Connect with us

Subscribe

Vision

‘พนักงาน’ เซเว่นผันสู่ ‘เจ้าของ’ 7-11 สองสาขาได้อย่างไร บทเรียนค้าปลีกวันต้องปรับตัว

เส้นทางอาชีพของเหล่าผู้แสวงหาความมั่งคั่งในวงการธุรกิจค้าปลีกเคยมีกรณีตัวอย่างวิถีคนสู้ชีวิตที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้ร่วมธุรกิจ” แบรนด์สะดวกซื้อชื่อดังอย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น มาแล้วหลายกรณี แต่เชื่อว่าเรื่องราวของคุณธนพร วงศ์ไข่ อดีตครูที่ผันตัวมาเป็นพนักงานเซเว่น-อีเลฟเว่น ก่อนจะก้าวขึ้นมาถือสิทธิ์บริหาเซเว่น-อีเลฟเว่น 2 แห่ง เป็นอีกเรื่องราวที่สามารถสะท้อนภาพทัศนคติและเส้นทางการทำธุรกิจของคนไทยอีกหนึ่งรูปแบบได้อย่างดี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นร้านสะดวกซื้อที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและแวดวงธุรกิจยุคใหม่ ร้านสะดวกซื้อบุกตั้งสาขาทุกหัวมุมเมือง ร้านค้าเหล่านี้ไม่เพียงเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคและโลกธุรกิจค้าปลีก แต่ยังเปลี่ยนชีวิตของคนในพื้นที่ให้กลายเป็นนักธุรกิจรายย่อยในพื้นที่มาแล้วมากมาย จากผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือโชห่วย แม้แต่ “พนักงาน” ในเซเว่นที่เห็นทักทายและต้อนรับลูกค้าหลังเสียงเตือนของระบบประตูอัตโนมัติที่เปิดออกหลังลูกค้าเข้ามาร้านก็มีโอกาสกลายเป็น “ผู้ร่วมธุรกิจ” ที่บริหารร้านค้าปลีกของตัวเองได้

แม้ระบบธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น (และอีกหลายแบรนด์) มักถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นจริงกับ “ผู้ร่วมธุรกิจ” ร้านหลายรายยังบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจค้าปลีกอยู่เสมอโดยเฉพาะเส้นทางของพนักงานร้านหลายรายที่สามารถพลิกผันมาเป็นผู้บริหารงานได้เหมือนกับเจ้าของธุรกิจที่มีกิจการเป็นของตัวเอง

ครูสอนหนังสือสู่พนักงานเซเว่น

ประสบการณ์ของคุณธนพร วงศ์ไข่ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเส้นทางชีวิตของลูกจ้างที่พลิกเกมมาสู่บทบาทผู้บริหารร้านค้าปลีกแบรนด์ดังในท้องถิ่นซึ่งสามารถกระตุกต่อมมุมมองทางความคิดของคนทั่วไปเกี่ยวกับการทำธุรกิจได้ ถึงจะเป็นบทเรียนที่ผ่านมากว่าทศวรรษแล้ว แต่การก้าวไปสู่สาขาที่ 2 ของตัวเองอาจบอกเล่าบทเรียนที่สำคัญบางอย่างได้เช่นกัน

คุณธนพร วงศ์ไข่ วัย 47 ปีเป็นว่าที่เจ้าของสิทธิบริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น สาขาที่ 2 ซึ่งมีกำหนดเปิดภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ แต่ก่อนหน้าการทำธุรกิจที่ช่วยให้เธอบรรลุเป้าหมายได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับญาติ และมีเวลาอยู่กับครอบครัว เธอเคยผ่านงานครูอัตราจ้าง และพนักงานในร้านเซเว่นซึ่งคนทั่วไปคุ้นชินกับภาพการต้อนรับลูกค้าหลังเคาน์เตอร์มานานแรมปี

คุณธนพร เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยตำแหน่งครูอัตราจ้างในประจวบคีรีขันธ์นานถึง 4 ปี ระหว่างที่ทำอาชีพครู คุณธนพร ยอมรับว่ายังไม่ชอบอาชีพนี้มากนัก และมองว่าจำเป็นต้องหางานที่เหมาะสมกับตัวตนและวิถีชีวิตของตัวเอง

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เกี่ยวข้องกับแบรนด์ เซเว่น-อีเลฟเวน คือโครงการที่เปิดให้ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีเข้ามาร่วมงานได้ทันที คุณธนพร เริ่มต้นจากตำแหน่งที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ผู้ช่วยฝึกหัด” แต่คำนิยามในทางปฏิบัติของตำแหน่งงานนี้คือ “พนักงานร้าน” นั่นเอง โดยอดีตครูทำงานในบทบาท “พนักงานร้าน” เกือบ 12 เดือน

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ สังคมไทยที่ให้น้ำหนักกับบทบาทและหน้าตาทางสังคม การรับตำแหน่ง “พนักงานร้าน” จากที่เคยเป็น “ครู” มาก่อนส่งผลต่อความรู้สึกหรือไม่

“ปกติลูกค้าเข้าร้าน พนักงานก็จะกล่าวสวัสดี ต้อนรับลูกค้า ปรากฏว่าเวลานั้นเราเคยเป็นครูมาก่อน คนที่เข้ามาในร้านเราเขาพูดว่า สวัสดีครับครูแขก เรียกชื่อเล่นเรา ก็ไม่ได้เขินอายอะไร ก็ยินดีต้อนรับจากที่เราเปลี่ยนบทบาทไปแล้ว

อีกอย่างหนึ่งคือเจอสิ่งแวดล้อมที่ไม่จำเจ ประทับใจตรงที่เจอลูกค้าแตกต่างกันไปในแต่ละวัน ก่อนหน้านี้คือเช้ามาก็สอนหนังสือเหมือนเดิม แค่เด็กเปลี่ยนไปในแต่ละปี ถึงแม้จะไขว่คว้าหาความรู้มาเสริมตัวเอง พอมาสัมผัสอาชีพนี้คิดว่าน่าจะใช่ ทำมาเกือบ 1 ปีก็ได้ย้ายจากประจวบมาเชียงรายที่เป็นบ้านเกิด”

คุณธนพร เป็นคนเชียงรายแต่กำเนิด แต่ต้องเดินทางไปทำงานที่ประจวบตามครอบครัวจากที่สามีรับราชการทหาร เมื่อได้ย้ายมาอยู่ที่เชียงรายตามความต้องการก็รับตำแหน่ง “ผู้จัดการร้าน” เกือบ 2 ปี จึงได้ขยับมารับตำแหน่งเป็น “ผู้ช่วยผู้จัดการเขต” ทำหน้าที่ดูแลสาขาในพื้นที่ รับผิดชอบดูแล 4-5 สาขาต่อเดือน เดินทางไปตรวจตรา ให้ความรู้ในสาขาที่รับผิดชอบ

โอกาสทางธุรกิจ

ว่าที่เจ้าของร้านรายนี้เล่าบรรยากาศธุรกิจในช่วงนั้นว่า เป็นช่วงที่บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาธุรกิจส่งผลให้มีโอกาสขยับไปรับบทบาทอื่นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งบริษัทเปิดโครงการให้พนักงานที่สนใจบริหารสาขาเป็นของตัวเองได้เข้ามายื่นผลงานและหลักฐานเพื่อรับพิจารณาจากบริษัท

“ตอนนั้นตั้งมั่นว่าถ้าเป็นอย่างนี้อยู่เราไม่ได้อยู่กับครอบครัว แฟนก็ไม่ได้อยู่กับบ้านเพราะออกพื้นที่ชายแดน อีกประเด็นคืออยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากกว่าเดินทางไปตามพื้นที่จึงตั้งใจทำผลงานเพื่อยื่นขอธุรกิจมาบริหาร จนได้รับอนุมัติเมื่อเดือนธันวาคมปี 2550” คุณธนพร เล่า

คุณธนพร เล่าว่า การลงทุนของพนักงานที่ออกมาเป็นผู้ร่วมทำธุรกิจใช้งบลงทุนรวม 1.5 ล้านบาท พร้อมยื่นผลงานให้ผู้ดูแลระดับพื้นที่พิจารณา จากนั้นบริษัทจึงเรียกไปตรวจสอบเรื่องสถานะการเงินและครอบครัว

จำนวนทุน 1.5 ล้านบาท (ในอดีต) แยกเป็นค่าค้ำประกัน 1 ล้านบาท ส่วน 5 แสนบาทเป็นค่าธรรมเนียมดำเนินการต่างๆ และถือเป็นความโชคดีที่ช่วงนั้นบริษัทกำลังขยายธุรกิจทำให้ขั้นตอนอนุมัติไม่ได้ใช้เวลานานนัก

หลังอนุมัติแล้วจึงเข้ารับอบรม และเลือกทำเลร้านที่บริษัทยื่นเสนอมาให้พนักงานเลือก คุณธนพร ได้รับตัวเลือก 3 จุดอยู่ในพื้นที่ใกล้กันหมด โดยคุณธนพร เล่าว่าพิจารณาแค่พื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น โดยไม่รู้ข้อมูลว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยอดขายมากน้อยเท่าไหร่ รู้เพียงว่าเลือกไว้ก่อนแล้วค่อยศึกษากลุ่มลูกค้าทีหลัง

“ตอนเลือกกังวลอย่างเดียวเรื่องภาษา โซนที่เลือกอยู่ในไนท์บาซาร์ ค่อนข้างมีชาวต่างชาติเยอะ กังวลเรื่องลูกน้องที่จะต้องสื่อสาร ยุคนั้นไอทีก็ไม่กว้างขวางมากขนาดนี้ ก่อนหน้าเข้าบริหาร บริษัทจะแจ้งก่อนล่วงหน้า 1 เดือนเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องคน บริษัทให้เราเอาคนมาฝึกก่อนที่จะรับมอบร้าน เราต้องมีทีมงานของเราแล้ว โดยคัดสรรจากบริษัทที่มีรับสมัครมาแล้ว

ตอนนั้นร้านมี 8-9 คน เพราะช่วงนั้นยอดไม่ได้เยอะมาก ถามว่าคนเยอะไหม ก็ถือว่าพอดี เพราะเซเว่นต้องจัดเป็น 3 ผลัด” คุณธนพร กล่าว

ไม่เคยเจอปัญหายอดขายสู่สาขาที่ 2

ผู้ร่วมทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อรายนี้ยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มต้นบริหารร้านจนถึงวันนี้เจอปัญหาเหมือนธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องภาษาของพนักงาน ซึ่งต้องอาศัยปรึกษาบริษัทจนส่งพนักงานไปรับอบรมด้านภาษา แต่ไม่เคยเจอปัญหาใหญ่เรื่องยอดขายเลย มีกำไรมาตลอด จะมากหรือน้อยเท่านั้น และสามารถคืนทุนในเวลาปีกว่า

การบริหารสาขาแรกเป็นไปอย่างราบรื่นมาตลอด เมื่อบริษัทมีโครงการให้ Store Partner ที่ทำผลงานดีสามารถขยายสาขาได้ วันนั้นมองว่าการทำสาขาเดียว พนักงานที่ทำงานด้วยไม่สามารถเติบโตได้ ผลงานที่สะสมมา บริษัทสามารถดึงผลงานไปดูและพิจารณาให้โอกาสได้

แบรนด์ธุรกิจค้าปลีก ถึงกลยุทธ์ธุรกิจของซีพี

ภาพรวมของธุรกิจแบรนด์เซเว่น-อีเลฟเว่นเมื่อหลายปีก่อนในกรณีของคุณธนพร ล่วงเลยมาจนถึงวันนี้เซเว่น-อีเลฟเวน ที่ยังครองเจ้าตลอดยังเดินหน้าเปิดสาขาใหม่ 700 สาขาต่อปี ขณะที่ยอดขายเมื่อปี 2560 เซเว่นทำตัวเลขได้ถึง 2.78 แสนล้านบาท โตขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ แถมมาพร้อมโมเดลใหม่ใหม่ทั้ง “ออลคาเฟ่” และแนวคิดโมเดลร้านสอดรับกับวิถีชีวิตคนยุคใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้าน 2 ชั้น มีพื้นที่นั่ง, เพิ่มโซนเมนูอาหารปรุงสด, ปรับเพิ่มสาขาไซส์ใหญ่กว่าเดิมขยายจากพื้นที่ห้องแถว, อาคารต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นมากกว่า “ร้านค้าปลีก”

ที่ผ่านมา มีคำถามเรื่องกลยุทธ์การบริหารงานของบริษัทที่บริหารแบรนด์ ลูกค้าเห็นสาขาผุดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกันควบคู่ไปกับสาขาที่เป็นพันธมิตรบริหารงานอยู่ คุณธนพร มองว่า การบริหารงานเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับคุณภาพการบริหารและการบริการของแต่ละสาขา ถ้ามีสาขาบริการไม่ทั่วถึง และพันธมิตรในพื้นที่ไม่ต้องการเปิดสาขาอื่นด้วย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีสาขามาเปิดเพิ่มเติม

“สมมติว่าไม่เอา เราก็ทำเต็มที่แล้ว เราบริหารเต็มที่แล้วแต่ไม่เพียงพอต่อลูกค้าก็ต้องยอมรับ ถ้ากลุ่มชุมชนนั้นหนาแน่นขนาดนั้น ยอดขายจะกระทบไหม ระยะแรกอาจกระทบ แต่ผ่านไประยะหนึ่งน่าจะลงตัว ลูกค้ามีสิทธิ์เลือกเข้าร้านได้ขึ้นอยู่กับการบริหารของร้านเอง”

“ข้างร้านก็มีแบรนด์อื่นมาเปิด เรามองว่าก็มีเพื่อนดี (หัวเราะ) ลูกค้าคนละกลุ่มกัน เขามีสิทธิ์เลือกเช่นตรงไหนถูกกว่าก็ไป ตรงไหนมีสินค้าที่ต้องการก็ไปตรงนั้น เมื่อเขาต้องการสินค้าของเราเขาก็มาหาของเรา เราต้องรู้ให้ได้ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไรจากเรา จุดนี้คือจุดไคลแม็กซ์ของยอดขายเลย ต้องทัน ต้องรู้ บริษัทแม่จะเป็นแนวทางที่ต้องรีบทำให้ทันเหตุการณ์ เช่น เขาโฆษณาสินค้าบริการใหม่ ลูกค้าเข้ามาเราไม่มี ไม่ทำตามก็คือแย่เลย จุดนี้สำคัญที่สุด”

การบริหารงานทุกวันนี้เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงคงที่แล้ว แต่เมื่อย้อนกลับไปดูเส้นทางการเปลี่ยนแปลงบทบาทของคุณธนพร ทำให้คุณธนพร เชื่อว่า การนำประสบการณ์บริการลูกค้าให้ลูกค้าประทับใจ เมื่อมาเป็นผู้บริหารเองทำให้สามารถนำมุมมองการบริการที่เคยสัมผัสมาเปรียบเทียบได้ด้วยการเดินเข้าไปในร้าน พิสูจน์ว่าลูกน้องทำได้แบบที่ต้องการไหม

วลีทอง “รับขนมจีบ-ซาลาเปาเพิ่มไหม”

นอกจากบทบาทการทำงานหลากหลายหน้าที่จะมอบประโยชน์ให้นักธุรกิจแล้ว ในฐานะของผู้บริหารร้านที่เคยเป็นทั้งพนักงานและลูกค้า คุณธนพร สามารถบอกเล่าประโยชน์ของวลีทองที่เป็นนโยบายของร้านอย่าง “รับขนมจีบ-ซาลาเปาเพิ่มไหม” ได้มากกว่าแค่การเอ่ยตามธรรมเนียมเท่านั้น

“มันเป็นการเพิ่มยอดขายให้ร้าน ลูกค้าซื้อ 100 น้องพนักงานไม่พูด ยอดก็ 100 ถ้าเกิดพูด ลูกค้าโชคดีหิวอยู่ก็ได้ยอดขายเพิ่มขึ้น สองคือลูกค้าอาจไม่ทันคิดว่าจะซื้ออะไร เรานำเสนอโปรโมชั่นสินค้าใหม่ก็ทำให้ลูกค้ารู้ข้อมูลได้ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่เขาจะเอา เว้นแต่จะไม่พูด อย่างสินค้าโปรโมชั่นลดจากราคาเต็ม ที่กำลังฮิตอย่างสิทธิแลกซื้อ นักท่องเที่ยวเขาเซฟเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้าบอกส่วนลด เขาจะดีใจมาก” คุณธนพร เล่า

ในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคุณธนพร เคยเน้นย้ำเรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้ามาแล้ว แต่บทเรียนที่สำคัญอีกเรื่องสำหรับการทำธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อคือความรวดเร็วในการตอบรับกับข้อมูลเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

มาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า ปลายทางของการบริหารธุรกิจร้านสะดวกซื้อแบรนด์ดังอยู่ที่ไหน คุณธนพร เล่าว่า บริษัทมีนโยบายเรื่องถ่ายทอดสิทธิบริหารให้ทายาทได้ตามกำหนดอายุพาร์ทเนอร์ในวัย 55 ปี ทำให้สามารถถอยมาดูเบื้องหลังได้ แน่นอนว่าเธอทำเรื่องใส่ชื่อผู้รับช่วงไว้เรียบร้อยแล้ว

นักเขียน : ริงโก้

Written By

Click to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Advertisement
Connect
Newsletter Signup