ง สังคมอีกเรื่อง แต่ที่ทำงานเนี่ยเจน Y คือโจทย์ของบริษัทที่ต้องแก้ไข ผู้ใหญ่มักบ่นว่าเจน Y เลือกงาน ออกเร็ว ชอบเถียงผู้บริหาร ฝึกอบรมเยอะ ซึ่งก็คือว่าโมเดลในการเทรนพนักงานแบบเดิมเริ่มไม่ได้ผลแล้ว บริษัทเหล่านี้จึงลงทุนในสิ่งที่เจน Y ชอบ เช่น ทำ Co-working space มีร้านกาแฟ มียิม มี Home working แต่ยังไงก็เอาไม่อยู่

สุดท้ายโมเดลที่เขาทำยังไงเขาก็หยุดยั้งความเป็นไปของแต่ละเจนไม่ได้ เจนที่กลับมาปรับกลายมาเป็นเจนที่เป็นผู้ใหญ่เพื่อให้องค์กรอยู่รอด เราก็จะเห็นว่า CEO สมัยนี้ก็จะมีภาพลักษณ์ที่ดูเด็กขึ้นเรื่อยๆ  และถ้าคนรุ่นเก่าไม่สามารถปรับเข้าหาคนรุ่นใหม่ได้ จะส่งผลต่อ Philosophy Structure ของเขา

เอ๋ : ผมลองสังเกตจากน้องๆ ใน Facebook หลายคนเป็นพนักงานประจำยาวนาน แต่ผมสังเกตว่าทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองหมดเลย บางคนเปิดเพจถ่ายรูป เป็นบล็อกเกอร์ เพราะงานประจำให้โอกาสเขาทำงานแบบนี้ได้

ผมก็เคยถามน้องคนหนึ่งที่อยู่ในออฟฟิศเดิมหลายปีว่าทำไมทำงานที่นี่ได้นาน เขาบอกว่าเขาอยู่ที่นี่เขาทำฟรีแลนซ์ได้ ถ้าเป็นแต่ก่อนออฟฟิศจะโกรธใช่มั้ย แต่กลายเป็นว่ามันดีที่เขามีพื้นที่ของเขา ผมว่าเรื่องของพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องมีพื้นที่ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือที่ครอบครัว 

ลูกแก้ว : ใช่เลย แต่ก่อนเราเป็นคนเปลี่ยนงานบ่อยมาก แต่ตอนนี้เราทำที่หนึ่งมา 3 ปีแล้ว การจะทำให้เจนหนึ่งอยู่ต้องให้เขามีชีวิตของเขาด้วย พ้นไปจากเวลางาน เราก็อยากมีพื้นที่ส่วนตัว ได้ทำอะไรที่ชอบ มีช่วงหนึ่งที่เราป่วยต้องไปพบจิตแพทย์ จะขอลาออก แต่เจ้านายบอกว่าไม่ต้อง แค่หยุดพัก ไปหาหมอก็พอ ซึ่งพอเขาเคารพเราเราก็ยินดีจะทำถวายชีวิตเลย แล้วอีกอย่างคือเราอยากรู้ว่าเราจะโตในหน้าที่การงานได้ขนาดไหน สำหรับคนเจนเรา มันมีความหมายมาก บางทีเราไปที่อื่นเพราะเขาให้เงินดีกว่า อิสระมากกว่า เพราะที่เดิมมันไม่แน่นอน เราอยากรู้ความแน่นอน ความชัดเจน ทำไปแล้วได้อะไร เราว่าสิ่งนี้สำคัญสำหรับคนเจนเรา

 เอ๋ : จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่คำหนึ่งในเรื่องความเป็นอิสระมากๆ ความต้องการใหม่ๆ ที่ไม่อยากเดินทาง ไม่อยากอยู่ออฟฟิศ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพูดถึงอิสระ แล้วเรามีน้อยกว่ามากๆ คือการมี Commitment อาจจะเป็นเจนในภาพรวม คือกูจะทำให้ได้ พูดแล้วจะทำ ผมว่าความรู้สึกนี้มันเห็นได้น้อย หนังสือเล่มหนึ่งที่มุราคามิ คุยกับจิตแพทย์เรื่อง Commitment แต่สิ่งนี้เรียนรู้ผ่านการวิ่ง เมื่อไรที่มีเรามี Commitment จริงๆ เมื่อนั้นเราจะเป็นอิสระ

Written By

Burnout Syndrome
ภัยเงียบ 2020 เมื่อคนรุ่นใหม่
ไฟ (ไม่) แรง

Vision

Advertisement
Connect
Newsletter Signup